.:: ด้านความสามัคคี/ความเสียสละ - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
ด้านความสามัคคี/ความเสียสละ
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

[แก้ไข] พระราชดำรัส และพระบรมราโชวาท ด้านความสามัคคี และความเสียสละ

กระแสพระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ ๒๔๙๔

วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๓

        "...ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้ปรากฎตลอดว่า ชาติใดเสื่อมสูญย่อยยับอับปางไป ก็เพราะประชาชาติขาดสามัคคีธรรม แตกแยกเป็นหมู่คณะ เป็นพรรคเป็นพวก คอยเอารัดเอาเปรียบ ประหัสประหารซึ่งกันและกัน บางพรรคบางพวกถึงกับเป็นไส้ศึกให้ศัตรูมาจู่โจมทำลายชาติของตนดังนี้ ข้าพเจ้าจึงขอชักชวนพี่น้องชาวไทยทั้งหลายให้ระลึกถึงพระคุณของบรรพบุรุษ ซึ่งได้กอบกู้รักษาบ้านเกิดเมืองนอนของเรามานั้นให้จงหนักแล้วถือเอาความสามัคคี ความยินยอมเสียสละส่วนตัวเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่ของประเทศชาติเป็นคุณธรรมประจำใจอยู่เนืองนิจ จึงขอให้ชาวไทยทั้งหลาย จงบำเพ็ญกรณียกิจของตนแต่ละคนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ขยันหมั่นเพียร อดทนและกล้าหาญ แล้วอุทิศความเสียสละส่วนตัว ความเหน็ดเหนื่อยลำบากยากเค้นเป็นพลีบูชาบรรพบุรุษ ผู้ซึ่งได้ก่อสร้างชาติเป็นมรดกตกทอดมาถึงพวกเราชาวไทยจนบัดนี้..

กระแสพระราชปราศรัยแด่ประชาชนในวันปีใหม่ พ.ศ. ๒๔๙๕

        "...อันสถานะการณ์ของโลกทั่วไป และของบ้านเมืองเราเป็นอย่างไร ก็ย่อมเป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว ทางที่จะช่วยให้ประเทศเราผ่านพ้นภัยพิบัติ มีความวัฒนาถาวรไปได้ก็โดยที่เราชาวไทยทุกคนมีน้ำใจรักชาติอย่างแท้จริง ไม่ถือเอาประโยชน์ของตนและพรรคพวกแต่ฝ่ายเดียว มุ่งบำเพ็ญกรณียกิจหน้าที่ด้วยความสุจริต ขยันหมั่นเพียร เพื่อคุณประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และพร้อมที่จะเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม เมื่อเป็นดังนี้แล้ว สามัคคีก็ย่อมจะแผ่ขยายกว้างขวางออกไปในระหว่างพี่น้องชาวไทยด้วยกัน ทำให้กำลังของชาติส่วนต่างๆ ประสานกันเป็นบึกแผ่น สิ่งที่เคยยากก็จะกลายเป็นง่าย และสิ่งที่ไม่เคยทำได้ก็กลับจะบรรลุผลสำเร็จอย่างงดงาม ด้วยอนุภาพแห่งความสามัคคี เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราชาวไทยจงยึดมั่นในศีลธรรมซึ่งบิดามารดาและครูบาอาจารย์ได้พร่ำสอนเรามาแต่เล็กแต่น้อย และพยายามประพฤติปฏิบัติตามในอันจะส่งเสริมสามัคคีธรรมให้มั่นคงแผ่ขยายในระหว่างพี่น้องชาวไทยทั้งปวง เพื่อความวัฒนาถาวรของประเทศชาติสืบไป..."

กระแสพระราชปราศรัยแด่ประชาชนในวันปีใหม่ พ.ศ. ๒๔๙๖

        "...ในขวบปีที่ผ่านมา แม่บ้านเมืองของเราต้องประสบภัยทางธรรมชาติบ้าง และแวดล้อมด้วยสถานะการณ์อันเคร่งเครียดของโลกทั่วไป แต่ก็นับว่าได้สามารถผ่านสถานะการณ์เหล่านั้นมาด้วยดี ทั้งนี้ย่อมเป็นิมิตหมายว่าเราจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคข้างหน้าต่อไปอีก จริงอยู่ทุกสิ่งทุกอย่างจะให้ดีขึ้นทันอกทันใจสมดังที่ต้องการที่เดียวนั้นย่อมไม่ได้ ซึ่งอย่อมต่องการเวลา เปรียบประดุจการเยียวยารักษาไข้ ซึ่งย่อมต้องการเวลาเช่นกัน ข้าพเจ้าจึงมีความหวังเป็นอย่างมากว่าอาศัยควมสามัคคีร่วมมือร่วมใจของท่านทั้งมวล ประเทศชาติของเราจะเข้าสู่ฐานะเจริญก้าวหน้า

พระราชดำรัสในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๔๙๗ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๖

        "...พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า บุคคลใดประกอบความดี คุณความดีนั้นย่อมต้องสนองตอบ ข้าพเจ้าจึงขอชักชวนแต่ละท่าน ให้พยายามบำเพ็ญความดีด้วยน้ำใจอันบริสุทธ์ แม้บางโอกาสอาจจะต้องเสียสละบ้าง ก็จงมานะอย่าท้อถอย จงสมัครสมานสามัคคีร่วมใจกันให้มั่นคงด้วยดี ทั้งนี้เพื่อความสุขสวัสดีของท่าน และเพื่อความวัฒนาถาวรของประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราทั้งหลาย..."

กระแสพระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ ๒๕๐๑

วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๐

        "...ในขวบปีที่ล่วงมา ได้มีเหตุการณ์ต่างๆ อันมีความสำคัญแก่ชาติบ้านเมือง ดังที่ได้ทราบกันอยู่แล้วนับได้ว่าประชาชาติของเราได้ผ่านหัวเลี้ยวสำคัญขั้นหนึ่งแล้ว ต่อไปนี้ จึงเป็นหน้าที่เราทั้งปวงที่จะต้องช่วยกันประคับประคองให้กิจการงานของชาติบ้านเมืองดำเนินไปด้วยดี เพื่อความเจริญผาสุกของประเทศชาติ ในการนี้ความสามัคคีประนีประนอมซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็นและพึงปราถนายิ่งนัก ข้าพเจ้าจึงขอแสดงความหวังว่าชาวไทยทุกๆ คนจะพยายามรักษาความสามัคคี

พระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๔๕

วันจันทร์ ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๔

        "...ประเทศของเราต้องประสบกับวิกฤตการณ์ด้านต่างๆ ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี แต่ด้วยความรู้เท่าทันและความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทุกคน ที่ช่วยกันประคับประคองแก้ไข บ้านเมืองของเราจึงยังมั่นคงเป็นปรกติอยู่ ใครจะไปไหนมาไหนก็ยังทำได้สะดวก การทำมาหากินก็ยังไม่ถึงกับฝืดเคีองนัก ทำให้มั่นใจได้ว่าหากจะมีอุปสรรค ปัญหา หรือเหตุไม่ปรกติใดๆ เกิดขึ้นคนไทยเราจะร่วมกันคิดอ่าน และช่วยกันปฏิบัติ แก้ไขให้ทุกสิ่งทุกอย่างคลี่คลายลุล่วงไปได้อย่างแน่นอน

พระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๔๕

วันอังคาร ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๕

        "...ในขวบปีที่แล้ว มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา แต่มีเรื่องหนึ่งที่ควรกล่างถึงเป็นพิเศษ ก็คือการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย เมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ ที่คนไทยทุกคน ทุกองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างร่วมมือร่วมใจกันโดยพร้อมพรัก ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็น ปม้เป็นชาวต่างชาติต่างภาษา ก็พากันชื่นชมยกย่อง ข้าพเจ้าเองก็มีความปีติเต็มตื้นใจที่ได้เห็นน้ำใจของทุกคนเช่นนี้ เพราะเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงคุณธรรมข้อหนึ่ง ที่ยังมีอยู่อย่างบริบูรณ์ในจิตใจของคนไทยก็คือ การให้ การให้นี้ ไม่ว่าจะให้สิ่งใด แก้ผู้ใด โดยสถานใดก็ตามล้วนเป็นสิ่งที่พึงประสงค์อย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องประสานไมตรีอย่างสำคัญระหว่างบุคคลกับบุคคล และทำให้สังคมมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นด้วยสามัคคีธรรม นอกจากนั้น การให้ยังเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอีกด้วย กล่าวคือ ผุ้ให้ก็มีความสุข มีความอิ่มเอิบใจ ผู้รับก็มีความสุข มีกำลังใจ สังคมส่วนรวมตลอดถึงประเทศชาติ ก็มีความผาสุกมีความร่มเย็น..."

พระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๔๘


วันศุกร์ ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๗

        ประชาชนชาวไทยทั้งหลายบัดนี้ถึงวาระขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปราถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทั้งหลายทั่วกัน และขอขอบใจท่านเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิตสนับสนุนข้าพเจ้าในภารกิจทั้วปวงด้วยดีเสมอมา

        ตลอดปีที่แล้ว มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายอย่างที่ดี ก็คือการที่นักกีฬาของเราได้รับเหรียญรางวัลหลายประเภท ในการแข่งขันโอลิมปิก แต่ไม่ดีก็มีอยู่มาก เราต้องประสบกับเหตุไม่ปรกติต่างๆ จนทำให้เกิดความวิตกห่วงใยกันอยู่ทั่วไป ใกล้ถึงสิ้นปีก็เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ทำให้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างร้ายแรง เราคงจะต้องช่วยเหลือบรรเทาทุกข์และฟื้นฟูสถานะของบ้านเป็นการใหญ่ รวมทั้งหาทางป้องกันเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามเหตุต่างๆ ทั้งนั้น ได้ทำให้เห็นแจ้งดถึงน้ำใจของพวกเราอย่งเด่นชัดว่า ทุกคนในผืนแผ่นดินไทย ทั้งทหาร ตำรวจและพลเรือน มีความสามัคคีกัน ต่างห่วงใยกันด้วยใจจริง ได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะอยู่ร่วมกันโดยสันติสุขและเมื่อเกิดภัยพิบัติ คนไทยไม่ทิ้งกัน ต่างพร้อมเพรียงกันเข้าปฏิบัติช่วยเหลือทันที ด้วยความเสียสละ และเมตตาจริงใจ ไม่เลือกว่าเป็นชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวย้ำแก่ท่านทั้งหลายเหมือนดังที่เคยกล่าวมาเมื่อหลายปีก่อนว่า วิถีชีวิตของคนเรานั้น จะให้มีแต่ความปรกติสุขอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีทุกข์ มีภัย ผ่านเข้ามาด้วยเสมอ ยากจะหลีกเลี่ยงพ้น

        ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงขอให้ทุกคนรักษาความสามัคคีและจิตใจอันดีนี้ไว้เป็นนิจ เพราะสิ่งนี้คือคุณลักษณะพิเศษ ที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองของเราอยู่รอดปลอดภัย และช่วยให้เราทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขมาช้านาน ตราบใดที่เราทั้งหลายรักษษคุณลักษณะนี้ไว้ได้ ก็มั่นใจได้ว่าชาติบ้านเมืองของเราจะดำรงมั่นคงอยู่ตราบนั้น

        ขออานุภาพแห่งคุณพระศรัรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์ที่ชาวไทยเคารพบูชา จงอภิบารักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขกายสุกขใจ และประสบแต่สิ่งที่พึงประสงค์ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่กลุ่มชาวไร่หมู่บ้านตัวอย่างโครงการไทย-อิสราเอล จังหวัดเพชรบุรี่ 25 พฤษภาคม 2513

        "...ความสามัคคีนี้ หมายถึงว่ามีสิ่งใดที่อาจ ขัดแย้งซึ่งกัน และกันบ้าง ก็ต้องปรองดองกันเสีย และหา ทางออกโดยที่ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง กันเพราะความสามัคคีเป็นกำลังอย่างสูงสุดของ หมู่ชน..."

พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญราชรุจิณ พระตำหนักจิตรดารโหบาน 23 มกราคม 2513

        "...ความพอพระราชหฤทัยของพระราชาอยู่ที่ว่า แต่ ละคนจะทำหน้าที่ของตัวด้วยความตั้งใจ มีความ คิดพิจารณาที่รอบคอบ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง กัน ส่งเสริมความสามัคคี และปฏิบัติงานเพื่อประโยนช์ส่วน รวม..."

พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการบริหารและอาสาสมัครมูลนิธิราชประจำนุเคราะห์ฯ ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร 30 ตุลาคม 2508

        "...ชาติของเรารักษาเอกราชอธิปไตยมาได้จนถึงทุก วันนี้ด้วยความสามัคคี ผู้ใดเดือดร้อนก็ได้รับการ บรรเทาความเดือดร้อนนี่เป็นหลักสำคัญของการปกครอง ประเทศไทยมาแต่โบราณกาล..."

พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสเสด็จฯ ออกให้ประชาชนเฝ้า ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม 19 มกราคม 2504

        "...ประเทศไทยถ้าประชาชนพลเมือง มีความสามัคคีกลมเกลียว กันดี มีระเบียบวินัย ประเทศนั้นก็เจริญและอยู่ ในฐานะดีจึงเห็น ได้ว่าความสามัคคีกลมเกลียวกันระหว่างคนในชาติ และ ความเข้าใจรักษาระเบียบวินัยเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่ง ที่จะช่วยนะประเทศชาติสู่ความวัฒนาถาวร..."

พระบรมราโชวาท ในพิธีตรวจพลสวนสนามเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวามคม 2504

        "...การที่ประเทศของเราได้รักษาอธิปไตย และดำรงฐานะมา ด้วยดีได้ตลอดมานั้น ก็ด้วยความร่วมมือ ของทุกๆ ฝ่ายต่างช่วยกันปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ด้วย ความสามัคคีและความพร้อมที่จะเสียสละ เพื่อประโยชน์ ของส่วนรวม..."

พระราชดำรัส พระราชทานในพิธีประดับยศนายตำรวจชั้นนายพล ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน 15 มกราคม 2519

        "...สามัคคี คือการเห็น แก่บ้านเมืองและช่วยกันทุก วิถีทางเพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง ด้วย การเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างตรงไปตรงมา นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม เพราะประโยชน์ส่วนรวม นั้น คือความมั่นคงของบ้านเมือง..."

พระราชดำรัส พระราชทานในพิธีพระราชทาน ธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้านจังหวัดขอนแก่น ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 19 กุมภาพันธ์ 2519

        "...เมืองไทยนี้อยู่ได้ด้วยความสามัคคี ด้วยความเข้ม แข็ง ด้วยความเสียสละ อาศัยความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งกันและกัน และถ้ารักษาความ เห็นอกเห็นใจนี้แล้ว ประเทศชาติของเราก็จะ เป็นที่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์และน่าสบายต่อไปชั่ว กลานาน..."

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะประชาชนจังหวัดราชบุรี พระตำหนักจิตรดารโหฐาน 16 พฤศจิการยน 2531

        "...บ้านเมืองไทยสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้โดยดี เพราะว่าจิตใจสามัคคีและแสดงออกซึ่งสามัคคี ถ้าตราบใด เรารักษาความสามัคคีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกัน และกันไว้ได้ เราก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุข สุดตราบนั้น..."

พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงานสุรสีห์รำลึก ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน 21 มีนาคม 2522

        "...ความสามัคคีนั้นหมายถึงความเห็นใจซึ่งกันแลหะกัน ทั้งในทางส่วนบุคคลทั้งในด้านวิชาการ ด้องเห็น ใจว่าแต่ละคนมีหน้าที่ มีความรู้ในวิชาการของแต่ละคน ถ้าดำเนินวิชาการนั้นๆ ไปตามลำพัง หรือตามแนวเดียว เท่านั้นเอง ก็จะไม่สามารถที่จะดำเนินได้โดยดี..."

พระราชดำรัส ในการเสด็จออกมหาสมาคมงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2530

        "...ความสามัคคีนี้ เป็นคุณธรรมสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งหมู่ชน อยู่รวมกันจำเป็นต้องมี ด้องถนอมรักษา และ ต้องนำมาใช้อยู่สม่ำเสมอ ถ้าแต่ละฝ่ายเข้ามาร่วมกันทำงานด้วยความ ดั้งใจดี ด้วยความสามัคคี ความรู้ความสามารถ ด้วยความคิดที่สร้างสรรค์ งานก็สำเร็จสมบูรณ์งด งามตามประสงค์ทุกอย่าง..."

พระบรมราโชวาท ในพิธีสวนสนามทหารรักษาพระองค์ ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2505

        "...ตราบใดที่ชาวไทยมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่ง ในเดียวกัน ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อประเทศชาติแล้ว ชาติก็ได้รอดพ้นจากภัยพิบัติสู่ความสุขความ เจริญ แต่คราวใดที่ขาดความสามัคคีกลมเกลียวกัน ก็ต้อง ประสบเคราะห์กรรมกันทั้งชาติ จึงเป็นหน้าที่ของ เราทั้งหลาย ที่จะต้องร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่ ให้ดีที่สุด..."

พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่สมาคมนักเรียนไทยในรัฐเยอรมันฯ เพื่ออัญเชิญลงพิมพ์ในหนังสือ เพื่อนไทย สิงหาคม 2521

        "...ความสามัคคีพร้อมเพรียงแห่งหมู่คณะ ที่จะเกิดมี ขึ้นได้นั้น ย่อมจะเนื่องมาจากความผิด ความเห็น และใจจริงที่มุ่งหมายและยึดมั่นในสิ่งใดสิ่ง หนึ่งรวมกัน..."

พระบรมราโชวาท ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณและสวนสนามทหารรักษาพระองค์ ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2534

        "...ประเทศของเรารักษาเอกราช อธิปไตยและอิสระภาพให้ สมบูรณ์มั่นคงมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะคนไทย ทุกหมู่เหล่ารู้จักความสามัคคี และรู้จักทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้ประสานส่งเสริมกัน เมื่อทุกคนมุ่งใจปฏิบัติดังนี้ ความถูกต้องเรียบร้อย ความพัฒนาก้าวหนา แลหะความมั่นคง เป็นปึกแผ่นจึงบังเกิดขึ้น..."

พระบรมราโชวาท พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในการประชุมใหญ่ของสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร ณ จังหวัดกาฬสินธุ์ 17 ธันวาคม 2512

        "...ประเทศชาติกำลังพัฒนาในทุกด้านและต้องการ ความสามัคคีความเรียบร้อย ผลดีทั้งปวงดังกล่าวจะ เกิดขึ้นได้ด้วยประชาชนมีหลักของใจอันมั่นคง มีศรัทธาและปัญญาอันถูกต้อง ปฏิบัติคนอยู่ในทาง ที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม..."

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาสาดุสิตตาลัย 4 ธันวาคม 2536

        "...สามัคคีหรือการปรองดองกันไม่ได้หมายความว่าคน หนึ่งพูดอย่างหนึ่งคนอื่นต้องพูดเหมือนกันหมด ลงท้ายชีวิตก็ไม่มีความหมาย ต้องมีความแตกต่างกัน แต่ต้องทำงานให้สอด คล้องกัน แม้จะขัดกันบ้างแต่ต้องสอดคล้องกัน..."

พระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2532

        "...ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียว กับความ รักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้องสอง ประการนี้ คือคุณลักษณะสำคัญของไทย ที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดเป็นอิสระ และเจริญมั่นคงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน..."

พระบรมราโชวาท ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2504

        "...ความสามัคดี เป็นคุณสมบัติประจำดัวของคนไทย ที่ได้ อบรมสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษโดยไม่ขาดสาย ทั้งนี้เพราะคนไทยตราบตระหนักว่าหมู่ คณะที่มีสามัคคีแน่นแฟ้นสมบูรณ์ย่อมมรกำลังกล้า แข็งทั้งในการคิดและการปฏิบัติ..."

พระบรมราโชวาท พระราชทานในการประชุทใหญ่สามัคคีสมาคม 26 กรกฎาคม 2534

        "...ความสามัคคี เป็นคุณสมบัติประจำตัวของคนไทย ที่ได้ อบรมสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษโดนไม่ขาดสาย ทั้งนี้ เพราะคนไทยตราบตระหนักว่าหมู่ คณะที่มีสามัคคีแน่นแฟ้นสมบูรณ์ย่อมมีกำลังกล้า แข้.ทั้งในการคิดและการปฏิบัติ..."

พระบรมราโชวาท ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2505

        "...ตามประวัติศาสตร์ของเราจะเห็นได้ว่า คราวใด ที่ชาวไทยมีคสามสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ชาติก็รอดพ้นจากภัยพิบัติสู่ความเจริญรุ่งเรือง แต่ คราวใดที่ขาด ความสามัคคีกลมเกลียวกัน ก็ต้องประสบเคราะห์กรรมทั้ง ชาติ..."

พระราชดำรัส ในการเสด็จออกมหาสมาคมเนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2530

        "...ความสามัคีนี้ เป็นคุณธรรมสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งหมู่ ชนผู้อยู่ร่สมกันจำเป็นต้องมี ต้องถนอมรักษา และต้องนำมาใช้อยู่สม่ำเสมอ เนื่องด้วยสรรพกิจการงานที่เป็นส่วนรวมทุกด้าน ทุกระดับ ต้องอาศัยบุคคลหลายฝ่ายร่วมกันทำกิจกรรม


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

 
 
 
   Hosted by kapook.com