Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
มูลค่าของผลผลิตจากชาวเขา ในพื้นที่โครงการฯ ได้เพิ่มขึ้นทุกปี จากที่ไม่เคยมี ผลผลิตอะไร นอกจากฝิ่น ออกจำหน่ายสู่ตลาด จนกระทั่ง มีสินค้าจำหน่าย ผ่านตลาด โครงการฯ ในปีพ.ศ. 2533 ถึง 48 ล้านบาท และโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปอีก ปีละประมาณ 100 ล้านบาท นอกจากการเพิ่มขึ้น ทางด้าน ปริมาณ ผลผลิต ที่ออกจำหน่ายแล้ว โครงการฯ ยังเน้นการพัฒนา คุณภาพของผลผลิต ให้ได้มาตรฐาน ในปี พ.ศ. 2531 สินค้า “ดอย คำ” ได้รับการคัดเลือกจาก THAI EXPO AWARD 1988 เป็นผู้ได้รับ รางวัลเกียรติยศ มาตรฐาน “สินค้า ไทยส่งออก” ในสาขาผัก ผลไม้สด และผลไม้กระป๋อง ส่งออกดีเด่น ประจำปี 2531
รางวัลแมกไซไซ
การดำเนินงานระยะนี้เป็นที่ยอมรับอย่าง แพร่หลาย และ ประสบความสำเร็จ ทำให้ชาวเขา หันมาปลูกพืช ทดแทนฝิ่น ประกอบอาชีพด้านการเกษตรที่มั่นคง ดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขตามสมควร การให้ความช่วยเหลือ พสกนิกร ซึ่งเป็น ชาวเขา ที่เคยดำรงชีวิต ยากไร้ บนดอยสูง จากการ ปลูกฝิ่น ที่เป็น ยาเสพติด ร้ายแรง ของชาวโลก เช่นนี้ ได้ล่วงรู้ ไปไม่เฉพาะ แต่ใน ประเทศไทย เท่านั้น แต่เป็น ที่กล่าวขวัญกัน ทั่วโลก ในหลายต่อหลายประเทศ โดยผ่าน ทั้งทาง เอกอัครราชทูต และ สื่อสารมวลชน ต่าง ๆ ดังจะเห็นได้ จาก ความช่วยเหลือของนานามิตรประเทศ เช่น ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมันตะวันตก ออสเตรเลีย อิสราเอล และเนเธอร์แลนด์ ที่หลั่งไหลเข้ามา อย่างต่อเนื่อง และในที่สุดผลงานของโครงการฯ ก็ได้เป็นที่รู้จักกัน แพร่หลายในบรรดาประเทศต่าง ๆ ว่าเป็นการร่วมมือกำจัดพืชเสพติด โดยสันติวิธีเป็นโครงการสร้างสรรค์และส่งเสริมความเข้าใจ อันดีระหว่างประเทศจึงได้รับ“รางวัล แมกไซไซ” ในสาขา INTERNATIONAL UNDERSTANDING เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมพ.ศ. 2531 ดังแสดงให้เห็น ในตอนท้าย ของคำประกาศ เกียรติคุณ ว่า
"จากการให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือเกื้อกูล ของนานาประเทศและ ร่วมกันประสานงาน โดยหลายหน่วยงานในชาติ โครงการหลวงได้มีส่วนช่วยลด ยาเสพติดพิษร้ายแรงของโลกลงและยังช่วย ยกระดับความมั่นคง อยู่ดีกินดีแก่ชนชาวเขาทั้งหลายด้วย"
การได้รับรางวัลนี้จึงเป็นเครื่องแสดง ให้ ประจักษ์ถึงความร่วมมือ จากชาวไทย ไม่ว่าจะ เป็นข้าราชการ พนักงาน รัฐวิสาหกิจ หรือภาคเอกชน ต่างๆ และ หน่วยงานจากนานาชาติ ต่าง ให้ความสนับสนุน และอุ้มชู โครงการฯ มาโดยตลอด
การก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง
เมื่อต้นปี พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนสถานะภาพของโครงการฯ มาเป็นมูลนิธิ เรียกว่า “มูลนิธิ โครงการหลวง” และพระราชทานเงินก้นถุง เพื่อใช้เป็นทรัพย์สินเริ่มแรก จำนวน 500,000 บาท เพื่อจะได้เป็นองค์กรนิติบุคคล มีกฎหมายรองรับ และดำเนินงานด้วยความมั่นคง เป็นปึกแผ่นสืบไป นับเป็นก้าวใหม่ของโครงการฯ ที่ก้าวขึ้นเป็นองค์กรเพื่อสาธารณะประโยชน์ ที่ถาวรมีระบบงานที่แน่นอน คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อความร่วมมือและการประสานงานกับส่วนราชการและเอกชนต่าง ๆ ในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณะ ของการริเริ่มงานวิจัยใหม่ ๆ ที่ไปสู่การพัฒนาและการผลิต ที่แน่นอนมีตลาดรองรับ รวมทั้งโครงการนำร่อง และการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สำคัญแก่การพัฒนาในที่สูง การสร้างมูลค่าเพิ่มกับผลิตผล และผลิตภัณฑ์ของโครงการฯ โดยมีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และรักษาสภาพต้นน้ำลำธาร ที่สำคัญ ๆ ของประเทศเอาไว้
การดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง ถือเป็นโครงการส่วนพระองค์ที่ดำเนินงาน สืบเนื่องจากโครงการหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้พระราชทานกำเนิดมูลนิธิฯ ทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์ โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิโครงการหลวงประกอบด้วย
| หม่อมเจ้าภีศเดช | รัชนี | ประธานกรรมการ |
| พลอากาศตรีกำธน | สินธวานนท์ | รองประธานกรรมการ |
| หม่อมหลวงพีระพงศ์ | เกษมศรี | กรรมการ |
| นายแก้วขวัญ | วัชโรทัย | กรรมการ |
| นายทวีศักดิ์ | เสสะเวช | กรรมการ |
| คุณหญิงนงเยาว์ | ชัยเสรี | กรรมการ |
| นายสันทัด | โรจนสุนทร | กรรมการ |
| นายสุทัศน์ | ปลื้มปัญญา | กรรมการ |
| คุณหญิงประจิตต์ | กำภู ณ อยุธยา | กรรมการและเหรัญญิก |
| นายจิรายุ | อิศรางกูร ณ อยุธยา | เลขาธิการ |
จากรายงานการประชุม คณะกรรมการอำนวยการและ ประสานงานมูลนิธิโครงการหลวง ครั้งที่ 1/2539 วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2539 ณ ทำเนียบรัฐบาล หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ได้แจ้งต่อที่ประชุม “ใน เมื่อโครงการหลวง ได้เป็นโครงการนำร่องในการพัฒนาที่สูงจนมีผลแน่นอนแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีรับสั่งกับนายกรัฐมนตรี (นายอานันท์ ปันยารชุน) เมื่อต้นปีพ.ศ. 2535 ว่า
- รัฐบาลน่าจะตั้งองค์กรเพื่อรับงานบางส่วนไปทำ
- ทั้งนี้โดยวิธีของโครงการหลวง โดยลดขั้นตอนการบังคับบัญชา
- จัดหางบประมาณให้โครงการหลวง”
ต่อมานายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ได้นำเรื่อง พระราชดำริ ดังกล่าว เข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มีนาคมพ.ศ. 2535 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติ อนุมัติในหลักการ รวม 3 เรื่อง คือ
- ให้จัดตั้งคณะกรรมการคณะ หนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการอำนวยการ และประสานงานมูลนิธิโครงการหลวง ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกรรมการและเลขานุการ ส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ และอำนาจหน้าที่คณะกรรมการฯ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณา
- ให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็น ฝ่ายเลขานุการและให้จัดตั้ง หน่วยงานระดับกองขึ้น เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับ มูลนิธิโครงการหลวงรวมทั้ง โอนงานบางส่วนจากมูลนิธิฯ มายังรัฐบาลเพื่อดำเนินการต่อไป
- ให้สำนักงานงบประมาณ ตั้งงบประมาณ ประเภท เงินอุดหนุน ให้แก่มูลนิธิฯ เป็นรายปี โดยตั้งไว้ที่สำนักราชเลขาธิการ เพื่อใช้ในการดำเนินงานของมูลนิธิฯ
จากมติคณะรัฐมนตรี ดังกล่าวในส่วนของทางราชการได้มีการดำเนินการดังนี้
- นายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้มีคำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง คณะกรรมการอำนวยการและ ประสานงาน มูลนิธิโครงการหลวง ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 50/2535 ลงวันที่ 2 เมษายนพ.ศ. 2535 ต่อมา นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี ได้ปรับปรุงคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเดิม ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 20/2539 ลงวันที่ 31 มกราคม 2539 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการ อำนวยการและประสานงาน มูลนิธิโครงการหลวง โดยเพิ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานคณะกรรมการ และเพิ่มปลัดกระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม เป็นกรรมการในคณะกรรมการ ชุดนี้ด้วย
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตั้งกองพัฒนาเกษตร ที่สูงขึ้นในสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อทำหน้าที่ตามมติ คณะรัฐมนตรี โดยดำเนินงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2536 เป็นต้นมา
- รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ อุดหนุนให้สำนักราชเลขาธิการ เพื่อการดำเนินงานของ มูลนิธิโครงการหลวง ตามมติคณะรัฐมนตรี ดังกล่าวข้างต้น ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2536 เป็นต้นมาเช่นเดียวกัน
สำหรับมูลนิธิโครงการหลวง ได้ปรับปรุงการบริหารงาน จากการบริหารในรูปโครงการ ซึ่งมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้อำนวยการโครงการ มาเป็นการบริหารที่มีกรรมการมูลนิธิฯ ช่วยดูแลด้านนโยบาย และมีคณะกรรมการฝ่าย ปฏิบัติ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกรรมการ บริหารเป็นผู้ดูแลด้านการบริหาร การปฏิบัติงานแบ่งการทำงาน ออกเป็นฝ่ายต่าง ๆ เพื่อสะดวกในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ฝ่ายสำนักงาน ฝ่ายการ เงินและบัญชี ฝ่ายวิจัย ฝ่ายพัฒนา และฝ่ายตลาด
ปัจจุบัน งานของมูลนิธิฯ ได้ก้าวหน้าขึ้นมาก มีการพัฒนา องค์กร ของตัวเอง เพื่อให้กิจการ ของมูลนิธิฯ เป็นไปใน ลักษณะที่ทันสมัย และเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น ที่สำคัญได้แก่
- จัดตั้งบริษัทดอยคำ อาหารสำเร็จรูป เมื่อมีการจัดตั้งเป็นมูลนิธิฯ แล้ว โปรดเกล้าฯ พระราชทานดำริ ให้ส่วนของโรงงานหลวง อาหารสำเร็จรูป ปรับเปลี่ยน สถานสภาพจากเดิม ซึ่งดำเนินงาน ในลักษณะ โครงการไปจัดตั้ง เป็นบริษัท โดยให้สำนักงาน ทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์ เป็นหุ้นส่วนใหญ่ เพื่อให้กิจกรรม ด้านนี้ ดำเนินงานแบบ ทันสมัย และพึ่งตนเองในรูปแบบเชิงธุรกิจ โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ รวมกันเป็นบริษัทดอยคำนี้มี 4 โรง ได้แก่ โรงงาน หลวงอาหารสำเร็จรูปฝาง โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปแม่จัน โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปเต่างอย และโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปละหานทราย ซึ่ง 2 โรงหลังเดิมอยู่ในความดูแล ของโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และนำมารวมกัน เพื่อจัดตั้ง เป็นบริษัทดอยคำ อาหารสำเร็จรูป
- ปรับการดำเนินงาน ของ โครงการ ดอกไม้แห้ง เพื่อให้สามารถ บริหารงาน ได้ ในลักษณะ ที่คล่องตัว และมีรายได้ พึ่งตนเอง ในลักษณะ การดำเนินธุรกิจ
- จัดตั้งห้องปฏิบัติการ วิจัย และพัฒนาการ เพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อพืช เป็นอาคาร ขนาด 3 ชั้น โดยร่วมมือ กับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่ง จะเป็นการดำเนินงานทั้งด้านวิจัย และพัฒนา รวมทั้งการขยายพันธุ์พืช ด้วยวิธีการ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
- จัดตั้งโครงการร่วมมือ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตร เพื่อปรับปรุงการให้สินเชื่อเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวง ให้เป็น เช่นเดียว กับเกษตรกรทั่วไป
- ความร่วมมือกับส่วนราชการต่าง ๆ โดยผ่านทาง คณะกรรมการ อำนวยการ ประสานงาน มูลนิธิโครงการหลวง ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีกองพัฒนาเกษตรที่สูง สำนักงาน ปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ทำหน้าที่ เป็นฝ่ายเลขานุการ ในการประสานงานด้านต่าง ๆ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มีนาคมพ.ศ. 2535
การก้าวไปในอนาคตของโครงการหลวง
เมื่อเกือบ 30 ปี มาแล้ว หรือ 3 ทศวรรษมาแล้ว โครงการหลวง เกิดขึ้นในบริเวณ ภาคเหนือ เพราะ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรง ไปเที่ยวตามดอย เกี่ยวกับโครงการหลวง และงานบนที่สูง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะมี พระราชดำรัส ที่ทรงเน้นอยู่ 2 ประการ ไม่ว่า จะมี พระราชดำรัสที่ใด หรือ เมื่อใดก็ตาม นั่นคือทรงคำนึงถึง “ความ ผาสุก ของประชาชน และความมั่นคง ของประเทศ” ส่วนอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวกับ วิธีปฏิบัติงาน ก็ได้ มีพระราชดำรัส ตอนหนึ่งว่า
ความร่วมมือใด ๆ ที่เกิดขึ้น ในการปฏิบัติงาน ในโครงการหลวง จึงเป็นเสมือน เป็นการตอบสนอง พระราชปฏิธาน ที่ต้องการให้ มีความร่วมมือ ช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน ตราบใด ที่วิสัยทัศน์ ตรงนั้น ยังแน่วแน่อยู่ ความมุ่งมั่น ในเรื่องของ การช่วยเหลือ ชาวบ้าน ให้เกิด “ความ ผาสุก ของประชาชน และความมั่นคง ของประเทศ” ก็คงจะเป็นความยึดมั่น ที่ไม่เสื่อมคลายของทิศทางการปฏิบัติงานของพวกเราชาวโครงการหลวง ทุกคนคงจะมีสำนึกอยู่เสมอ ว่า ในการปฏิบัติงาน ในโครงการหลวง นั้น มีส่วนหนึ่ง ที่สำคัญยิ่ง อยู่ตลอดเวลา นั่นคือ พระบารมีปกเกล้า และคงต้อง ยอมรับว่า สิ่งนั้นคือความแตกต่าง กับโครงการอื่น ๆ บนที่สูง ไม่ว่าโครงการนั้น ๆ จะมีเงินมากเพียงใด หรือมีบุคลากร เก่งกาจเพียงใด ความร่วมมือ ประสานงาน และการอุทิศตน ที่ผู้ปฏิบัติงาน จากหน่วยงานต่าง ๆ มีอยู่ จะไม่เหมือนการ ปฏิบัติงาน ในโครงการ อื่นใด ความสำเร็จ จึงเป็นสิ่งที่ มีอย่างแน่นอน นอกเหนือจาก รางวัล “แมก ไซไซ” (ซึ่งได้รับเมื่อพ.ศ. 2531 สำหรับ International Understanding) ความยั่งยืนของ “งาน บนที่สูง” ที่คงอยู่ และผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้น ในระยะ 30 ปี ที่ผ่านมา เป็นคำตอบ ที่ผู้ปฏิบัติทุกท่าน มีความภูมิใจ ที่ได้ร่วมมือ ในโครงการ และเป็นผลลัพธ์ ที่เป็นแบบอย่าง ที่ดีต่อแผ่นดิน…
เมื่อก่อตั้ง โครงการหลวง กระแส พระราชดำรัส ในครั้งกระนั้น เน้นสภาวะ ของการเป็น โครงการ ส่วนพระองค์ ที่ทรงกำหนด ความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์ และ วัตถุประสงค์ไว้ตลอดจน ผลที่คาด จะได้รับไว้ อย่างครบถ้วน พระราชดำรัส เมื่อปีเริ่มต้นพ.ศ. 2512 มีไว้ว่า
จากพระราชกระแสดังกล่าว สามารถกำหนดทิศทาง เพื่อการปฏิบัติไว้ได้ 5 ประการ คือ
- ช่วยชาวเขาให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
- ช่วยชาวเขาให้ปลูกพืชอื่นที่เป็นประโยชน์
- เพื่อแก้ปัญหายาเสพติด
- ให้ชาวเขาอยู่เป็นหลักแหล่ง เพื่อลดหรือยุติการตัดไม้ทำลายป่า ในเขตลุ่มน้ำลำธาร
- รักษาป่าไม้ รักษาดิน มีการใช้พื้นที่อย่างถูกต้อง
หากโครงการ สำเร็จจะเป็น การพัฒนาที่เบ็ดเสร็จและ ยั่งยืนมากต่อประเทศ
แนวปฏิบัติที่ยึดมาโดยตลอด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรง มีความห่วงใยในการปฏิบัติงาน ของโครงการหลวงมาตั้งแต่เริ่มต้น พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในตอนเริ่มต้น เป็นส่วนใหญ่ เมื่อพวกเราต้องเดินขึ้นลงดอย เป็นประจำก็ได้ทรงมีพระเมตตา ส่งเฮลิคอปเตอร์มาช่วยให้การเดินขึ้นเขา 5-6ชม. ลดลงเหลือเพียง 5 นาที เมื่อพวกเราขาดแคลนวัสดุ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เครื่องไม้ เครื่องมือ พระราชวินิจฉัยที่แยบยลก็คือ การเชิญทูตานุทูตให้ขึ้นไปชม โครงการหลวงโดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่ดอยอ่างขาง พวกเราก็ได้มีโอกาสปรึกษากล่าว ขอวัสดุคุรุภัณฑ์ต่าง ๆ ได้รับความช่วยเหลือในรูปต่าง ๆ ทั้งด้านการเงินตลอดจนผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน ความช่วยเหลือที่ เป็นกอบเป็นกำจึงได้แก่ รัฐบาลไต้หวันซึ่งให้ ความช่วยเหลือ โดยเน้นด้านไม้ผลตั้งแต่เริ่ม โครงการหลวงได้เพียง 2 ปี คือเมื่อพ.ศ. 2514 จนถึงปัจจุบัน หน่วยงาน ARS-USDA (Agricultural Reserch Service United State Department of Agriculture) ให้ความช่วยเหลือด้านงานวิจัย ตั้งแต่พ.ศ. 2516 ถึงพ.ศ. 2526 มีโครงการวิจัย 80 กว่าเรื่อง เป็นเงินถึง 6,356,216 เหรียญสหรัฐฯ และรัฐบาลไทยเริ่มตั้งงบประมาณ ช่วยเหลืออย่าง จริงจังหลังจากโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นมูลนิธิโครงการหลวง เมื่อพ.ศ. 2535
วิธีปฏิบัติที่ยึดถือมาโดยตลอดก็คือ การเน้นการทำการวิจัยด้านพืช และสัตว์ เพื่อให้ได้เป็นสิ่งทำกินของชาวเขา ดังนั้น ประการที่หนึ่ง “ วิธีลดขั้นตอน ” จึงมีความสำคัญอย่างสูงในการ ทำงานร่วมกันกับหลายหน่วยงาน ตามกระแสพระราชดำรัส เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2537 ทำให้การทำงานกระชับและ รวดเร็วขึ้น ตลอดระยะเวลาของโครงการฯ ประการที่สอง “ วิธีการสร้างการประสานงาน และความร่วมมือ” เป็นหัวใจของงานโครงการหลวง ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความร่วมมือ ดังกล่าวแล้ว ด้วยพระบารมีทำให้เกิดความร่วมมือ ประสานงานที่กลายเป็นความดีเด่น ที่สำคัญของโครงการหลวง โครงการต่างที่ ๆ ที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน ในพื้นที่ล้วนแต่เป็นงานของหน่วยราชการที่ปฏิบัติอยู่ทางภาคเหนือ ทั้งสิ้น อาทิ กรมวิชาการเกษตร (ซึ่งตั้งกองพัฒนาเกษตรที่สูง ขึ้นมาตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อประสานงานและปฏิบัติงาน เพื่อโครงการหลวง) กรมป่าไม้ กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประชาสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตลอดจนหน่วยงานสนับสนุนอื่น ๆ อาทิ ตำรวจชายแดน กรมทางหลวง สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท กรมการปกครอง กรมพัฒนาชุมชน ฯลฯ ใน
ปัจจุบันหน่วยงานหลัก ดังกล่าวก็สามารถตั้งงบประมาณ เพื่อปฏิบัติงานช่วยเหลือโครงการหลวง ได้ หน่วยงานหลักบนที่สูงเหล่านี้ จะ เป็นผู้ถ่ายโอนงานพัฒนา ที่สูงตามหมู่บ้านต่าง ๆ ไปจากโครงการหลวงในที่สุด ประการที่สาม “ วิธีสร้างการกำหนดทางเลือก ” ในส่วนของการกำจัดการปลูกฝิ่น ม.จ. ภีศเดช รัชนี องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเน้นตลอดเวลาถึงพระราชดำริ ว่าการเข้าทำลายไร่ฝิ่นใน เขต โครงการหลวงนั้นขอเวลา ให้ได้มีการวิจัย 1-2 ปี เพื่อมีทางเลือกให้แก่ ชาวเขาว่าควรจะปลูกพืชอื่นใด ทดแทน ก่อนจะเริ่มเข้มงวดในการกำจัดไร่ฝิ่น ข้อปฏิบัติดังกล่าวได้รับการ ปฏิบัติค่อนข้างเคร่งครัด ด้วยวิธีนี้ ชาวเขาจึงมีความสวามิภักดิ์ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และต่อแผ่นดินไทย ประการที่สี่ที่เป็นวิธีปฏิบัติที่เรา เน้นก็คือ “ วิธีการบุกเบิกทดสอบสิ่งใหม่ ๆ ” เพื่อให้ได้มาซึ่งความก้าวหน้า และความเหมาะสม ในพื้นที่นั้น ๆ ในการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ และการมีชีวิตอยู่ในบริเวณต้นน้ำลำธาร ประการที่ห้า ก็คือ “ วิธีการสร้างจิตสำนึกของชาวเขา ” เมื่องานด้านวิชาการด้านไม้ผล ผักและไม้ดอก ดำเนินไปด้วยดีงานที่ตามมาก็คือ การสร้างจิตสำนึกว่าพื้นที่ ที่บุคคลเหล่านี้ อาศัยอยู่นั้นเป็นเขต ต้นน้ำลำธาร การที่ร่วมอยู่ในโครงการหลวง ทำให้สามารถอยู่ในเขตนั้น ๆ ได้ ดังนั้นจึงควรมีจิตสำนึกต่อการ อนุรักษ์และดูแลรักษาพื้นที่นั้น ๆ ตลอดจนพื้นที่ป่าดังกล่าว จนสามารถเป็นผู้พิทักษ์รักษาป่า ต้นน้ำลำธารได้ในที่สุด
ความสำเร็จในอดีตจึงเป็นลู่ทางของวิธีปฏิบัติต่อไปในอนาคต การก้าวไปข้างหน้าของโครงการหลวง นั้นมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้เป็นมูลนิธิโครงการหลวง และรัฐบาลได้กำหนดงบประมาณ มาเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของโครงการหลวง สิ่งที่พึงปฏิบัติและสร้างฐานให้มั่นคงในฐานะมูลนิธิโครงการหลวงก็คือ
1. รักษาแนวทางปฏิบัติตามวัตถุประสงค์เดิมทั้ง 5 ข้อ ซึ่งถือว่าปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ มาได้ระดับหนึ่ง และคงต้องปฏิบัติต่อไป เพียงแต่ปรับให้เข้ากับสถานการณ์และสถานที่ต่าง ๆ บนพื้นที่สูงตลอดจนประเภทของเผ่าต่าง ๆ ของชาวเขาบนพื้นที่สูง
2. การกำหนดรูปแบบของโครงการหลวง รูปแบบของหมู่บ้านโครงการหลวง การพัฒนาหมู่บ้านในเขตโครงการหลวง มีความแตกต่างกับหมู่บ้านในที่อื่น ๆ เนื่องจากว่า หมู่บ้านเหล่านี้อยู่ ในเขตต้นน้ำลำธาร (Watershed) ทั้งสิ้น ผู้ปฏิบัติงานในโครงการหลวง ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นผู้ดูแลรักษาป่าที่ได้ รับมอบหมายมาจากกรมป่าไม้ ผู้ซึ่งมีหน้าที่ดูแลป่าไม้ และพื้นที่ ต้นน้ำลำธารให้รัฐ ชาวเขาหรือผู้ใด ก็ตามที่อยู่ ในเขตลุ่มน้ำลำธาร ถ้าจะสามารถอยู่ได้ จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล ของผู้ได้รับมอบหมาย ดังนั้น การสร้างจิตสำนึกให้บุคคลเหล่านี้ ทราบว่าการใช้ชีวิตของเขา ในพื้นที่ดังกล่าวจำต้องมีความสำนึก และปฏิบัติตามกำหนดกฏเกณฑ์ ที่วางไว้ โดยรวมบุคคลเหล่านี้ ต้องอยู่กับต้นไม้ ต้องรักษาดูแล ใช้ประโยชน์ได้แต่ต้อง ไม่ทำอันตรายต่อพื้นที่ และทรัพยากร ที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ
โครงการหลวงมีความสำนึก ในหน้าที่ดังกล่าวจึงเสาะหาลู่ทาง ในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และความพอดีในการใช้พื้นที่เหล่านั้น โดยจะใช้ข้อกำหนดหลักดังต่อไปนี้
การจัดการพื้นที่
- จะต้องใช้พื้นที่เหล่านั้น ตามศักยภาพ และข้อจำกัดที่มีอยู่
- มุ่งเน้นการรักษาสมดุลย์ ใน การใช้บนพื้นที่สูง เน้นการอนุรักษ์ที่มีการใช้ในระดับที่ไม่เกินพิกัด และความสามารถในการป้องกัน หรือสร้างกลับคืน สิ่งที่ใช้ ในกระบวนการนี้ คือ สมดุลย์แบบเคลื่อนที่ (Moving equilibium)
การจัดการชุมชน
- การมีสัมมาชีพและ คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ที่อยู่ในที่สูง
- การปรับตัวให้เข้ากับ ความเชื่อถือ ตามประเพณี และเข้ากับความถูกต้อง ของการใช้พื้นที่ในที่สูง มีจิตสำนึกต่อความมั่นคง ของชาติ ละเว้นการปลูกพืชเสพติด และกิจกรรมที่ไม่เป็นผลดีต่อ ประเทศโดยเน้นการพึ่งตนเอง และพัฒนาให้พฤติกรรมเป็น กระบวนการสมดุลย์แบบเคลื่อนที่ (Moving equilibium)
การกำหนดตัวแบบของหมู่บ้าน ประกอบด้วยกระบวนการดังต่อไปนี้
- การศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ของพื้นที่นั้น ๆ จากการสำรวจ หรือจากภาพถ่าย ทางอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม
- กำหนดการใช้พื้นที่ให้เป็นไปตาม ศักยภาพ พื้นที่เกษตรกรรม, ไม้ผล, ไม้ใช้สอย, ป่าไม้, พื้นที่แม่น้ำ และอื่น ๆ หลักการของ GIS
- มุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นอนุรักษ์ ต้นน้ำลำธาร และรักษาสมดุลย์ ของการใช้ พื้นดินบนที่สูง การอยู่ร่วมของคนกับป่า
- มุ่งเน้นความเข้าใจ ในการทำงานร่วมกัน สอดแทรก การขยายผลไปสู่ บริเวณอื่น ๆ เป็นหลัก
- มุ่งเน้นความอยู่ดี กินดีให้มี อาชีพของผู้ที่อยู่ในสูง สร้างคุณภาพชีวิต ที่ดีกว่า และมีจิตสำนึกที่ชัดเจนว่าตัวเอง อยู่ในเขตที่ เป็นความมั่นคงของชาติ
นำความรู้จากการศึกษาการพึ่งตนเอง ทางเศรษฐกิจในชนบท โดยเน้นปัจจัยกระทบ 5 ตัวจากองค์ประกอบของ TERMS ซึ่งได้แก่ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ ทรัพยากร จิตใจ (คน) และสภาพสังคมวัฒนธรรม มาใช้เพื่อพิจารณาถึงผลกระทบ ของสมดุลย์เคลื่อนที่ (ทางสายกลาง) ระหว่างการพึ่งตนเอง และการพัฒนา เรียกว่า การพึ่งตนเองแบบพัฒนา (วงนอกและวงใน) และศึกษาการปฏิบัติหน้าที่ของตัวแปร แต่ละตัวและการปฏิบัติต่อกัน ระหว่างตัวแปร
นำกระบวนการทางสัมคม เข้ามาใช้ 3 กระบวนการ คือ
- กระบวนการ PAR การทำงาน ร่วมกันของนักวิชาการ นักพัฒนาและชาวบ้าน
- กระบวนการ BAN การสร้างสมดุลย์ (B) การสร้างขีดความสามารถ (A) และการสร้างเครือข่าย ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน (N)
- กระบวนการฟื้นฟูวัฒนธรรมพื้นบ้าน โดยให้รู้และเข้าใจทั้งของเก่า และของใหม่ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ต่างกัน ของปัจจัยทั้งห้านั่นเอง
เมื่อได้ดำเนินการตามวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว เราควร จะได้หมู่บ้านบนที่สูง ที่มีการใช้พื้นที่อย่างถูกต้อง ตามศักยภาพ การใช้พื้นที่อย่างถูกต้องและ เหมาะสมในการผลิตเพื่อขาย ต้องการความช่วยเหลือและแนะนำ จากโครงการหลวง และหรือผู้ปฏิบัติการสืบทอด ซึ่งช่วยเหลือรับช่วงต่อ ในการพัฒนา และดูแลต่อจากโครงการหลวง สภาพของหมู่บ้านโครงการหลวง ก็จะเกิดมากขึ้นมากขึ้น กระบวนการที่เป็นรูปแบบ ที่ถูกต้องจะถูกขยายพื้นที่ ครอบคลุม บริเวณกว้างขึ้นการขยายผล จะเป็นไปได้และเป็นจริงได้เมื่อ หน่วยราชการต่าง ๆ ที่รองรับและช่วยเหลือดำเนินการ อย่างเต็มที่เพื่อให้พระราชปณิธาน เป็นจริงเป็นจัง เป็นรูปแบบที่สมควรและเหมาะสม ที่จะขยายผลต่อไป แม้จะเป็นนอกประเทศก็ตาม
สินค้าตราดอยคำ
ผักเมืองหนาว สมุนไพร ผลไม้เมืองหนาว พืชไร่ ไม้กระถาง ไม้ป่าและไม้ไผ่ ดอกไม้เมืองหนาว ผลิตภัณฑ์แปรรูปและอาหารกระป๋อง ดอกไม้แห้ง ของประดิษฐ์และอื่นๆ
ชมสินค้า
สถานที่จำหน่าย
ติดต่อ
สำนักงานประสานงานโครงการหลวง ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน กทม. 10900
โทรศัพท์ : 02-579-1175, 02-579-5142, 02-579-3
โทรสาร : 02-561-4286
อีเมล : webmaster@kanchanapisek.or.th
เว็บไซต์ : http://www.kanchanapisek.or.th/kp12
ขอขอบคุณที่มาและภาพประกอบจาก
เครือข่ายกาญจนาภิเษก
ไทยวิกิพีเดีย
มูลนิธิโครงการหลวง
ThaiDonateDB.com













