.:: นามสกุล - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
นามสกุล
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

[แก้ไข] นามสกุล

ประวัติ ความเป็นมาของนามสกุล

        คนไทยทุกคนต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุล จะไม่มีหาได้ไม่ คำว่าสกุล หรือตระกูลเป็นคำที่มีคำแปลอย่างเดียวกันในพจนานุกรม แปลว่า วงศ์ เชื้อสาย เผ่าพันธุ์ แต่คำว่าสกุล ยังหมายถึงผู้มีเชื้อวงศ์เป็นผู้ดีด้วย

        ในปัจจุบันนี้อนุชนไทยเราส่วนมากนั้นจะล่วงรู้ที่มาของการเริ่มใช้ชื่อสกุลว่าเริ่มต้นเมื่อใด ในยุคใด สมัยใด ใครเป็นผู้ริเริ่มกำหนดให้มีชื่อประจำสกุลสำหรับคนไทยใช้แต่ครั้งใดกันบ้าง หรือไม่ อย่างไรก็ดี อาจจะมีท่านผู้รู้เป็นอันมากที่ไม่รู้สึกแปลกในเรื่องนามสกุลของไทยว่า จะมีหรือไม่มี จะมาจากที่ใดอย่างไรก็ไม่สำคัญ เพราะปัจจุบันนี้ไม่ถือ เป็นเรื่องสำคัญในทางสายโลหิต และนามสกุลที่ใช้อยู่เวลานี้อาจจะเปลี่ยนสักกี่ครั้งกี่หน หรือจะร่วมกับผู้ใดที่มิใช่เป็นผู้สืบสายโลหิตหรือร่วมญาติกันมาก็ได้ ซึ่งทำให้ความรู้สึกในด้านความเป็นผู้สืบสายโลหิต เดียวกันน้อยลงไป แต่ถ้าจะคำนึงดูว่ามีคนอีกจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่ไม่เคยมีโอกาสจะรู้ โดยเฉพาะในระหว่างอนุชนชายหญิงที่เกิดมาภายหลัง หากจะได้รับทราบไว้เป็นแนวทางประดับความรู้บ้างก็จะ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ประโยชน์ของนามสกุล

        ข้อ 1 นามสกุลเป็นหลักของการสืบสายโลหิต เป็นศักดิ์ศรีและแสดงสายสัมพันธ์ในทางร่วมสายโลหิตของบุคคล หลักข้อนี้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างใหญ่หลวงเกี่ยวกับการดำรงชีวิต และการสืบพันธุ์ ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ในโลกนี้ก็ดี ย่อมเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องเอาใจใส่โดยเฉพาะเราซึ่งเป็นมนุษย์ผู้เจริญ ก็ยิ่งมีความจำเป็นมากที่จะต้องหันหน้าเข้าหาหลักการสืบเชื้อสายไว้ก่อน ถ้าลูกไม่รู้จักพ่อ ปู่ และทวด โลกคงอลเวง และไม่มีวิวัฒนาการใด ๆ ต่อ ไปยิ่งกว่านั้น เกี่ยวกับการอยู่เป็นหมู่เหล่ามนุษย์ปกครองกันในทุกวันนี้ต้องอาศัยกฎหมาย มีศาสนา และความเจริญทุกด้านที่จำเป็นต้องอาศัยหลักจากเครื่องหมายประจำตัวแต่ละบุคคล แต่ละครอบครัวแต่ละหมู่บ้าน รวมตลอดถึงแต่ละวงศ์ จึงทำให้รวมกันเป็นคนกลุ่มใหญ่ได้ อันเป็นผลให้ชาติเจริญ ฉะนั้น การสังคมทุกวันนี้มิได้ประสบ ความยุ่งยากก็ด้วยอาศัยการปกครองดี ที่สามารถปกครองก็ด้วยอาศัยสำมะโนครัว และสำมะโนครัวก็คือบัญชีพลเมืองซึ่งเกี่ยวกับบุคคลแต่ละสกุลโดยตรง ถ้าเราอยากทราบความจริง เราก็อาจทราบได้ทางด้านการ ปกครองที่มีสาระบบสกุลต่าง ๆ นี้เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น การมีนามสกุลจึงนับเป็นสิ่งสำคัญ มีประโยชน์ยิ่งที่แสดงการถือกำเนิด ให้รู้ได้ว่าใครสืบสายโลหิตมาจากไหน เป็นลูกเต้าเหล่าใคร บางทีนามสกุลเพียงตัว อักษร2 - 3 คำ อาจบอกให้เรารู้กระทั่งว่า เราเป็นเชื้อชาติใดมาก่อนเป็นชาวเหนือหรือชาวใต้ ปู่ ตา บิดา ของเขาเป็นผู้มีความสำคัญอย่างไรบ้าง หรือไม่ก็ถึงเดาได้ใกล้เคียงว่ามีรกรากอย่างไรมาก็ได้เหมือนกัน การมีนามสกุลก่อให้เกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชนคนไทยนานัปการ เช่น การแสดงออกทางวัฒนธรรมของไทยที่จะป้องกันนานาชาติมิให้ดูผิดว่าเขาเป็นชาวป่าดอยไกลจากความเจริญ และไม่ว่าคนไทยด้วยกันจะตกไปอยู่สารทิศใด เมื่อถามและทราบชื่อสกุลกันได้ก็อาจทำให้รู้จักเทือกเขาเหล่ากอแก่กันได้ดีขึ้น

        ข้อ 2 นามสกุลก่อให้เกิดความเป็นหมู่คณะ ส่งเสริมความรักความสามัคคีระหว่างเครือญาติ ตั้งแต่คนชั้นสูงตลอดชั้นต่ำทั่วไป ขึ้นชื่อว่ามีสกุลร่วมกันแล้วย่อมหมายถึงจะต้องรักสามัคคีกันเสมอไป เพราะเปรียบเทียบคนลงเรือลำเดียวกัน มีธงอันเดียวใช้ร่วมกัน ต่างก็ต้องร่วมแรงร่วมใจกันประพฤติปฏิบัติทุกอย่างตามรอยบรรพบุรุษที่ดี ขอท่านจงสังเกตดูว่าในปัจจุบันนี้แม้จะมีผู้อยู่ในสกุลทหารบกก็ดี ทหารเรือก็ดีทั้ง ๆ ที่เป็นสตรีและตนเองไม่เคยเป็นทหารเลย แต่เขาจะรักและนิยมทหาร อันถือว่าเป็นที่มาแห่งศักดิ์ศรีของเขาเสมอยิ่งถ้าผู้ถือสกุลเป็นชายด้วยแล้ว หวังได้ว่าจะไม่มีการหลีกเลี่ยงการเป็นทหารเลยเป็นอันขาดตรงกันข้ามเขาจะยึดแนวทางมาแต่เด็ก ๆ ว่าโตขึ้นต้องเป็นทหารอีกซ้ำไป และในสกุลที่มีรกรากอย่างอื่นอีกก็เช่นเดียวกัน

        ข้อ 3 นามสกุลเป็นหลักชัยแห่งครอบครัวเพื่อให้ลูกหลานทำความดีนามสกุลนั้นย่อมเปรียบเสมือนด้วยหลักชัยเฉลิมศักดิ์ศรีของแต่ละสกุลวงศ์เมื่อบรรพบุรุษได้เคยทำคุณงามความดีไว้อย่างไร บุตรหลานผู้สืบสกุลต่อ ๆ มาก็ย่อมเจริญรอยตามและตั้งใจบำเพ็ญตนประพฤติแต่ความดีงาม ทำนองเดียวกันถ้าผู้ใดในสกุลไปประพฤติชั่วช้า ก็ทำความอับอายขายหน้าเสื่อมเสียไปถึงญาติร่วมสกุลกันหมด ย่อมจะถูกคนในเครือญาติของตนเองประณามก่อนคน อื่นและหาทางป้องกันไว้มิให้ทำชั่วได้ หรือบางกรณีลูกหลานคบคิดจะทำชั่ว แต่เมื่อรำลึกถึงความดีและชื่อเสียงวงศ์สกุลก็ไม่กล้าทำ เพราะเกรงจะถูกวงศาคณาญาติพากันโกรธเคืองเกลียดชัง หรือพลอยเสียหายอับอายในความเสื่อมเสียอันเนื่องจากตนเป็นเหตุ ดังนี้นับว่าเป็นวิถีทางหนึ่งที่ช่วยยับยั้งป้องกันความชั่วร้ายและส่งเสริมให้บุคคลประพฤติปฏิบัติแต่ความดีงามได้เป็นผลสำเร็จอย่างดียิ่ง

        จึงจะพอสรุปได้ว่า นามสกุลของคนไทยที่เกิดมีขึ้นจนบัดนี้นั้นเป็นพระกรณียกิจที่ทรงดำริขึ้นด้วยพระปรีชาญาณที่มองเห็นการณ์ไกลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นับว่าพระองค์ท่าน เป็นผู้ริเริ่มจัดการให้เกิดคุณค่ามหาศาลแก่สังคมชีวิตของชาวไทยเป็นผลสำเร็จดีด้วยประการทั้งปวงมาจนทุกวันนี้และยังเป็นประโยชน์แก่เยาวชนต่อไปในภายหน้าอีกชั่วกาลนาน

เหตุที่ต้องมีสกุล

        ในสมัยโบราณ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยลงมา ไทยเราไม่มีนามสกุลใช้กันคงนิยมใช้เรียกชื่อตัวชื่อบิดา - มารดา หรือผู้มีอาวุดสจะคิดตั้งนามให้ เช่น ผู้ชายเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า "พ่อมี" "เจ้ามา" "ตาสี" "ตาสา" หรือถ้า เป็นผู้หญิงก็เรียกกันว่า "แม่เป้า" "แม่ปก" หรือตามภาษาราชการในที่ต่าง ๆ ก็ระบุว่านายนั่น อำแดง นี่ เหล่านี้เป็นต้น ต่างกับชาวต่างประเทศ เช่น ชาวจีน เขานิยมใช้แซ่ และชื่อรวมกันไปเช่น ใช้ว่า นายเม้ง แซ่ตัน ก็เป็นเครื่องชี้ชัดว่า คนนี้ ชื่อสกุลนี้ หรือถ้าเป็นชาวตะวันตกก็นิยมใช้นามสกุลสำหรับบอกให้รู้ว่าใครเป็นใคร ในวงศ์วานหว่านเครือไหน และนิยมใช้กันมาจนทุกวันนี้ เนื่องจากคนในแต่ละประเทศ แต่ละเมือง และ แต่ละหมู่บ้านย่อมมีมากด้วยกัน ถ้าไม่มีนามสกุลใช้ก็ย่อมทำให้ไม่สามารถรู้เทือกเถาเหล่ากอของแต่ละคน แต่ละครอบครัวว่า ใครจะสืบเชื้อสายจากใครก็ไม่อาจทราบได้ ถ้าจะบอกก็ต้องอ้างขึ้นไปถึงชื่อ พ่อ - แม่ - ปู่ - ตา ตาม ลำดับ เพราะเป็นวิธีเดียวที่ป้องกันความเข้าใจผิดได้ เช่น ในสมัยสุโขทัยพ่อขุนรามคำแหง ก็ยังประกาศพระนามของพระองค์เองไว้ในศิลาจารึกโดยอ้างถึงพระนามพระชนกชนนีไว้ด้วย มิฉะนั้น เราก็คงไม่รู้ว่าพระองค์ เป็นใคร ดังปรากฏว่า "พ่อกูชื่อขุนศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง" และในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็เช่นกัน เช่น ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน มักจะเรียกชื่อว่าพลายแก้ว พลายงาม เป็นต้น

        การไม่มีชื่อสกุลประจำตระกูลนี้ เป็นเหตุให้เกิดความขัดข้องยุ่งยากต่าง ๆนานัปการไม่ว่าทางราชการหรือทางส่วนตัว หรือในการปกครองบ้านเมืองก็ดี ในระหว่างสังคมมนุษย์ย่อมสับสนอลเวงเป็นอันมากถ้าญาติ ผู้น้อยไม่รู้จักญาติผู้ใหญ่ ใครอาวุโสทางศักดิ์ญาติก็แทบนับกันไม่ถูก หรือไม่รู้จักลำดับสูงต่ำในสกุลกำเนิดของตนเอง ที่ควรใกล้ชิดกลมเกลียวกันก็เป็นเหินห่าง ไม่อาจรวมกันติด ไม่มีการติดต่อรวบรวมกันเป็นหมู่เหล่า ต่างครอบครัวต่างตั้งตนเป็นเอกเทศหมด ไม่มีใครรักใคร่นับถือเชิดชูใครใครก็ไม่ช่วยเหลือใคร นาน ๆเข้าก็อาจถึงกับกลายเป็นอื่นกันไปทั้งสิ้น หรือกลับไปรวมอยู่ แต่กับสิ่งใกล้ชิดที่ไม่มีสายสัมพันธ์กันเลย เช่น ไปใกล้หมู่บ้าน คนจีน ก็ถือเอาความใกล้ชิดสนิทสนมไปหามาสู่จนกลายเป็นคนจีนไปอยู่ใกล้บ้านเขมรก็เอาอย่างเขมร แล้วก่อความสัมพันธ์กันขึ้นเองตามวิสัยสันดานเดิมโดยไม่เคยคำนึงถึงการสืบสกุลรุนชาติ นานหนักเข้าก็อาจทำให้ชาติไทยแตกแยกกันทีละน้อย ๆ จนถึงสลายตัวไปในที่สุดนอกจากนั้นในทางปกครองหรือทางศาล ซึ่งเกี่ยวกับจะต้องให้ความคุ้มครอง ความยุติธรรมตลอดจนการลงโทษหรือในกรณีอื่น ๆ ทั่วไปก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีวิธีการจำกัดสำหรับ จัดการกับประชาชนทั่วไปจึงจะสะดวกและเรียบร้อย เหตุดังกล่าวนี้แหละจึงต้องมีนามสกุลไว้เป็นหลักฐาน

กำเนิดนามสกุลของไทย

        ด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 จึงได้ทรงดำริให้คนไทยทุกคนต้องมีทั้งชื่อตัวและชื่อสกุลให้แพร่หลายทั่วถึงพลเมืองตลอดทั่วพระราชอาณาจักรก็เพื่อที่จะทราบ ตำหนิ รูปพรรณสัณฐานบุคคล และเทือกเถาเหล่ากอ สืบมาแต่บิดามารดาใด เพื่อจะได้จัดทำทะเบียนคนเกิด คนตาย และการจดทะเบียนสมรสไว้เป็นหลักสืบไป พระองค์ได้วางหลักสำคัญในการสืบสกุลไว้โดยถือเอาสายสัมพันธ์ ทางบิดาผู้ให้กำเนิดแต่ฝ่ายเดียวพระองค์ได้ออกพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พระพุทธศักราช 2456 ขึ้น ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับนามสกุลฉบับแรกเพื่อเป็นหลักให้บุคคลทุกคนได้มีชื่อตัวและชื่อสกุล

        ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้วางหลักการมีชื่อตัว และชื่อสกุลไว้เป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเวลานั้นโดยเฉพาะ มีอยู่มาตราหนึ่งคือ ในมาตรา 13 กำหนดให้เสนาบดีมีหน้าที่คิดชื่อสกุลและพิมพ์เป็นเล่มให้นายอำเภอทุกท้องที่เพื่อเป็นเค้าให้ราษฎรได้เลือกถือชื่อสกุลที่เหมาะสม นอกจากพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วพระองค์ก็ยังได้วางหลักการสำหรับผู้ร่วมสกุลกันและใช้นามสกุลร่วมกันได้ ลงวันที่ 15 มกราคม พุทธศักราช2457 ประกาศห้ามไม่ให้เอานามพระนครและห้ามไม่ให้เอาศัพท์ที่ใช้เป็นบรมนามาภิไธย มาใช้เป็นนามสกุล ลงวันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2458 ประกาศเพิ่มเครื่องหมายนามสกุล ราชตระกูล ลงวันที่ 1 มกราคม พุทธศักราช 2458

        นอกจากนี้พระองค์ยังได้พระราชทานนามสกุลสำหรับราชตระกูลเชื้อพระวงศ์ข้าราชการ ตลอดจนถึงคนสำคัญทั่วไป เพื่อให้มีนามสกุลใช้เป็นเกียรติเป็นมงคลแก่ผู้สืบสกุลต่อไป เมื่อพระองค์จะพระราชทาน นามสกุลแก่ผู้ใดพระองค์จะต้องศึกษาให้ทราบถึงความเกี่ยวดองซึ่งกันและกันของแต่ละสกุลโดยละเอียด พระองค์ทรงอุตส่าห์สืบเสาะค้นคว้าจนได้ความว่า บรรพบุรุษได้ทำคุณงามความดีมีวิทยฐานะและอาชีพอะไร ก็จะทรงแปลงคำมาจัดสรรให้ได้มงคลนามต่าง ๆ ขึ้นให้ไพเราะเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง พระองค์ทรงแยกพวกเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงไว้ฝ่ายหนึ่งส่วนขุนนางข้าราชบริพารก็ทรงจำแนกออกเป็นประเภทต่าง ๆเช่น มีรกราก เหล่ากอปกครองบ้านเมืองมาเก่า ก็ทรงขนานนามสกุลให้เป็นผู้มาจากแหล่งต่าง ๆนั้น เช่น ณ ระนอง, ณ ถลาง, ณ เชียงใหม่ ถ้าสกุลเป็นทหารก็จะมีคำว่า โยธิน เสนาณรงค์ เป็นต้น ถ้าเคยรับราชการเกี่ยวกับกรมม้า หรือทหารม้า ก็จะมีคำว่า อัศว ประกอบด้วย และถ้าเกี่ยวกับช้างก็ใช้คำว่า คช คชา หัสศ เป็นต้น ส่วนผู้มีอาชีพทางแพทย์ก็มีคำว่า วิทย์ เวช แพทย์ ประกอบด้วยถ้าเป็นครูบาอาจารย์ มักจะมีคำว่า บัณฑิตย์ คุรุ แต่ถ้าเป็นพ่อค้าก็มีคำว่า วานิช เข้าประกอบด้วย ถ้าเป็นทหารเรือก็มีคำว่า นาวี นาวิน ชล ชลา ผู้ที่เป็นข้าราชการสำนัก ก็จะมีคำว่า เสวี เสวก อยู่ด้วยเสมอ ถ้าเกี่ยวกับการเงินก็มีคำว่า ธน ประกอบ เหล่านี้เป็นต้น

        นอกจากพระองค์ได้พระราชทานนามสกุลให้แก่คนไทยแล้ว การพระราชทานนามสกุลยังแผ่ขยายวงกว้างออกไปจนถึงชนชาติอื่นที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ที่มีจิตใจเอนเอียงมาเป็นชาติไทย ขอพระราชทาน นามสกุลเพื่อเป็นศักดิ์ศรีของครอบครัวของตนพระองค์ท่านก็ทรงใช้ความพยายามแปลงภาษาต่างประเทศให้เป็นศัพท์สำเนียงไทย และพระราชทานให้ใช้เป็นชื่อสกุลแก่ครอบครัวนั้น ๆ ดังตัวอย่างเช่น บรรพบุรุษเป็นจีนแซ่เล่า บุตรหลายก็จะได้รับพระราชทานนามสกุลเป็นไทยว่า "เลาหะ" ถ้าเป็นแซ่เบ๊ก็แผลงเป็น"อัศว" แซ่ตันเป็น"ตัณฑะ" กิมเป็น"กาญจน" หรือ"สุวรรณ" มิสเตอร์เจมซ์ วิลเลียมแฮนดริกซ์ แผลงเป็น "อหันทริก" มิสเตอร์อีริก เซนต์ลอซันเป็น "ลวสันธ์" ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นวิธีที่ทรงยกย่องเจ้าของสกุลนั้น ๆ ว่าเป็นผู้อันควรมีเกียรติที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงยอมรับนับถือแล้วยังเป็นการประกาศอย่างชัดแจ้งไปในตัวว่าสกุลนี้เป็นคนไทย ขณะเดียวกัน ก็ได้กลืนเอาศัพท์สำเนียงชื่อแซ่เดิมให้ค่อย ๆ จางไปพร้อมกับความเป็นไทยเข้ามาแทนอีกแล้ว บรรดาผู้ดำรงสกุลและบุตรหลานผู้จะสืบสกุลไปในภายหน้าก็ย่อมนิยมยินดีว่าเป็นชนชาติไทยผู้มีเกียรติเขาทั้งหลายย่อมจะรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและสืบสกุลไทยที่ได้รับพระราชทานนี้ต่อไปด้วยความภักดีต่อประเทศชาติไทย ไปชั่วนิรันดรนี่แหละคือพระราชปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่เราควรนับได้ว่าเป็นผลพลอยได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้พระองค์ยังได้ทรงจัดให้มีตราประจำตระกูลสำหรับสืบสกุลชั้นสูงขึ้นไว้สำหรับพระราชทานแก่เจ้านายข้าราชบริพารทั้งหญิง ชายที่ทำความดีความชอบไว้ในแผ่นดิน ตามตำแหน่งยศและความดีงามของแต่ละท่าน ตราตระกูลชนิดนี้เรียกว่า "ตราจุลจอมเกล้าฯ" ใช้ประดับอกเบื้องซ้ายในเวลาแต่งเครื่องยศ มีคำขวัญจารึกอยู่บนดวงตราว่า "เราจะบำรุงวงศ์ตระกูลให้เจริญ" เพื่อเตือนใจให้ผู้รับตลอดจนบุตรหลานแห่งสกุลอันได้รับเกียรตินั้น ๆ ให้ประพฤติแต่ความดีงาม และพระราชทานให้ยึดถือไว้เป็นเครื่องเชิดชูอันมีศักดิ์ศรียิ่งแก่สกุลนั้น ๆ ชั่วลูกชั่วหลาน

        ข้อ 1 นามสกุลเป็นหลักของการสืบสายโลหิต เป็นศักดิ์ศรี และแสดงสายสัมพันธ์ในทางร่วมสายโลหิตของบุคคล หลักข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างใหญ่หลวงเกี่ยวกับการดำรงชีวิต และการสืบพันธุ์ ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ในโลกนี้ก็ดี ย่อมเป็นเรื่องจำเป็น ที่จะต้องเอาใจใส่โดยเฉพาะเราซึ่งเป็นมนุษย์ผู้เจริญ ก็ยิ่งมีความจำเป็นมากที่จะต้องหันหน้าเข้าหาหลักการสืบเชื้อสายไว้ก่อน ถ้าลูกไม่รู้จักพ่อ ปู่ และทวด โลกคงอลเวง และไม่มีวิวัฒนาการใด ๆ ต่อไปยิ่งกว่านั้น เกี่ยวกับการอยู่เป็นหมู่เหล่ามนุษย์ปกครองกันในทุกวันนี้ต้องอาศัยกฎหมาย มีศาสนา และความเจริญทุกด้านที่จำเป็น ต้องอาศัยหลักจากเครื่องหมายประจำตัวแต่ละบุคคล แต่ละครอบครัวแต่ละหมู่บ้าน รวมตลอดถึงแต่ละวงศ์ จึงทำให้รวมกันเป็นคนกลุ่มใหญ่ได้ อันเป็นผลให้ชาติเจริญ ฉะนั้น การสังคมทุกวันนี้มิได้ประสบความยุ่งยากก็ด้วยอาศัยการปกครองดี ที่สามารถปกครองก็ด้วยอาศัยสำมะโนครัว และสำมะโนครัวก็คือบัญชีพลเมืองซึ่งเกี่ยวกับบุคคลแต่ละ สกุลโดยตรง ถ้าเราอยากทราบความจริง เราก็อาจทราบได้ทางด้านการปกครองที่มีสาระบบสกุลต่าง ๆ นี้เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น การมีนามสกุลจึงนับเป็นสิ่งสำคัญ มีประโยชน์ยิ่งที่แสดงการถือกำเนิด ให้รู้ได้ว่าใคร สืบสายโลหิตมาจากไหน เป็นลูกเต้าเหล่าใคร บางทีนามสกุลเพียงตัวอักษร2 - 3 คำ อาจบอกให้เรารู้กระทั่งว่า เราเป็นเชื้อชาติใดมาก่อนเป็นชาวเหนือหรือชาวใต้ ปู่ ตา บิดา ของเขาเป็นผู้มีความสำคัญอย่างไรบ้าง หรือไม่ก็ถึงเดาได้ใกล้เคียงว่ามีรกรากอย่างไรมาก็ได้เหมือนกันการมีนามสกุลก่อให้เกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชนคนไทยนานัปการ เช่น การแสดงออกทางวัฒนธรรมของไทยที่จะป้องกันนานาชาติมิให้ดูผิดว่าเขาเป็นชาวป่าดอยไกลจากความเจริญ และไม่ว่าคนไทยด้วยกันจะตกไปอยู่สารทิศใด เมื่อถามและทราบชื่อสกุลกันได้ก็อาจทำให้รู้จักเทือกเขาเหล่ากอแก่กันได้ดีขึ้น

        ข้อ 2 นามสกุลก่อให้เกิดความเป็นหมู่คณะ ส่งเสริมความรักความสามัคคีระหว่างเครือญาติ ตั้งแต่คนชั้นสูงตลอดชั้นต่ำทั่วไป ขึ้นชื่อว่ามีสกุลร่วมกันแล้วย่อมหมายถึงจะต้องรักสามัคคีกันเสมอไป เพราะเปรียบเทียบคนลงเรือลำเดียวกัน มีธงอันเดียวใช้ร่วมกัน ต่างก็ต้องร่วมแรงร่วมใจกันประพฤติปฏิบัติทุกอย่างตามรอยบรรพบุรุษที่ดี ขอท่านจงสังเกตดูว่าในปัจจุบันนี้แม้จะมีผู้อยู่ในสกุลทหารบกก็ดี ทหารเรือก็ดีทั้ง ๆ ที่เป็นสตรีและตนเอง ไม่เคยเป็นทหารเลย แต่เขาจะรักและนิยมทหาร อันถือว่าเป็นที่มาแห่งศักดิ์ศรีของเขาเสมอยิ่งถ้าผู้ถือสกุลเป็นชายด้วยแล้ว หวังได้ว่าจะไม่มีการหลีกเลี่ยงการเป็นทหารเลยเป็นอันขาดตรงกันข้ามเขาจะยึดแนวทางมาแต่เด็ก ๆ ว่าโต ขึ้นต้องเป็นทหารอีกซ้ำไป และในสกุลที่มีรกรากอย่างอื่นอีกก็เช่นเดียวกัน

        ข้อ 3 นามสกุลเป็นหลักชัยแห่งครอบครัวเพื่อให้ลูกหลานทำความดีนามสกุลนั้นย่อมเปรียบเสมือนด้วยหลักชัยเฉลิมศักดิ์ศรีของแต่ละสกุลวงศ์เมื่อบรรพบุรุษได้เคยทำคุณงามความดีไว้อย่างไร บุตรหลานผู้สืบสกุลต่อ ๆ มาก็ย่อมเจริญรอยตามและตั้งใจบำเพ็ญตนประพฤติแต่ความดีงาม ทำนองเดียวกันถ้าผู้ใดในสกุลไปประพฤติชั่วช้า ก็ทำความอับอายขายหน้าเสื่อมเสียไปถึงญาติร่วมสกุลกันหมด ย่อมจะถูกคนในเครือญาติของตนเองประณามก่อนคน อื่นและหาทางป้องกันไว้มิให้ทำชั่วได้ หรือบางกรณีลูกหลานคบคิดจะทำชั่ว แต่เมื่อรำลึกถึงความดีและชื่อเสียงวงศ์สกุลก็ไม่กล้าทำ เพราะเกรงจะถูกวงศาคณาญาติพากันโกรธเคืองเกลียดชัง หรือพลอยเสียหายอับอายในความเสื่อมเสียอันเนื่องจากตนเป็นเหตุ ดังนี้นับว่าเป็นวิถีทางหนึ่งที่ช่วยยับยั้งป้องกันความชั่วร้ายและส่งเสริมให้บุคคลประพฤติปฏิบัติแต่ความดีงามได้เป็นผลสำเร็จอย่างดียิ่ง

        จึงจะพอสรุปได้ว่า นามสกุลของคนไทยที่เกิดมีขึ้นจนบัดนี้นั้นเป็นพระกรณียกิจที่ทรงดำริขึ้นด้วยพระปรีชาญาณที่มองเห็นการณ์ไกลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นับว่าพระองค์ท่านเป็นผู้ริเริ่มจัดการให้เกิดคุณค่ามหาศาลแก่สังคมชีวิตของชาวไทยเป็นผล สำเร็จดีด้วยประการทั้งปวงมาจนทุกวันนี้และยังเป็นประโยชน์แก่เยาวชน ต่อไปในภายหน้าอีกชั่วกาลนาน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 
 
 
   Hosted by kapook.com