Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
โคลงนิราศสุพรรณ นับเป็นผลงานวรรณกรรมประเภทโคลงสี่สุภาพ เรื่องเดียวของกวีสยาม "สุนทรภู่" ซึ่งท่านได้แต่งขึ้นเพื่อแก้คำท้าทายที่ว่าท่านแต่งได้ดีแต่บทกลอนเท่านั้น เนื่อหาของเรื่องเป็นการบรรยายถึงสถานที่ต่างๆ ที่สุนทรภู่เดินทางผ่านในคราวไปเมืองสุพรรณ ในช่วงต้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
[แก้ไข] นิราศเมืองสุพรรณ
นอกจากคุณค่าความไพเราะของบทโคลงแล้ว เนื้อหาที่สุนทรภู่บรรยายถึงภูมิประเทศ ชื่อสถานที่ ตำนานเล่าขาน ผู้คนและการประกอบสัมมาชีพของชาวเมืองสุพรรณในเวลานั้น ยังนับเป็นคุณค่าสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่เราสามารถศึกษาสภาพบ้านเมืองสุพรรณในอดีตเมื่อราวร้อยปีที่แล้วได้
๑) ๏ เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว
จรูญจรัดรัศมีพราว พร่างพร้อย
ยามดึกนึกหนาวหนาว เขนยแนบ แอบเอย
เย็นฉ่ำน้ำค้างย้อย เยือกฟ้าพาหนาวฯ
(๒) ๏ มหานากฉวากวุ้ง คุ้งคลอง
ชุ่มชื่นรื่นรุกขีสอง ฝั่งน้ำ
คุกคิดมิศหมายครอง สัจสวาดิ ขาดเอย
กล้าตกรกเรื้อซ้ำ โศกทั้งหมางสมรฯ
(๓) ๏ ขอฝากซากสวาดิสร้อย สุรธร
ไว้ที่ท่าสาคร เขตนี้
ศาลาน่าวัดภร พี่ฝาก มากเอย
ใครที่พี่เป็นผี้ พี่ให้อไภยเจริญฯ
(๔) ๏ จำร้างห่างน้องนึก น่าสวน
สองฝ่ายชายหญิงยวน ยั่วเย้า
หวังชายฝ่ายหญิงชวน ชื่นเช่น เหนเอย
กลเช่นเล่นซักเสร้า เสพเผื้อนเฟือนเกษม ฯ
(๕) ๏ เลี้ยวลัดวัดษเกษก้ม คมลา
กุฏศพนบมานดา เกิดเกล้า
เดชะพระกุศลภา พ้นโลก โอกฆเอย
เสวยศุกทุกค่ำเช้า ช่องชั้นสวรรยางคฯ
(๖) ๏ เชิงเลนเปนตลาดสล้าง หลักเรือ
โอ่งอ่างบ้างอิดเกลือ เกลื่อนกลุ้ม
หลีกล่องช่องเล็กเหลือ ลำบาก ยากแฮ
ออกแม่น้ำย่ำถุ้ม ถี่ฆ้องสองยามฯ
(๗) ๏ แซ่เสียงเวียงราชก้อง กังสดาน
หง่งหงั่งระฆังขาน แข่งฆ้อง
สังแตรแซ่เสียงประสาร สังขีด ดีดเอย
ยามดึกครึกครื้นก้อง ปี่แก้วแจ้วเสียงฯ
(๘) ๏ วัดเลียบเงียบสงัดหน้า อาราม
ขุกคิดเคยพญายาม แย่งน้อง
รวยรินกลิ่นสไบทราม สวาดร่วง ทรวงเอย
สูรกลิ่นสริ้นกลอนพร้อง เพราะเจ้าเบาใจฯ
(๙) ๏ เจริญบุญสุรธรไว้ ให้สมร
สืบสวัสสัฐาภร ผ่องแผ้ว
เชิญทราบกาพกลกลอน กล่าวกลิ่น ถวินเอย
จำขาดชาตินี้แล้ว คลาดน้องของสงวนฯ
(๑๐) ๏ วัดแจ้งแต่งตึกตั้ง เตียงนอน
เคยปกนกน้อยคอน คู่พร้อง
เคยลอบตอบสารสมร สมานสมัคร รักเอย
จำจากพรากนุชน้อง นกน้อยลอยลมฯ
(๑๑) ๏ สาวแก่แม่ม่ายแม้น มีคุณ
ขอเดชะพระวรุณ ราชรู้
ยามดึกนึกส่งบุญ แบ่งฝาก มากเอย
วัดช่วยอวยสวัสดิขู้ คิดพร้องสนองเพลงฯ
(๑๒) ๏ ยนฉนวนหวนนึกน้ำ เนตรนอง
พระธินั่งบันลังทอง ที่เฝ้า
ชำระพระนิพนสนอง เสด็จสนิด ชิดเอย
สริ้นแผ่นดินปกเกล้า กลับร้างห่างฉนวนฯ
(๑๓) ๏ แบ่งบุญสุรธรเชื้อ ชิณวง
สืบซ่างทางพุทพง ผ่องแผ้ว
ถวายพระหริรักทรง สารภิเศศ เสวตรเอย
ลุโลกโมฆเมืองแก้ว กิจร้ายหายสูรฯ
(๑๔) ๏ อีกองมงกุฎิเกล้า เขากรุง
สืบกษัตรขัติยบำรุง รอบแคว้น
ถวายพระอนิสงพดุง พเดชเฟื่อง กเดื่องเอย
สิ่งโศกโรคเรื่องแค้น ขจัดผ้ายวายเขนฯ
(๑๕) ๏ ท่าช้างหว่างค่ายล้อม แหล่งสถาน
ครั้งพระโกฎโปรฐประทาน ที่ให้
เคยอยู่คู่สำราน ร่วมเย่า เจ้าเอย
เหนแต่ที่หมีได้ ภบน้องครองสงวนฯ
(๑๖) ๏ วังหลังครั้งหนุ่มเหน้า เจ้าเอย
เคยอยู่ชูชื่นเชย ค่ำเช้า
ยามนี้ที่เคยเลย ลืมภัก พี่แฮ
ต่างชื่นอื่นแอบเคล้า คลาศแคล้วแล้วหนอฯ
(๑๗) ๏ คิดคำลำฦกไว้ ใคร่เตือน
เคยรักเคยร่วมเรือน ร่วมรู้
อย่าเคืองเรื่องเราเยือน ยามแก่ แม่เอย
ใครที่มีชู้ชู้ ช่วยช้ำคำโคลงฯ
(๑๘) ๏ เลี้ยวทางบางกอกน้อย ลอยแล
บ้านเก่าเย่าเรือนแพ พวกพ้อง
เงียบเหงาเปล่าอกแด ดูแปลก แรกเอย
ลำฦกนึกรักร้อง เรียกน้องในใจฯ
(นาคบริพันธ์)
(๑๙) ๏ สาวเอยเคยอ่อนหนุ้ม อุ้มสนอม
ออมสนิทชิดกลิ่นหอม กล่อมให้
ไกลห่างว่างอกตรอม ออมตรึก รฦกเอย
เลยอื่นขึ้นครองไว้ ใคร่หว้าหน้าสวนฯ
(๒๐) ๏ ยนย่านบ้านบุตั้ง ตีขัน
ขุกคิดเคยชมจรร แจ่มฟ้า
ยามยากหากปันกัน กินซีก ฉลีกแฮ
มีคู่ชูชื่นหน้า นุชปลื้มลืมเดิมฯ
(๒๑) ๏ เสียดายสายสวาดโอ้ อาวร
รักพี่มีโทษกร กับน้อง
จำจากพรากพลัดสมร เสมอชีพ เรียมเอย
เสียนุชดุจทรวงต้อง แตกฟ้าผ่าสลายฯ
(นาคบริพันธ์)
(๒๒) ๏ เคราะกำจำห่างน้อง ห้องนอน
หวนนึกดึกเคยวอน ค่อนหว้า
คิดไว้ไม่ห่างจร ห่อนจาก
หากจิตรมิศหลายหน้า ล่าน้องหมองหมางฯ
(๒๓) ๏ เดือนตกนกร้องเร่ง สุริยง
เยี่ยมยอดยุคุนททรง ส่องฟ้า
เดือนดับลับโลกคง คืนขึ้น อีกเอย
จันพี่นี้ลับหน้า นับสริ้นดินสวรรฯ
(๒๔) ๏ วัดปขาวคราวรุ่นรู้ เรียนเขียน
ทำสุรทสอนเสมียน สมุทน้อย
เดินรวางรวังเวียน หว่างวัด ปขาวเอย
เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย สวาดิห้างกลางสวนฯ
(๒๕) ๏ เห็นเรือนเพื่อนรักร้าง แรมโรย
โอ้อกอาดูรโดย ทเวดด้วย
ดูสวรป่วนจิตรโหย หาดอก สร้อยเอย
แลลับกลับชาติม้วย ไม่ได้ใกล้กลายฯ
(๒๖) ๏ บางบำรุบำรุงแก้ว กานดา
แก้วเนตรเชษฐาชรา ร่างแล้ว
ถือบวดตรวจน้ำภา ภพชาติ อื่นเอย
ชาตินี้พี่แคล้ว คลาศค้างห่างสมรฯ
(๒๗) ๏ บางรมาดมิ่งมิดครั้ง คราวงาน
บอกบทบุญยังพยาน พยักหน้า
ประทุนประดิศถาน แทนฮ่อง หอเอย
แหวนประดับกับผ้า พี่อ้างรางวันฯ
(๒๘) ๏ สงสารสายเนตรน้อง นองชล
ลเนตรพี่เพียงฝอยฝน เฟ่าน้อง
จวนรุ่งร่ำสอื้นจน จำจาก แจ่มเอย
คราวเคราะเพราะน้องต้อง พยุกล้าสลาตันฯ
(๒๙) ๏ สวรหลวงแลสล่างล้วน พฤกษา
เคยเสด็จวังหลังมา เมื่อน้อย
ข้าหลวงเล่นปิดตา ต้องอยู่ โยงเอย
เห็นแต่พลับกับสร้อย ซ่อนซุ้มคลุมโปงฯ
(๓๐) ๏ วัดพิกุนกรุ่นกลิ่นเกลี้ยง กลอยใจ
แรกรุ่นรวยมาไล ไส่เหล้น
เรียนร้อยค่อยสอดไหม เหมือนแน่ และเอย
ร้อยคล่องต้องนั่งเน้น นวดฟั้นท่านครูฯ
(๓๑) ๏ บางขวางข้างเขตแคว้น แขวงนน
สองฟากหมากมพร้าวผล พรรไม้
หอมรื่นชื่นเช่นปน แป้งประ ปรางเอย
เคลิ้มจิตคิดว่าใกล้ กลิ่นเนื้อเจือจรรฯ
(๓๒) ๏ เชิงสวรล้วนรักน้ำ คล้ำไคล
ลูกดกรกเรื้อไบ บิดพลิ้ว
รักร้ายฝ่ายตนไกล กลัวรัก นักเอย
เดจลูกถูกยางนิ้ว หนิดเนื้อเหลือดันฯ
(๓๓) ๏ บางกรวยตรวดน้ำแบ่ง บุญทาน
ส่งนิ่มนุชนิพพาน ผ่องแผ้ว
จำจากพรากพลัดสถาน ทิ้งพี่ หนีเอย
เห็นแต่คลองน้องแคล้ว คลาศเลื่อนเดือนปีฯ
(๓๔) ๏ บางศรีทองคลองบ้านเก่า เจ้าคลอง
สีเพชผัวสีทอง ถิ่นนี้
เลื่องฦาชื่อเสียงสนอง สำเหนียก นามเอย
คลองคดลดเลี้ยวชี้ เช่นไสร้ไสทองฯ
(๓๕) ๏ ล่วงทางบางบ้านเรียด ริมชลา
สองฝั่งพรั่งพฤกษา สลับสล้าง
ไม้ปลูกลูกดอกดา ดกดาษ กลาดเอย
ทรงกลิ่นรินรื่นข้าง ขอบคุ้งฟุ้งขจรฯ
(๓๖) ๏ รอกแตแลลอดเลี้ยว โลดโผน
นกหกจกจิกโจน จับไม้
ยางเจ่าเหล่ายางโทน ท่องเที่ยว เหยี่ยวเอย
โฉบฉาบคาบปลาได้ ด่วนขึ้นกลืนกินฯ
(๓๗) ๏ บางกร่างข้างคุ้งค่าม เขตคลอง
บางขนุนขุนกอง ก่อสร้าง
ของสวนส่วนเจ้าของ ขายน่า ท่าเอย
สาวแก่แม่ม่ายบ้าง บกน้ำลำเรือฯ
(๓๘) ๏ โรงหิบหนิบอ้อยออด แอดเสียง
สองข้างรางรองเรียง รับน้ำ
อ้อยไส่ไล่ควายเคียง คู่วิ่ง เวียรเอย
อกพี่นี้ชอกช้ำ เช่นอ้อยย่อยรยำฯ
(๓๙) ๏ หีบหันนั้นและเหล้ กระลาการ
ขู่ข่มเหงหักหาร ห่อนเว้น
เข้าพวกคิดอ่านพาล เอาผิด พ่อเอย
กลหีบหนิบนิดเน้น นึกช้ำน้ำใจฯ
(๔๐) ๏ บางคูเวียงเสียงสงัดล้วน สวนไสว
เวียงชื่อศรีท้าวไท ท่านตั้ง
เวียงราชคลาดแคล้วไกล กลับรฦก นึกเอย
ยามยากจากเมืองทั้ง ถิ่นปลื้มลืมกเษมฯ
(๔๑) ๏ บางม่วงทรวงเศร้าคิด เคยชวน
ม่วงเกบมม่วงสวน ศุกรย้า
ม่วงอื่นรื่นรันจวน จิตไม่ ใคร่แฮ
ม่วงหม่อมหอมห่วนหน้า เสน่เนื้อเจือจรรฯ
(๔๒) ๏ จันต้นผลห่ามให้ หวนหอม
แมลงภู่วู่เวียนตอม ไต่เคล้า
เพียงพี่ที่สุดถนอม เสน่ห์แจ่ม จรรเอย
พร้องชื่อรื้อเสียวเศร้า โศกร้างห่างจรรฯ
(๔๓) ๏ ล่วงทางบางใหญ่บ้าน ด่านคอย
เลี้ยวล่องคลองเล็กลอย เลื่อนช้า
สองฝั่งพรั่งพฤกษพลอย เพลินชื่น ชมเอย
แลเหล่าชาวสวนหน้า เสน่ห์น้องคลองสนอมฯ
(๔๔) ๏ คลองคดลดเลี้ยวล้วน หลักตอ
เกะกะรเรือรอ ร่องน้ำ
คดคลองช่องแคบพอ พายถ่อ พ่อเอย
คนคดลดเลี้ยวล้ำ กว่าน้ำลำคลองฯ
(๔๕) ๏ ล่วงย่านบ้านวัดร้าง เรือนโรง
ตกทุ่งถึงคลองโยง หย่อมไม้
วัดใหม่ธงทองโถง ที่ติด ตื้นแฮ
ควายลากฝากเชือกไขว้ เคลื่อนคล้อยลอยเลนฯ
(๔๖) ๏ คนขี่ตีต้อนเร่ง รันควาย
ถอนถีบกีบกอมตกาย โก่งโก้
เหนื่อยนักชักเชือกหงาย แหงนเบิ่ง เบือนแฮ
คนหวดปวดป่วนโอ้ สอึกเต้นเผ่นโผนฯ
(๔๗) ๏ ทุกข์ใดในโลกล้น ล้ำเหลือ
ไม่เท่าควายลากเรือ รับจ้าง
หอบฮักจักขุเจือ เจิ่งชุ่ม ชลเอย
มนุษย์ดุจติดค้าง เฆี่ยนเร้าเอาเงินฯ
(๔๘) ๏ สังเวชเหตุด้วยทรัพย์ ศฤงคาร
พาสัตว์วัตนสงสาร โศกเศร้า
ตรวดน้ำร่ำศีลทาน ทั่วสัตว์ สวัสดิ์เอย
จงสุขทุกค่ำเช้า ชาติพ้นชนมานฯ
(๔๙) ๏ ข้างคลองสองฝั่งเฟื้อย เฟือยแขม
คาแฝกแซกเซียดแซม ซับซ้อน
ในพุ่มกุ่มกกแกม กอย่า รย้าแฮ
นกหกวกเวียนหว้อน วิ่งเต้นเผ่นโผนฯ
(๕๐) ๏ นกกกรุมกลุ้มเกลื่อนท้อง ทุ่งนา
คุ่มคุ่มสุ่มสับปลา ปากโง้ง
ขยอกขยอกกลอกเหนียงพา เพื่อนเที่ยว เกรียวแฮ
ศีรษะกระกรุมโล้ง เล่ล้านบ้านเราฯ
(๕๑) ๏ นกกทุงฝูงใหญ่กลุ้ม กลางหนอง
ลอยเลื่อนเคลื่อนคลอประคอง คู่เคล้า
คิดเช่นเล่นลำคลอง คลอนุช น้อยเอย
สอนว่ายฝ่ายพี่เฝ้า ฝึกน้องคล่องใจฯ
(๕๒) ๏ กาน้ำดำแหวกหว้าย วาริน
คาบขยอกขแยงกิน เก่งแท้
เด็กโห่โผล่พลุนบิน บ่เปียก ปีกแฮ
ยางกรอกดอกบัวแซ่ สนั่นร้องซ้องเสียงฯ
(๕๓) ๏ กาเหยี่ยวเที่ยวว้าว่อน เวหา
ร่อนร่ายหมายมัจฉา โฉบได้
ขุนนางอย่างเฉี่ยวกา กินสัตว์ สูเอย
โจมจับปรับไหมใช้ เช่นข้าด่าตีฯ
(๕๔) ๏ ยางเจ่าเซาจับจ้อง จิกปลา
กินเล่นเป็นภักษา สุขล้ำ
กระลาการท่านศรัทธา ถือสัตย์ สวัสดิ์แฮ
บนทรัพกลับกลืนกล้ำ กล่าวคล้ายฝ่ายยางฯ
(๕๕) ๏ ออกแควแม่น้ำปาก คลองโยง
แตนด่านบ้านเรือนโรง เรียดคุ้ง
ชื่อลานตากฟ้าโถง ทุ่งรอบ ขอบแฮ
เย็นย่ำน้ำค้างฟุ้ง ฟากฟ้าสากลฯ
(๕๖) ๏ ชาวบ้านร้านเรือกตั้ง ตากปลา
แต่ปากว่าตากฟ้า เฟื่องฟุ้ง
กว้างขวางทร่างวัดวา ไว้ช่อง คลองแฮ
ริมฝั่งพรั่งผักบุ้ง ยอดแย้มแซมไสวฯ
(๕๗) ๏ รอนรอนอ่อนอกโอ้ อัสดง
เลี้ยวเหลี่ยมพระสุเมรุลง ลับฟ้า
มืดคลุ้มพุ่มไผ่พง พี่เปลี่ยว เดียวเอย
เสียงพึ่งหึ่งหึ่งหน้า นึกคร้ามหวามถวิลฯ
(๕๘) ๏ ทางเปลี่ยวเลี้ยวล่องคุ้ง เขตคัน
ย่อมย่านบ้านกระจันจรร กจ่างฟ้า
เงียบเหงาเปล่าทรวงกระสัน โศกสอื้น อกเอย
จรรอื่นชื่นแต่หน้า ใช่เนื้อเจือจรรฯ
(๕๙) ๏ ลำภูดูหิ่งห้อย พรอยพราย
เหมือนเม็ดเพชรรัตน์ราย รอบก้อย
วับวับจับเนตรสาย สวาดิสบ เนตรเอย
วับเช่นเห็นหิ่งห้อย หับหม้านนานเห็นฯ
(๖๐) ๏ ถึงย่านบ้านฝั่งข้าม โขลงหลวง
หมอเท่าเจ้าเล่ลวง ล่อคล้อง
ใช้เล่นเช่นกับดวง เนตรนุช พี่เอย
บ่วงรักดักพี่ต้อง ติดให้ใช้แรงฯ
(๖๑) ๏ ล่องทางบางบ้านส ศรีธร
แปรชื่อครือจรรจร แจ่มแจ้ง
เรือนตั้งฝั่งสาคร คนเงียบ เลียบแฮ
บ้านไร่ใครหนอแกล้ง กล่าวอ้างอย่างจรรฯ
(๖๒) ๏ ยามดึกครึกครื้นลั่น ลมฝน
ถึงย่านบ้านขโมยมล มืดคลุ้ม
จรเข้เร่คำรน ร้องฮุ่ม ฮูมแฮ
มุ่งเขม่นเห็นขุ้มขุ้ม แข่งขู้ฟูลอยฯ
(๖๓) ๏ ราตรีหนีตเข้เค่า บ้านขโมย
เด็กหนุ่มสุ่มเรือโดย ด่วนพุ้ย
ฝนปรำพร่ำเปรียะโปรย ปรายสัต สนัดแฮ
ต่างง่าพร้าขวานมุ้ย มุ่งทุ่มกุมภาฯ
(๖๔) ๏ น่ากลัวตัวตเค่ขู้ ฟูขนอง
ฮืดฮาดฟาดฟูฟอง ฟ่องเฟื้อย
เคียงคู่สู่สมสอง สังวาด สวาดแฮ
ยาวใหญ่ไล่โลดเลื้อย เล่นน้ำปล้ำขนองฯ
(๖๕) ๏ เด็กน้อยคอยขเหม้นมุ่ง มองมัน
ว่าตเข้ขบกัน ปกับท้อง
บูรานท่านว่าสัน- ดานสัตว์ กำหนัดแฮ
ปีหนึ่งจึ่งงอกต้อง ติดค้างนางเมียฯ
(๖๖) ๏ หนีศึกว่าปะซุ้ม เซิงเสือ
ได้กับเราแล้วเหลือ หลากล้ำ
หลบตเข้เค่าจอดเรือ ริมเขต ขโมยแฮ
บกก็เสือเรือซ้ำ สัตเข้เฉโกฯ
(๖๗) ๏ รุ่งเช้าเบาอกสริ้น โศรกสบาย
ลาย่านบ้านขโมยหมาย มุ่งข้าม
น้ำขึ้นรื่นลมชาย เฉื่อยส่ง ตรงเอย
ทางเปลี่ยวเสียวทรวงซ้ำ สัตว์น้ำคล่ำขนองฯ
(๖๘) ๏ บางปลาตาบ้านอยู่ หญิงชาย
สองฮ่องสองเรือนราย ร่ายกล้วย
ชาวป่าน่านอนสบาย บ่ครั่น ตวันเอย
มีคู่อูเข้าด้วย ดั่งนี้ที่สบายฯ
(๖๙) ๏ ซ้ายขวาป่าไผ่ซุ้ม เซิงหนาม
สองฝั่งรังรำราม รกเรื้อ
แพงพวยผักบุ้งงาม งอนทอด ยอดเอย
บนบกนกกับเนื้อ หว่างไม้ไผ่สลอนฯ
(๗๐) ๏ บางปสีที่ถ่านตั้ง ตวงซาย
เผาไผ่ไม้ซากราย เรียดถ้า
หนุ่มสาวเหล่าหญิงชาย เช่นพูด อูดเอย
ดำทมื่นทื่นหน้า แนบน้องลองโลมฯ
(๗๑) ๏ นาวาคลาเคลื่อนคล้อย ลอยลำ
ล่วงย่านบ้านบางรกำ รกไม้
สาวหนุ่มสุ่มส้อนทำ แทงพวก ฉมวกแฮ
ปลาติดปลิดปลดได้ ดุกต้องช่อนชโดฯ
(๗๒) ๏ บางยุงคุ้งลาดล้วน เหล่าควาย
ลงปลักทลักทลาย เล่นน้ำ
ดำผุดฟูดฟาดหงาย แหงนเบิ่ง เทิ่งแฮ
ลูกเล็กเด็กเลี้ยงปล้ำ ปล่อยห้อยอควายฯ
(๗๓) ๏ เขาควายรายร่องนิ้ว นิทาน นานเอย
ว่าพญาพาลีทยาน ยุดพลิ้ว
ศีรษะกระบือกระบาน บั่งบั่ง ยังแฮ
นึกเช่นเป็นรอยนิ้ว เหนี่ยวเน้นเห็นรอยฯ
(๗๔) ๏ บ้านไซไซใหญ่ย้อย สร้อยไสว
คิดเช่นเล่นต้นไซ แซ่ซ้อง
ผูกกิ่งชิงช้าไกว แกว่งชัก เชือดเอย
เคยขี่พี่กับน้อง แนบเนื้อเจือใจฯ
(๗๕) ๏ เลยทางบางบ้านแห่ง หินมูล
เดิมว่าเตาเผาปูน ป่นไว้
อาภัพลับชื่อสูร เสียเปล่า เราเอย
อกพี่นี้และได้ ดุจอ้างอย่างปูนฯ
(๗๖) ๏ ถึงคลองร้องเรียกบ้าน บางหลวง
ลำฦกนึกถึงดวง ดอกฟ้า
เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวทรวง แสนเทวษ ทุเรศเอย
อุ้มรักหนักอกถ้า เทียบเถ้าเขาหลวงฯ
(๗๗) ๏ บางน้อยพลอยนึกน้อย น้องเอย
น้อยแนบแอบอกเคย คู่เคล้า
เนื้อน้อยค่อยสนอมเชย เชือนชื่น อื่นแม่
น้อยแต่ชื่อหฤาเจ้า จิตรน้อยลอยลมฯ
(๗๘) ๏ บางหวายท้ายคุ้งช่อง คลองมี
แดนนครไชยศรี สุดสริ้น
เข้าแดนสุพรรณบุรี รื้อเปลี่ยว เดียวเอย
ทุ่งท่าป่ายุงริ้น รกเรื้อเบื่อชมฯ
(๗๙) ๏ ชุมนักผักตบซ้อน บอนแซง
บอนสุพรรณหั่นแกง อร่อยแท้
บอนบางกอกดอกแสลง เหลือแหล่ แม่เอย
บอนปากยากจะแก้ ไม่สริ้นลิ้นบอนฯ
(๘๐) ๏ บางสามศาลเจ้าทร่าง ปางหลัง
อารักศักดิ์สิทธิ์วัง แว่นแคว้น
สุขีที่ข้าหวัง วานช่วย ด้วยแฮ
กำจัดศัตรูแม้น มุ่งร้ายตายเองฯ
(๘๑) ๏ ถึงบ้านด่านดักตั้ง ฝั่งกระแส
สองพี่น้องคลองแคว ค่ามคุ้ง
ตลิ่งตลิบโตล่งแล ตานสลับ สล้างเอย
สริ้นไผ่ในแขวงถุ้ง ถิ่นอ้อกอแขมฯ
(๘๒) ๏ ปลาชุมกลุ้มเกลื่อนท้อง ธารา
ลอยเล่นเห็นคนถลา หลบสริ้น
สลิดสลาดสลับปลา ช่อนดุก พลุกแฮ
กระดี่กระดิกกระเดือกดิ้น กระโดดเหล้นเห็นตัวฯ
(๘๓) ๏ นานาปลาว่ายเคล้า คลอเรือ
สีเสียดซิวกระโสงเสือ ซ่าสร้อย
เพลี้ยตภากตะเพียนเหลือ หลายหลาก มากเอย
กริมกระตรับนับร้อย เร่หว้ายรายเรียงฯ
(๘๔) ๏ แก้มช้ำดำที่แก้ม แต้มดำ
ดูเคลื่อนเหมือนจนำ แนะน้อง
แรกรักปรักปรางประจำ จุมพิต นิดเอย
ช้ำเช่นปลาอย่าต้อง แต่งแต้มแก้มสมรฯ
(๘๕) ๏ เนื้ออ่อนห่อนซู่เนื้อ น้องหญิง
อ่อนแอบแนบอกอิง อุ่นล้ำ
นวลจันนั่นนวลจริง แต่ชื่อ ฦาเอย
นวลที่พี่กลืนกล้ำ กลิ่นเนื้อเหลือนวลฯ
(๘๖) ๏ ปลาใหญ่ไล่เลี้ยวฮุบ หวดหาง
ฮืดฮาดฟาดโผงผาง พ่นน้ำ
ปลาค้าวเหล่าสวายคาง เบือนบิด เบี้ยวแฮ
กโฮ่โผล่ผุดขล้ำ เคลื่อนคล้อยลอยแลฯ
(๘๗) ๏ บางซอกอไผ่ล้อม หลายกอ
บ้านบ่มีสีซอ สักน้อย
เรือใกล้ไผ่พุ่มภอ พยุโยก โชกแฮ
ไผ่เบียดเอียดออดอ้อย เอื่อยอ้อซออินทร์ฯ
(๘๘) ๏ ทุ่งกว้างทางเปลี่ยวโอ้ อาทวา
สองฝั่งฝ่ายวิหกา กู่ก้อง
เร่ร่อนว่อนเวหา หาเหยื่อ
นกเถื่อนเหมือนจะร้อง เรียกให้คนชมฯ
(๘๙) ๏ ถึงที่สีสนุกนั้น น้องเอย
สนุกแต่ชาวบ้านเคย ค่ำเช้า
พวกพี่ที่จากเชย ชวดสนุก ทุกข์แม่
สนุกที่ดูสูเจ้า สนุกเถ้านั้นเองฯ
(๙๐) ๏ ชุมแท้แต่สวะเฟื้อย เฟือยตวาง
ลอยเลื่อนเกลื่อนกลาดกลาง กลบน้ำ
ซ้อนซับทับถมทาง ที่แคบ
เรือขัดตัดฟันค้ำ ค่อยกว้างทางจรฯ
(๙๑) ๏ แหลมคุ้งทุ่งเถื่อนไม้ ไรราย
ถึงย่านบ้านตเภาทลาย ทลุท้อง
เดิมที่นี่เป็นชาย ทเลหาด ลาดแฮ
เรือสัดพลัดมาต้อง ติดเข้าตเภาทลายฯ
(๙๒) ๏ แลลิ่วทิวทุ่งต้น ตานราย
ลิบลิบลมปลิวปลาย ไปล่แปล้
เล่คนคัดปีกฉาย เฉิบเช่น เห็นแฮ
เรี่ยเรี่ยเตี้ยต่ำแจ พิศให้ใจเพลินฯ
(๙๓) ๏ บางปลาร้าปลาคล่ำน้ำ ลำคลอง
คนเหล่าเชาปมงมอง มุ่งข้า
สุ่มซ่อนช้อนฉะนางปอง ปิดเรือก เฝือกแฮ
เหม็นเน่าคาวปลาร้า เรียดคุ้งคลุ้งโขลงฯ
(๙๔) ๏ ริมน้ำทำทีขึ้น ขอดปลา
เกล็ดติดตัวตีนตา ตมูกแก้ม
คิดคู่สู่เสน่หา หอมชื่น รรื่นเอย
โคลนเช่นเป็นแป้งแต้ม ติดเนื้อเหลือหอมฯ
(๙๕) ๏ บางสแกแลสล่างงิ้ว ทิวราย
เรียงฝั่งดังฉัตรฉาย แช่มช้อย
งิ้วไม้ใช่งิ้วสาย สวาดิเช่น เห็นเอย
งิ้วพี่ที่แน่งน้อย นึกหน้าอาไลยฯ
(๙๖) ๏ ยามยลต้นงิ้วป่า หนาหนาม
นึกบาปวาบวับหวาม วุ่นแล้ว
คงจะปะงิ้วทราม สวาดิเมื่อ ม้วยแฮ
งิ้วกับพี่หมีแคล้ว คึ่นงิ้วลิ่วสูงฯ
(๙๗) ๏ ถึงบ้านคันชั่งแท้ เที่ยงตรง
เพียงพี่ที่ดำรง รักน้อง
เคยคู่ซู่ซื่อตรง สัจคิด สนิทเอย
ยามยากจากพวกพ้อง พี่ให้ใจหายฯ
(๙๘) ๏ เหลียวซ้ายฝ่ายฝั่งเฟื้อย เฟือยไสว
พงไผ่ไม้รำไร รอบคุ้ง
แลขวาป่าแฝกไฟ ฟอนเรียน เกรียนแฮ
ลิบลิ่วทิวท้องถุ้ง ถิ่นกว้างวางเวงฯ
(๙๙) ๏ ถึงย่านบ้านกุ่มข้าม ตามแหลม
วัดเก่าเศร้าโทรมแรม รกร้าง
ผู้ใดไม่ซ่อมแซม สร้างวัด สวัสดิ์เอย
เพียงพี่ที่อ้างว้าง ทเวทให้ใจหายฯ
(๑๐๐) ๏ ลมตกนกว้าว่อน ร่อนบิน
โฉบฉาบคาบปลากิน กู่ก้อง
ค้อนหอยค่อยคุ้ยดิน เดินซ่อง มองแฮ
ถิบถ่อกรอปีกจ้อง จ่อมน้ำปล้ำปลาฯ
(๑๐๑) ๏ ถึงบางนางแม่หม้าย ไร้ผัว
เปลี่ยวเปล่าเศร้าหมองมัว หม่นไหม้
คราวใครใคร่ฝากตัว ต่อม่าย หมายเอย
พร้อมจิตคิดจะได้ ดับหม้ายกลายมีฯ
(๑๐๒) ๏ ตวันออจรเข้ฟู่ คู่เคียง
ยาวใหญ่ไล่เรือเรียง เราะท้าย
เด็กตวาดผาดแผดเสียง แซ่สุ่ม ขยุมเอย
มันบ่หยุดผุดหว้าย วู่คว้างขวางเรือฯ
(๑๐๓) ๏ เดชะพระพุทธิเจ้า เข้าฌาน
เคยชนะพญามาร แม่นแล้ว
รฦกถึงจึ่งบันดาน ดุจเช่น เห็นแฮ
จรเค่เหห่างแคล้ว คลาดคล้อยถอยหนีฯ
(๑๐๔) ๏ ถึงช่องคลองน้ำชื่อ กฤษณา
เข้าตอกออกดอกตำรา ว่าไว้
คิดสบพบถ้ำมหา สนุกแน่ แม่เอย
นึกจะปลงคงได้ กระดากเจ้าเฝ้าหวงฯ
(๑๐๕) ๏ บางเลนเป็นที่หลุ้ม แหล่งปลา
แปลงปลักคลักคงคา ขุ่นข้น
ไทเจ๊กเดอใหญ่พา พวกซ่อน ช้อนเอย
บุญส่งจงหลีกพ้น ทุกถั้วตัวปลาฯ
(๑๐๖) ๏ บางบัวบ้านชื่อพร้อง สนองนำ
นึกเช่นเห็นบัวคำ คู่พร้อง
เค่าเหนียวเกี่ยวมาทำ แทนเค่า เจ้าเอย
คราวเคราะห์เพราะเกี่ยวข้อง ขัดค้างขวางเชิงฯ
(๑๐๗) ๏ ลมเรื่อยเฉื่อยชื่นใช้ ใบดลา
ถึงย่านบ้านดารา รกเรื้อ
สองเรือนเพื่อนพูดจา เจ่านั่ง รวังเอย
คิดใคร่ได้ชิดเชื้อ ช่วยเฝ้าเหย้าเรือนฯ
(๑๐๘) ๏ ใบร่มลมเรื่อยแหล้น ลีลา
เหล่าหนุ่มชุ่มชื่นพา เพื่อนร้อง อิเหนาเค่ามลกา กลเม็ด มากแฮ
ฟังเสนาะเพราะพร้อง พรักพร้อมซ้อมเสียงฯ
(๑๐๙) ๏ ถึงชีปขาวย่านบ้าน โบรำ
ชีไม่เห็นกาดำ ตื่นร้อง
เชาบ้านย่านนั้นทำ แทงพวก ฉมวกแฮ
ซางแต่คำพร่ำพร้อง ชื่อนี้ชีปขาวฯ
(๑๑๐) ๏ ขาวอื่นหมื่นสิ่งล้วน นวลขาว
แพรพ่าฟ้าดินดาว ดุจพร้อง
ขาวดูครู่เดียวคราว หนึ่งเบื่อ เหลือแฮ
ขาวบ่เบื่อเนื้อน้อง น่วมนิ้วผิวขาวฯ
(๑๑๑) ๏ คุ้งขวางบางบ้านชื่อ ชี้หล
ทางทิศทุกตำบล บอกแจ้ง
อยู่กลางหว่างมณฑล ทางร่วม รวมแฮ
คนเปลี่ยนเพี้ยนชื่อแย้ง ย่านนี้ยีหนฯ
(๑๑๒) ๏ บางปลาม้าป่าอ้อ กอรกำ
ไม้ไผ่ใหญ่สลวยลำ สล่างเฟื้อย
ชาวบ้านย่านนั้นทำ ที่ไร่ ไว้แฮ
ปลูกผักฟักแฟงเลื้อย ลูกห้อยย้อยไสวฯ
(๑๑๓) ๏ ถึงคุ้งโพกระก้ม กราบกราน
โพอยู่บูรานนาน เนิ่นแล้ว
ชื่นชุ่มพุ่มพิศดาร เดชะ พระเอย
ขออย่าให้ไภยแผ้ว ผ่องพ้นกลโกงฯ
(๑๑๔) ๏ โคกครามนามที่บ้าน หิว่านคราม
เขียวชุ่มฉอุ่มงาม กิ่งก้าน
เหมือนสีที่นุชทราม สวาดิฮุ่ม พุ่มเอย
เห็นแต่ครามนามบ้าน ไสบเจ้าเศร้าสูนฯ
(๑๑๕) ๏ สวนหงส์วงวัดพร้อม พระเณร
รื่นรอบขอบบริเวณ หว่างบ้าน
เคกเยาเล่ากนเกน ก้องที่ กฎีแฮ
ใช่ที่มีสวนสอ้าน ชื่ออ้างปางหลังฯ
(๑๑๖) ๏ ตลาดแก้วแถวถิ่นตเข้ ตนขาม
ตลิ่งตลาดแต่ล้วนหนาม สนับหญ้า
แก้วอื่นหมื่นแสนทราม สู้สละ ปละเอย
รักแต่แก้วแววฟ้า จะเฝ้าเคล้าสนอมฯ
(๑๑๗) ๏ ถึงวังตาเพชอ้าง ปางหลัง
ไผ่พุ่มซุ้มเซิงรัง รกเรื้อ
ตาเพชเหตุใดวัง มีเล่า เจ้าเอย
ฤาว่าตาเพชเชื้อ ชาติท้าวเจ้าเมืองฯ
(๑๑๘) ๏ สวนขิงตลิ่งแต่ล้วน สวนมเขือ
พริกเทศเม็ดอร่ามเหลือ เรื่อไหร้
กล้วยปลูกสุกห่ามเครือ ครบซ่ม มยมเอย
คิดคู่อยู่สวนได้ แต่งต้มซ่มตำฯ
(๑๑๙) ๏ บ้านยอดยอดไม้สะพรั่ง ฝั่งชลา
ยอดยื่นชื่อช่อผกา กิ่งคว้าง
ยอดอื่นหมื่นแสนดา ดาษทอด ยอดแฮ
ยอดรักจักหาบ้าง บ่ได้ใจหายฯ
(๑๒๐) ๏ ลุดลชนบทบ้าน ขนมจีน
โรงเจ๊กตั้งริมตีน ท่าน้ำ
นั่งนับทรัพย์สิ่งสิน สยายเพ่า เล่าแฮ
เมียช่างสางสลวยล้ำ สลับผู้หูหนางฯ
(๑๒๑) ๏ โพคอยโพขึ้นอยู่ คู่เคียง
ปากช่องคลองชลาเฉลียง ลัดถุ้ง
บ้านตั้งฝั่งน้ำเรียง รายอยู่ หมู่แฮ
แลรอบขอบแหลมคุ้ง เขตบ้านตาลรายฯ
(๑๒๒) ๏ ถึงหน้าท่าน้ำวัด มนาวหวาน
ฦาเลื่องเบื้องบูราน ร่ำพร้อง
หวานอื่นคลื่นไส้นาน นักเบื่อ เหลือแม่
หวานแต่น้ำคำน้อง เสนาะน้ำคำหวานฯ
(๑๒๓) ๏ ทับขี้เหล็กเด็กว่าต้ม ขมเหลือ
ครั้นแต่งแกงต้มเกลือ กลบคั้น
พริกขิงสิ่งใส่เจือ จิบอร่อย น้อยฤา
ขมขื่นคลื่นไส้นั้น แต่น้ำคำขมฯ
(๑๒๔) ๏ วัดฝางอ้างชื่อไว้ ใช่ฝาง
ฝางย่อมย้อมแพรยาง ยิ่งขรั้ง
แดงสุกถูกแดดหมาง หมองคร่ำ ดำแฮ
อกพี่ที่แค้นขั้ง ขู่คร้ำน้ำฝางฯ
(๑๒๕) ๏ ท่าระหัดพัดน้ำท่วม ท้องนา
หันกลับขับคงคา คึ่นได้
ใคร่จ้างช่างรหัดหา ห่อนพบ หลบเอย
อกพี่ที่ร้อนให้ รหัดน้ำพร่ำพรมฯ
(๑๒๖) ๏ ถึงบางนางสุกน้อง นามเหมือน
สุขพี่ที่ร่วมเรือน เพื่อนร้อน
ยามสุขทุกปีเดือน ได้อยู่ คู่เอย
ยามทุกสุขกาหล้อน หล่นเหน้าเปล่าดายฯ
(๑๒๗) ๏ ถึงย่านยายท้าวที่ ผีลง
ฦาข่าวเจ้าสิงทรง สอดรู้
คิดใคร่ไถ่ถามองค์ อารักษ์ ประจักษ์เอย
แม่ม่ายหมายเคียงขู้ คบเผื้อนเชือนไฉนฯ
(๑๒๘) ๏ ท่าโขลงโขลงช้างค่าม ตามโขลง
พลอยถูกผูกกูบโยง แย่ท้าย
ลืมเถื่อนเพื่อนร่วมโรง รักยศ หมดแฮ
พี่เที่ยวเดียวโดดคล้าย คชร้างห่างโขลงฯ
(๑๒๙) ๏ บ้านตั้งฝั่งน้ำที่ กฎีทอง
ลาวอยู่รู้เสียงสนอง เหน่อช้า
ปลูกผักหักฟืนตอง ตามเถื่อน เพื่อนแฮ
หูเจาะเหมาะแต่หน้า แน่งน้อยกลอยใจฯ
(๑๓๐) ๏ โคกม่อก่ออิฐตั้ง เตาเพลิง
เผาม่อก่อไฟเริง เร่งเร้า
ม่อมีที่พะเพิง เพื่อนเหล่า เผาแฮ
อกพี่ที่ร้อนเถ้า ถ่านกลุ้มรุมแรงฯ
(๑๓๑) ๏ ถึงรยะสระโปยชหญ้าน บ้านลาว
ผ้านุ่งถุงทบยาว ย่างย้าย
กลีบกลับวับแวมวาว แวบแวบ แทบแฮ
เด็กว่าฟ้าแลบชม้าย มุ่งค้อนงอนงามฯ
(๑๓๒) ๏ ถึงท้ายชายน้ำตก รกคลอง
ที่ลุ่มขุมรางรอง รับน้ำ
หน้าแล้งแฮ่งนาหนอง น้ำตก ซกแฮ
ชลเนตรเชษฐาผร้ำ เช่นน้ำตกบางฯ
(๑๓๓) ๏ ควันเย็นเห็นหาดหน้า ท่ามี
เมืองสุพรรณบุรี รกร้าง
ศาลตั้งฝั่งนที ที่หาด ลาดแฮ
โรงเล่าเขาต้มค้าง ขอบคุ้งหุงสุราฯ
(๑๓๔) ๏ ผู้รั้งตั้งรั้วรอบ ขอบราย
เป็นหมู่ดูงัวควาย ไขว่บ้าน
สาวสาวเหล่านุ่งลาย แล้วหม่อม มอมเอย
จ้ำม่ำลำสันสอ้าน อาบน้ำปล้ำปลาฯ
(๑๓๕) ๏ กรมการบ้านตั้งตลอด ตลิ่งเตียน
ต่างต่อล้อเลื่อนเกียร เก็บไว้
เรือริมหาดดาษเดียร รดะปัก หลักแฮ
ของเหล่าเชาสวนใต้ แต่งตั้งนั่งขายฯ
(๑๓๖) ๏ ฝั่งซ้ายฝ่ายฟากโพ้น พิศดาร
มีวัดพระรูปบูราณ ท่านสร้าง
ที่ถัดวัดประตูสาร สงฆ์สู่ อยู่เอย
หย่อมย่านบ้านขุนช้าง ชิดข้างสวนบันลังฯ
(๑๓๗) ๏วัดกระไกรใกล้บ้านที่ ศรีประจัน
ถามเหล่าชาวสุพรรณ เพื่อนชี้
ทองประศรีที่สำคัญ ข้างวัด แคแฮ
เดิมสนุกทุกวันนี้ รกเรื้อเสือคนองฯ
(๑๓๘) ๏ ประทับหน้าท่าสิบเบี้ย บูราณ
หว่างวัดฝาโถสถาน ถิ่นร้าง
มหาโพทโบสถ์วิหาร หักทับ ยับเอย
พิมพิลาไลยสร้าง สืบขู้สูพรรณฯ
(๑๓๙) ๏ สงสารบ้านวัดร้าง แรมโรย
เสียงแต่นกหกโหย ค่ำเช้า
อกพี่ทีเดียวโดย ด้วยแก่ แม่เอย
เข้าเรื่องเมืองร้างเศร้า โศกซ้ำรำจวนฯ
(๑๔๐) ๏ นอนค้างข้างคุ้งถัด วัดกระไกร
ครั้นรุ่งมุ่งเดินไพร พรั่งพร้อม
ไหว้พระป่าเรไร ร่มรรื่น ชื่นเอย
ริมรอบขอบเขื่อนล้อม สะล่างไม้ไพรพนมฯ
(๑๔๑) ๏ น้อยน้อยพลอยชื่นชี้ ชมไพร
ครึมครึกพฤกษาไสว แว่นแคว้น
ผลิดอกออกผลใบ รบัดชื่น รื่นเอย
รอกกระแตแลแหล้น โลดเต้นเผ่นผยองฯ
(สระล้วน)
(๑๔๒) ๏ แจ้วแจ้วจักกระจั่นจ้า จับใจ
หริ่งหริ่งเรื่อยเรไร ร่ำร้อง
แซงแซวส่งเสียงใส ทราบโสต
แหนงนิ่งนึกนุชน้อง นิ่มเนื้อนวลนางฯ
(๑๔๓) ๏ พิกุนบุนนากแก้ว กาหลง
หอมชื่นรื่นลำดวนดง ดอกรย้า
สาวหยุดพุทธิชาดทรง เสาวรส สดเอย
หนุ่มหนุ่มรุมเก็บหน้า สนุกโน้มโถมชิงฯ
(๑๔๔) ๏ เด็กได้ไส้ห่อผ้า พับเฉียง
เห็นไก่ไล่ลัดเฉลียง ลดเลี้ยว
ล้มลุกสนุกสำเนียง สนั่นโห่ โร่เอย
หน้าผากฝากบวมเบี้ยว บ่เว้นเผ่นผยองฯ
(๑๔๕) ๏ นกร้องก้องกิ่งไม้ ใบบัง
แลลับกรับเสียงวัง เวกแหว้ว
ค้อนทองป่องเป๋งดัง ดุจเคาะ ฆ้อนแฮ
กอไผ่ไก่ขันแจ้ว แจ่มเจื้อยเฉื่อยเสียงฯ
(๑๔๖) ๏ ขึ้นโขดโบสถ์เก่าก้ม กราบยุคล
พระป่าเรไรยล อย่างยิ้ม
ยอกรหย่อนบาทบน บงกช แก้วเอย
ปลั่งเปล่งเพ่งพิศพริ้ม พระหนั้งดังองค์ฯ
(๑๔๗) ๏ เทียนธูปบุพชาติบ้าง บูชา
นึกพระเสด็จมา ยับยั้ง
ลิงเผือกเลือกสมอพวา ถวายไว่ ใกล้แฮ
ช้างเผือกเลือกผึ้งทั้ง กิ่งไม้ไหว้ถวายฯ
(๑๔๘) ๏ ขอเดชะพระพุทธิเจ้า จงเห็น
อตส่าห์มาเช้าเย็น ยากไร้
ปรารถนาว่าจะเป็น ปเจกพุท ธะภูมิเอย
บุญช่วยด้วยให้ได้ ดุจข้าอาวรณ์ฯ
(๑๔๙) ๏ ยังไปไม่พ้นภพ สงสาร
ขอปะพระศรีอาร อีกเหล้า
กราบถึงซึ่งพระนิพาน ผ่ายภาก หน้าเอย
ขอสุขทุกข์โศกเศร้า สิ่งร้ายหายสูญฯ
(๑๕๐) ๏ อนึ่งเจ้าเหล่าเล็กล้วน ลูกหลาน
หมายมั่งดังพิศถาน ถี่ถ้วน
ขอให้ใส่นามขนาน ตาบพัด สวัดิเอย
กลั่นชุบอุประถำล้วน ลูกเลี้ยงเที่ยงธรรม์ฯ
(๑๕๑) ๏ เย็นรอนอ่อนเกศก้ม กราบลา
จากวัดตัดตรงมา แม่น้ำ
ค้างคืนตื่นเช้าคลา คลาดเคลื่อน เรือเอย
ติดแก่งแข็งข้อค้ำ ขัดข้องต้องเข็นฯ
(๑๕๒) ๏ เลี้ยวหนึ่งถึงบ้านชื่อ โพคลาน
โพใหญ่ไม้บูราณ ร่มชื้น
สองฝั่งพรั่งพฤกษตาล โตนดพุ่ง สูงเอย
ท่าลาดหาดทรายตื้น ตลิ่งล้วนสวนมเขือฯ
(๑๕๓) ๏ ศีรษะเวียงเสียงแซ่ล้วน พวนลาว
แก่หนุ่มสุ่มปลาฉาว แช่น้ำ
ผ้าบ่นุ่งพุงขาว ขวยจิต รอิดเอย
เด็กด่วนชวนเพื่อนค้ำ ค่ามให้ไกลลาวฯ
(๑๕๔) ๏ โพหลวงห้วงน้ำฦก ไหลเนือย
ปะแต่ลาวเปล่าเปลือย ปลอดผ้า
อาบน้ำคล่ำริมเฟือย ฝูงหนุ่ม กลุ้มแฮ
เด็กเกลียดเบียดเบือนหน้า นิ่วร้องสยองแสยงฯ
(๑๕๕) ๏ สำประทิวงิ้วง้าวสล่าง กร่างไกร
ถิ่นท่าป่ารำไร ไร่ฝ้าย
เจ๊กอยู่หมู่มอญไทย ทำถั่ว รั้วเอย
ปลูกผักฟักกล้วยกล้าย เกลื่อนข้างทางจรฯ
(๑๕๖) ๏ ถึงย่านบ้านรัดช้าง ปางหลัง
ข้างถูกผูกรึงรัง รัดไว้
พลัดพรากจากฝูงพัง พวกเพื่อน เถื่อนเอย
เพียงพี่ที่ทุเรศไร้ นิราศร้างห่างสมรฯ
(๑๕๗) ๏ บ้านตั้งฝั่งฟากน้ำ ธรรมกูล
วัดทร่างปางก่อนสูญ สงัดเศร้า
ขอบเขื่อนเกลื่อนอิฐปูน เปื่อยเปล่า เจ้าเอย
โบสถ์ยับทับพระเจ้า เจิ่งน้ำกรำฝนฯ
(๑๕๘) ๏ ยลย่านบ้านหนึ่งนั้น แนะนาม
วัดสว่างอารมอาราม รื่นไม้
สว่างแต่ที่พี่ยาม มืดมิด จิตรเอย
ห่อนสว่างอย่างไว้ ชื่ออ้างสว่างอารมฯ
(๑๕๙) ๏ โพพระระยะหญ้าน หญ่อมไพร
โพชื่นรื่นร่มใบ โบกรย้า
โปรดด้วยช่วยคุ้มไภย พยัฆพยศ คดเอย
โพพระอนุเคราะห์ข้า พระเจ้าคราวเข็นฯ
(๑๖๐) ๏ โพพญาท่าตลิ่งล้วน ฬ้อเกวียร
โพไผ่ไม้เต็งตเคียน ตขบบ้าง
ซิกซากกระบากกระเบียน กระเบากระแบก กระบกแฮ
เสลาสลอดสลับสล้าง เหล่าไม้ใกล้กระสินฯ
(๑๖๑) ๏ บ้านซ่องช่องชวากเวิ้ง เซิงหวาย
เหล่าที่หนีมุนนาย เนิ่นช้า
ซ่องสุมซุ่มเรือนราย ริมกับ เกรี่ยงแฮ
ใครจับกลับรุมข้า ขัดข้องซ่องหลวงฯ
(๑๖๒) ๏ บางมดแดงแขวงเขตคุ้ง ทุ่งไพร
ถิ่นเถื่อนเรือนรำไร ไร่กล้วย
นึกมดอดสูใจ จงมม่วง หวงแฮ
เพียงพี่หมีมอดม้วย ไม่สริ้นถวิลหวังฯ
(๑๖๓) ๏ วังยางค่างคุ้งสะล่าง ยางยูง
โตล่งตลิ่งยิ่งยูงสูง ฉโงกง้ำ
นกแลแต่ลฝูงลฝูง ฟุบสพั่ง รังเอย
ร่มรื่นชื่นชายน้ำ นั่งเหล้นเย็นสบายฯ
(๑๖๔) ๏ ถึงบ้านตาลเสี้ยนร่ำ ทำตาล
ไต่ผโองโหญ่งโย่ทยาน ย่างเก้า
หน้าหัวเราะเพราะรักหวาน หวังใคร่ ได้ฤา
เพียงพี่นี้แฝงเฝ้า ใฝ่น้ำคำหวานฯ
(๑๖๕) ๏ ว่างบ้านย่านน้ำเปลี่ยว เหลียวแล
ตลิ่งสูงฝูงรอกแต ไต่ไม้
กรวยกร่างค่างเคียมแค ข่อยกทุ่ม กุ่มเอย
ลมป่วนหวนหอมให้ ลเหี่ยลห้อยหงอยเหงาฯ
(๑๖๖) ๏ จวบจนชนบทบ้าน ศรีจัน
ท่าลาดหาดเกิดกัน แก่งตื้น
เรือนตั้งฝั่งเรียงรัน โรงเหล็ก เจ๊กเอย
คนภู่ดูครึกครื้น ค่ามช้างต่างเกวียนฯ
(๑๖๗) ๏ จวนเย็นเห็นแห่งบ้าน ด่านขนอน
หาดใหญ่ไทยเจ๊กมอญ มี่บ้าน
จอดเรือเมื่อเย็นรอน ริมหาด สอาดเอย
ร้องว่าอาศัยร้าน ร่มไม้ใกล้เรือฯ
(๑๖๘) ๏ เจ้าของร้องรับให้ ได้การ
หนุ่มหนุ่มชุ่มชื่นบาน บ่เศร้า
ขึ้นฝั่งนั่งสำราญ ร้านใต้ ไทรเอย
สาวรุ่นวุ่นเวียนเฝ้า ฝั่งน้ำชำเลืองฯ
(๑๖๙) ๏ ลูกเอยเฉยเช่นปั้น ปูนขาว
สาวเพ่งเล็งหลบสาว สิ้นแล้ว
ปะเป็นเช่นพ่อคราว ครั้งหนุ่ม ชุ่มฤา
ตายราบลาภไม่แคล้ว คลาดช้านาทีฯ
(๑๗๐) ๏ ลูกลาวสาวรุ่นน้อง ทักทาย
เรือพี่มีสิ่งขาย ค่อยไหว้
ลูกเราเหล่าหนุ่มอาย แอบเด็ก เล็กแฮ
สอนกระสาบตาบให้ ว่าซื้อหรือจำฯ
(๑๗๑) ๏ หนูพัดพลัดพลอดล้อ เลียนสาว
มีหมากอยากสู่สาว ซิ่นแล้ว
ป่านเจ้าเค่าเหนียวขาว ขายมั่ง กระมังแม่
ตาบฮ่ามถามหาแห้ว แห่งนี้มีฤาฯ
(๑๗๒) ๏ ลาวไปไทยพี่น้อง มองเมียง
มืดค่ำทำร่ายเรียง เราะร้าน
กลั่นชุบอุบอิบเอียง กแอมแอบ แยบเอย
ขอหมากปากสั่นสท้าน ทดท้อย่อหญิงฯ
(๑๗๓) ๏ ราตรีพี่น้องอ่อน เอนดู
ขันใหญ่ใส่หมากพลู นาบให้
แห้วเลือกเผือกถั่วภู พัดรับ กลับแฮ
จสั่งมั่งไม่ได้ เดือดหน้าด่าตีฯ
(๑๗๔) ๏ ดึกลาวสาวรุ่นกล้า มาเดียว
ให้กระเช้าเข้าเหนียว นั่งใกล้
ถอยหลีกอีกบ่อเหลียว เลยลูก กูเอย
กลั่นรับกลับจุดไต้ ตอบโต้โมทนาฯ
(๑๗๕) ๏ บูราณท่านว่าเลี้ยง ลูกสาว
มันมักหักรั้วฉาว เช่นพร้อง
หนุ่มชายฝ่ายรุ่นราว รักขะยั่น พรั่นแฮ
ลูกโง่โซแสบท้อง บ่อรู้สู่สาวฯ
(๑๗๖) ๏ ครั้นช้าวสาวสบหน้า ลาสาว
จากขนอนอ่อนหนาว หนุ่มเศร้า
คราวได้ไม่โลมลาว ลองซู่ ดูแฮ
ครั้นลับกลับรฤกเหล้า ลูกโหง้โซสาวฯ
(๑๗๗) ๏ เอนดูหนูพี่น้อง สองสาว
คิดใคร่ได้เลี้ยงลาว ลูกสไภ้
แต่ลูกผูกรักชาว วังเล่า เจ้าเอย
จเจ็บเล็บเขาไว้ ข่วนร้ายคล้ายเสือฯ
(๑๗๘) ๏ บางกระพุ้งคุ้งน้ำเปลี่ยว เหลียวแล
บนบกนกซอแซ แซ่ซ้อง
เห็นนกกกคู่แด ดานลฦก นึกเอย
เหมือนอยู่คู่เคียงน้อง แนบเนื้อเหลือสนอมฯ
(๑๗๙) ๏ บ้านใหม่ไร่ฝ่ายสพรั่ง ฝั่งชลา
ฟ่ายออกดอกขาวดา เด่นช้อย
เนื้อนุชสุดโสภา เพียงฟ่าย ไร่เอย
ชมฟ่ายคล้ายผิวสร้อย สวาดิเนื้อเหลือนวลฯ
(๑๘๐) ๏ ถึงย่านบ้านกร่างเวิ้ง วาริน
เกิดแก่งแหล่งเหวหิน ฮ่วงคุ้ง
ปล่องน้ำท่ำกุมภิน พวกเงือก เลือกแฮ
ยามเปลี่ยวเสียวทรวงสดุ้ง ด่วนพ้นวลวังฯ
(๑๘๑) ๏ บ้านไร่ไทเจ๊กตั้ง ทั้งทวาย
กล้วยไข่ไร่เรียงราย เรียกซื้อ
ตกเครือเรื่อเรืองปลาย ปลีสลับ ปกับแฮ
เฟื้องหนึ่งถึงสี่มื้อ หมดรื้อซื้อเสมอฯ
(๑๘๒) ๏ วังปรานบ้านเว้นว่าง วางเวง
สองฝั่งวังเสือเกรง เกรียบฉม้อย
นายรอดทอดท้ายเพลง พลอยหนุ่ม ชุ่มเอย
ป่าใหญ่ไม้ชื่นช้อย ชุ่มฉ้อออรชรฯ
(๑๘๓) ๏ บางม่วงห้วงหาดตื้น ติดเรือ
ทรายเกลี่ยเรี่ยรอยเสือ ซับซ้อน
ซึ้งซึกพฤกษครุมเครือ ค่างโครก โฮกแฮ
โปรยแต่ใบไม้หว้อน วิ่งร้องพองขนฯ
(๑๘๔) ๏ ลูกค่างอย่างย้อมชาติ ชมภู
เหลืองอ่อนโอ้เอนดู เด็กน้อย
แม่อุ้มชุ่มชื่นชู ชมลูบ จูบเอย
กอดแอบแนบอกห้อย หกโน้มโถมทยานฯ
(๑๘๕) ๏ ย่านซื่อชื่อว่าบ้าน ย่านยาว
เหนแต่ชุมนุมลาว ล่อนโล้ง
ลากอวนส่วนหนุ่มสาว เสียงแซ่ แม่เอย
เท่าแก่แลโล้งโต้ง ต่างหล้อนห่อนอายฯ
(๑๘๖) ๏ อ้างว้างกลางน้ำร่ม ลมโชย
ลิงค่างครางครวนโหย โห่ร้อง
กระเบาออกดอกร่วงโรย รศรื่น ชื่นเอย
หึ่งหึ่งพึ่งเพียงฆ้อง ย่ำเถี้ยงเสียงกระหึมฯ
(๑๘๗) ๏ ยนย่านศารปู่เจ้า จอมไพร
ปลาคล่ำน้ำซึ้งใส สอาดสอ้าน
งูเหลือมเลื่อมเลือกไคล คลานกลิ่ง ตลิ่งแฮ
โตเท่าเสาเรือนกว้าน กวาดน้ำดำปลาฯ
(๑๘๘) ๏ ติดตื้นขืนถ่อค้ำ เขนเรือ
บนบกรกรังเสือ ซอกซุ้ม
นำงูฟู่เลื้อยเหลือ หลีกยาก หลากแฮ
ศักครู่ดูควันกลุ้ม กลบข้างทางจรฯ
(๑๘๙) ๏ เดกเหนเช่นมนุษหนั้ง หลังงู
แวววับคลับคลายฟู ฟ่องเฟื้อย
รู้ชัดจัดหมากพลู พลีปู่ เจ้าเอย
งูกระเพื่อมเลื่อมเลื้อย หลีกคล้ายหายสูรฯ
(๑๙๐) ๏ เรือคล่องล่องเลี้ยวเลื่อน เคลื่อนคลา
ถึงย่านบ้านกลวยเวลา บ่ายคล้อย
กล้วยไข่ไร่รื่นรดา ดกเรื่อ เครือเอย
หล่างแห่งแปลงปลูกอ้อย แอบกล้วยสลวยลำฯ
(๑๙๑) ๏ ถึงช่องคลองน้ำซับ ซ้ายมือ
เกิดแร่แง่งอกครื ครืดท้อง
ผู้เท่าเล่าเลื่องฦา เหล็กที่ ดีเอย
ครึคระระเรือต้อง ติดตื้นขืนเขนฯ
(๑๙๒) ๏ บ้านว่าขวาซ้ายค่าง ทางจร
หินแร่แลสลับสลอน ฦกซึ้ง
เรือนตั้งฝั่งสาคร คนเงียบ เสียบเอย
ปลาคล่ำน้ำไหลอึ้ง แอบคุ้งมุ่งทางฯ
(๑๙๓) ๏ วังหินถิ่นเถื่อนกว้าง ยางยูง
สมอแสมสารสูง สดฉุ้ม
หว่างไผ่ไก่เถื่อนฝูง ฟุบเขี่ย เรี่ยเอย
เด็กใคร่ได้ไก่อุ้ม แอบขึ้นครึนรายฯ
(๑๙๔) ๏ ไก่เถื่อนเหมือนจฬ้อ ก้อกพือ
เด็กย่องด่องดีดมือ มุ่งหน้า
เข้าใกล้ไก่เปรียวปรื๋ ปร๋อร่อน ว่อนแฮ
เด็กโดดโลดไล่คว้า ไคว่ขว้ำขะมำมอมฯ
(๑๙๕) ๏ ลงเรือเหื่ออาบหน้า หนูเอย
อย่าไล่ไก่เลยเชย ช่อไม้
ดอกดวงร่วงรื่นรเหย หอมกลิ่น รรินแฮ
เก็บศักห่อพ่อได้ เด็จร้อยสร้อยสนฯ
(๑๙๖) ๏ ย่านยาวลาวตั้งกลาด หาดทราย
แล่ผ่าปลาฉแวงสวาย แหวะท้อง
ย่างไฟใส่ซ่าราย เรียงนั่ง สพรั่งเอย
พวกหนุ่มสุ่มเรือร้อง เจียรน้อฬ้อลาวฯ
(๑๙๗) ๏ ถึงวนก้นหวดห้วง หินแลง
แร่เกลื่อนเหมือนซิงแขง ค่างคุ้ง
ตำราว่าทองแดง เดกต่อย ย่อยแฮ
พรายพร่างอย่างศรีรุ้ง รอดชี้ที่แถลงฯ
(๑๙๘) ๏ ตวันเยนเหนพยัฆด้อม ดื่มชล
โห่ขับกลับโฮกคน เคี่ยวโง้ง
ขึ้นตลิ่งวิ่งคำรน เราะไล่ ใกล้แฮ
ทังขู่ภู่เมียโขร้ง คร่างร้องก้องกระหึมฯ
(๑๙๙) ๏ นายรอดสอดรู้เท่า เหล่าเสือ
มักกัดสัตกินเหลือ ละไว้
มันหวงล่วงไล่เรือ รอดแนะ แวะแฮ
หนูหนุ่มกุมมีดไม้ มุ่งแย้งแทงเสือฯ
(๒๐๐) ๏ โห่ร้องซ้องแส้ป่า กล้าหาน
เสือวิ่งยิ่งทเยอทยาน หยักรั้ง
ตามทางห่างฝั่งประมาณ สองเซ่น เหนแฮ
ได้แต่เนื้อเหลือทั้ง ท่อนท้ายชายโครงฯ
(๒๐๑) ๏ รอดรัดมัดเชือกกลุ้ม หนุ่มหาม
ถึงที่เรือเสือตาม ติดก้น
จากท่าป่าเปลี่ยวขาม ขยาดพยัฆ นักพ่อ
ถ่อถี่หนีเสือพ้น พี่ให้ใจหายฯ
(๒๐๒) ๏ บูรานท่านว่าล้วง คอเสือ
เหล่าลูกถูกตำราเหลือ เหล็กกล้า
เช่นพ่อก็กลืนเกลือ กลั้วเค่า เจ้าเอย
ชิงเหยื่อเสือต่อหน้า นึกคร้ามขามแขยงฯ
(๒๐๓) ๏ วังฉลามยามสูริยเยื้อง เย็นรอน
เสียงสุนัขไนหอน เห่าเนื้อ
ลิงค่างต่างโหวยวอน วิเวกวาบ สาบเอย
เผาะเผาะเราะรกเรื้อ เรียดข้างทางจรฯ
(๒๐๔) ๏ มืดค่ำจำจอดค้าง หว่างไพร
หนุ่มหนุ่มสุมฟืนไฟ ฝั่งน้ำ
เนื้อย่างค่างเครื่องใน หมูแบ่ง แกงแฮ
เนื้อสดรสอร่อยล้ำ กระหลบฟุ้งคุ้งแหลมฯ
(๒๐๕) ๏ นอนค้างกลางหาดตื้น ตลิ่งสูง
นิ่งนั่งฟั่งฟานฝูง มฤคฆร้อง
เงาไม้ใหญ่ยางยูง เยนเยียบ เงียบเอย
เผาะเผาะเราะป่าต้อง ตวาดซ้ำร่ำไปฯ
(๒๐๖) ๏ เกือบหลับกรับเกรียบไม้ ไต้เหนือ
คุ่มคุ่มดุ่มตามเรือ รอบข้าง
ปลุกหนุ่มรุมโห่เสือ สวบโขยด โดดแฮ
เด็กด่าคว้าฟืนขว้าง ก่อให้ไฟโพลงฯ
(๒๐๗) ๏ เสือชุมหนุ่มแน่นหนั้ง รวังไฟ
ดึกยิ่งวิ่งเวียรไว แวดล้อม
จำเปนเซนพระไพร เพราะเหญื่อ เสือแฮ
ตัดตับกับเนื้อพร้อม พร่ำตั้งสังเวยฯ
(๒๐๘) ๏ เยนเยียบเงียบสงัดเงื้อม เงาครึม
อารักศักสิทพึม พุ่มไม้
ทิ้งทูตพูดงึมงึม เงี่ยง่วง ทรวงเอย
จังหรีดกรีดกริ่งให้ ลเหี่ยเศร้าหาวนอนฯ
(๒๐๙) ๏ ดึกดื่นฝืนเนตรหนั้ง ฟังเสียง
แม่ม่ายลองไนเรียง แหร่ร้อง
รฦกแต่แม่ม่ายเวียง สวาดิว่าง ค้างเอย
เปนม่ายร้ายนักน้อง จต้องลองไนฯ
(๒๑๐) ๏ หนุ่มหลับคลับคล้ายเลื่อม แลเหน
เจ้าป่าหน้าปากเปน พยัฆร้าย
ขี่แรดแผดเสียงเยน ขยอกเหยื่อ เนื้อเอย
ร้องว่าลาแล้วคล้าย เคลือบเข้าเงาหายฯ
(๒๑๑) ๏ ยามสามยามสงัดไม้ ไพรพนม
พร่ำพร่ำน้ำค้างพรม พร่างพร้อย
เยนเยียบเงียบสงัดลม แลตล่ง ดงเอย
ไม่นิ่งกิ่งก้านช้อย ชื่นฉุ้มพุ่มพกาฯ
(๒๑๒) ๏ ค่อนรุ่งฝุงไก่แจ้ แจ้วเสียง
เอ๊กเอื่อยเฉื่อยสำเนียง เนื่องซ้อง
เรไรร่ายร้องเรียง รับแซ่ แม่เอย
เพียงรนาดพาดฆ้อง แข่งเจ้งเพลงจีนฯ
(๒๑๓) ๏ เกือบรุ่งฟุ้งกลิ่นเกลี้ยง เพียงสุคน
หึ่งหึ่งพึ่งเวียรวล ว่อนเคล้า
มาลีคลี่กลีบบน บานกลิ่น รรินเอย
ยิ่งรุ่งฟุ้งหอมเร้า เร่งให้ใจเจริญฯ
(๒๑๔) ๏ รื่นรื่นชื่นเช่นน้ำ อบหอม
หวนจิตคิดเคยสนอม แนบน้อง
เจือจรรกลั่นกลิ่นรอม รวยรรื่น ชื่นเอย
เคยชื่นรื่นรศต้อง ตกไร้ไกลสมรฯ
(๒๑๕) ๏ เรืองรุ่งฝูงนกร้อง ก้องดง
เรียกเร่งรถสูริยง เยี่ยมฟ้า
ล่าป่าท่าน้ำจง เจริญศุข รุกขเอย
จากฝั่งพรั่งพร้อมหน้า หนุ่มน้อยพลอยเพลินฯ
(๒๑๖) ๏ ล่วงทางบางขวากคุ้ง เขดไพร
เหนแต่แร่รกไคล เคลือบคล้ำ
ซ้ายขวาป่าสูงไสว ว่างย่าน บ้านเอย
เด็กใคร่ไปปลายน้ำ สนุกแท้แควเหนือฯ
(๒๑๗) ๏ นึกนามสามชุกถ้า ป่าดง
เกรี่ยงไร่ได้ฟ่ายลง แลกล้ำ
เรือค้าท่านั้นคง คอยเกรี่ยง เรียงเอย
รายจอดทอดท่าน้ำ นับฝ้ายขายของฯ
(๒๑๘) ๏ นางเกรี่ยงเสียงเพราะพร้อง กหนองกแหนง
สาวผูกลูกปัดแดง ประดับพร้อย
คิ้วตาน่านวลแตง ตลหม่อม จอมเอย
แค่งทู่หูยานย้อย อย่างลว้าพาคลายฯ
(๒๑๙) ๏ สามเพงเลงสะล่างไม้ ไพรสน
ป่าใหญ่ใช่เขดคน ขาดบ้าน
ร่มรื่นชื่นชมชล ซุ่มแต่ แร่เอย
ปลาว่ายสายสินสอ้าน สอาดตื้นพื้นทรายฯ
(๒๒๐) ๏ ปลาชนางคว้างแคว้งว่าย ลายแล
เลื่อมเลื่อมเล่ตุกแก กดิบกเดี้ย
ไข่ฉะนางอย่างฝักแค เขียวฉอุ่ม ชุ่มเอย
สร้อยซ่ากากดเพลี้ย พล่านน้ำคล่ำทางฯ
(๒๒๑) ๏ ไอ้บ้าอ้าปากกว้าง หางแดง
ซิวสูบสีเสียดแซง แซกซ้อน
กรีมกรายว่ายเวียรรแวง รวังม่าย หมายเอย
ฝักดาบปลาบเปลือยหล้อน แฉลบหว้ายสายสินธุ์ฯ
(๒๒๒) ๏ ปลาตเพียนเวียรว่ายเคล้า คลอเรือ
เกล็จเคลือบเหลือบเหลืองเหลือ เลื่อมพร้อย
ปลาเสือมุ่งเหมือนเสือ ส่ายโบก กโชกแฮ
หางไก่ใช่หางช้อย ชแล่มหว้ายร่ายเรียงฯ
(๒๒๓) ๏ นานาปลาน้ำถิ่น หินทราย
ชมเล่นเหนปลาดหลาย เล็กน้อย
ทางเปลี่ยวเที่ยวถึงปลาย น้ำเล่า เจ้าเอย
บนบกนกกระเตนกระต้อย ต้องร้องซ้องเสียงฯ
(๒๒๔) ๏ ถึงรวางว่างบ้านชื่อ ชัดหอม
หอนประดู่ปรูพยอม ยื่นย้อย
ดอกกระดึงพึ่งแตนตอม ต่อร่อน ว่อนแฮ
นกพริกจิกจับห้อย หกหิ้วพลิ้วแพลงฯ
(๒๒๕) ๏ ถึงแก่งแห่งท้ายย่าน บ้านทึง
หินแร่แก่เก่าตรึง กรวดก้อน
ลงเข็นเล่นน้ำอึง อาบชุ่ม หนุ่มเอย
เยนสบายหายร้อน เรื่อยร้องลองลำฯ
(๒๒๖) ๏ เอนหลังฟังดอกสร้อย สักระวา
ร้องรับขับเสภา เพื่อนพร้อม
ลำนำคร่ำครวนหา หวนเอก วิเวกเอย
ผอยหลับรับเสียงซ้อม เสนาะน้ำคำครวนฯ
(๒๒๗) ๏ หยุดเรือเหนือวัดเงื้อม เงาโพ
รื่นร่มรมยศุกโข ค่างคุ้ง
วัดมีที่พระอุโบ สดที่ กุดีแฮ
เหนพระศรทาหมุ้ง มั่นสร้างทางบุญฯ
(๒๒๘) ๏ จัดแจงแต่งตบะเหลื้อม ลายทอง
เทียรทูบท่วยแก้วรอง ดอกไม้
ลูกพลับกับกระเทียมดอง ถวายคนะ พระเอย
ย่ามร่มสมภารได้ รับพร้อมน้อมถวายฯ
(๒๒๙) ๏ ตวันเยนเหบพระพร้อม ล้อมวง
ตีปะเตะตะกร้อตรง คู่โต้
สมภารท่านก็ลง เล่นสนุก ขลุกแฮ
เข่าค่างต่างอวดโอ้ อกให้ใจหายฯ
(๒๓๐) ๏ อยุดกระกร้อฬ่อไก่ตั้ง ตีอัน
ผ้าพาดบาดเหล็กพนัน เหน็บรั้ง
ไก่แพ้แร่ขบฟัน ฟัดอุบ ทุบเอย
เจ้าวัดตัดเรือตั้ง แต่งเหล้นเยนใจฯ
(๒๓๑) ๏ เสียเทียรเสียทูบซ้ำ เสียสัทา
เสียที่มีกระมลมา โนศน้อม
เสียดายฝ่ายศาสนา สัมนะ พระเอย
เสียน่าตาหูพร้อม เพราะรู้ดูเหน
(๒๓๒) ๏ จวนค่ำจำค้างย่าน บ้านทึง
ถอยหนีที่วัดอึง แอบคุ้ง
ตรวดน้ำร่ำรำพึง แผ่ทั่ว ตัวเอย
ให้เหล่าเจ้าป่าถุ้ง เทพสริ้นดินสวรรฯ
(๒๓๓) ๏ เหมือนรู้ผู่เถ้าท่าน ทังสอง
เมียนากนามผัวทอง ผ่องแผ้ว
มาหาพ่าขาวของ คำนับ รับเอย
ท่านช่วยอวยภรแล้ว เล่ารู้บูราณ
(๒๓๔) ๏ ฝ่ายตาอายุร้อย ญี่สิบแถม
ยายสิบแปดปีแกม กับร้อย
ตามองช่องเขมแหลม ตลอดแน่ แม่เอย
ฟันปากหมากเฆี้ยวจ้อย แจ่มอ้วนนวลขาวฯ
(๒๓๕) ๏ ผู้เถ้าเล่าเรื่องอย้าน บ้านทึง
ท้าวอู่ทองมาถึง ถิ่นถุ้ง
แวะขอเชือกหนังขึง เขาไม่ ให้แฮ
สาปย่านบ้านเขดคุ้ง คี่ทึ้งทึงแปลงฯ
(๒๓๖) ๏ วัดทร่างข้างคุ้งย่าน บ้านทึง
ชื่อชัดวัดคี่ทึ้ง ถูกต้อง
ผู่เถ้าเล่าเรื่องจึง จะแจ้ง แสดงเอย
ท่านนั่งสั่งสอนพร้อง พร่ำไว้ไม้ตรีฯ
(๒๓๗) ๏ ได้ครูผู่เท่าทั้ง ยายตา
สมมุติดุจะเทวดา บอกเหล้า
ทายทักลักขณะรา ศรีทั่ว ตัวเอย
จอดน่าท่าผู่เถ้า ท่วนห้าราตรีฯ
(๒๓๘) ๏ ตวันเที่ยงเสียงวิ่งแหร้ แซ่สนอง
เสือตบขบภิขุสอง รูปม้วย
ต่อไก่ไล่นกคนอง นามเทศ เกดแฮ
เสือฟัดกัดกินด้วย บาปซ้ำกรรมหนาฯ
(๒๓๙) ๏ ต่อนกยกพเนียดตั้ง บังกาย
เสือฉีกซีกโครงทลาย ทลักท้อง
กินตับกับตโพกหาย เหนน่า ขาเอย
ภิขุทุศีลต้อง โทษนั้นทันตาฯ
(๒๔๐) ๏ ต่อไก่ไม่สู้ฟาด ขาดใจ
ที่อยู่ปู่เจ้าไป หลับเหล้า
เสือกินซิ่นตับไต ตีนน่อง ท้องแฮ
สังเวทเหตุผู่เถ้า ทักแท้แน่จริงฯ
(๒๔๑) ๏ สำเรจรู้ผู่เถ้าช่วย อวยภร
สิบประการประกอบกลอน กล่าวไว้
ขอสวัดสัฐาวอร ไว้ว่า ลาเอย
สองเท่าเฝ้าร้องไห้ ลเหี่ยลห้อยหงอยเหงาฯ
(๒๔๒) ๏ สงสารท่านสอื้นโอ้ โศกา
พลั่งพลั่งหลั่งน้ำตา ตกด้วย
หนูหนุ่มชุ่มชลนา นั่งเจ่า เหงาเอย
ร่ำว่าท่าไม่ม้วย ไม่สริ้นถวินหวังฯ
(๒๔๓) ๏เรือออกนอกท่าบ้าน ท่านยาย
ย่อไว่ไห้สอื้นฟาย มูกย้อย
เชาบ้านท่านทังหลาย แลสลด หมดเอย
ไห้มั่งทังใหญ่น้อย นั่งผร้ำน้ำตาฯ
(๒๔๔) ๏ แลลับกลับกลั้นโศก สงสาร
หนุ่มน่อยพลอยรำคาร คิดเศร้า
ทังหลายฝ่ายบูราณ รักขู่ ชู้เอย
เราพรากจากผู่เถ้า ทุกร้อนห่อนเสบยฯ
(๒๔๕) ๏ ถึงย่านบ้านกระตั้วเหล่า เชาดง
โกนจุกลูกสาวทรง สอาดสอ้าน
เชิญด้วยช่วยแต่งมง คนเกริก ฤกษเอย
โกนจุกลูกเชาบ้าน อยู่ค้างกลางคืนฯ
(๒๔๖) ๏ ฟังติปี่พาดฆ้อง กลองตโภน
เพลงไทยใส่กลองโยน ยุ่งแท้
เด็กโดดโลดเล่นโขน แขนคอก ออกเอย
ร้องขับรับอ้อแอ้ อุบเหล้าเมามายฯ
(๒๔๗) ๏ เสียงซออออ่ออ้อ เอื่อยเพลง
จับปี่เตร๋งเต้งเตง เต่งต้อง
คลุยตรุ๋ยตรุ่ยตรุ้ยเหนง เหน่งเน่ง รนาดแฮ
ฆ้องหน่องหนองน่องหน้อง ผรึ่งพรึ้งพรึ่งตโภนฯ
(๒๔๘) ๏ สาวสาวเหล่าเลี้ยงเล่น เต้นรำ
ซองหมากฝากหนุ่มนำ เนตรชม้อย
โกนจุกลูกเล็กทำ ขวันเล่า เจ้าเอย
เนตรซู่หนูหนุ่มน้อย นั่งปลื้มลืมนอนฯ
(๒๔๙) ๏ บ่วงรักดักเด็กต้อง สองตา
เปิดปากฝากคำลา เหล่าน้อง
ลงเรือเมื่อจะคลา คลอเนตร ทเวทเอย
แก่เท่าสาวส่งซ้อง แซ่หน้าอาไลยฯ
(๒๕๐) ๏ บ่วงผูกลูกรักแล้ว แร้วราย
ดักพ่อท้อที่กาย แก่แล้ว
ห่อนอยู่ซู่สมรหมาย มัติโมฆ โอขเอย
แต่เหล่าเจ้าลูกแก้ว ก่อร้อนสอนแสลงฯ
(๒๕๑) ๏ หมากพลูบูหรี่ส้ม ขนมขนุน
สาวหนุ่มรุมการุญ รักให้
ผูกมิตรคิดขอบคุณ คนเท่า สาวเอย
ทุกโศกโรคอย่าได้ เดือดร้อนนอนสบายฯ
(๒๕๒) ๏ จากย่านบ้านกระตั้วแต่ แลดู
ศรรักปักทรวงหนู เหน็บช้ำ
รักป่าน่าชื่นชู ชมเล่า เจ้าเอย
ดูถูกลูกปลายน้ำ หนุ่มต้องหมองหมางฯ
(๒๕๓) ๏ น้อยน้อยพลอยว่าน้ำ ลำสุพรรณ
สาวแก่แลคมสัน สะคร้าน
ดูมากว่าสิบวัน ตลอดแว่น แคว้นเอย
ไรจุกทุกทุกบ้าน บ่อเว้นเห็นสาวฯ
(๒๕๔) ๏ บูราณท่านว่าน้ำ สำคัน
ป่าต้นคนสุพรรณ ผ่องแผ้ว
แดนดินถิ่นที่สูพรรณ ธรรมชาด มาศเอย
ผิวจึ่งเกลี้ยงเสียงแจ้ว แจ่มน้ำคำสนองฯ
(๒๕๕) ๏ ถึงถิ่นสริ้นบ้านป่า โป่งแดง
เรือติดคิดขยาดแสยง พยัฆร้าย
สวบสวบยวบไม้แฝง ฟุ้งสาบ วาบแฮ
สองฝั่งทั้งขวาซ้าย สัตร้องซ้องเสียงฯ
(๒๕๖) ๏ คลองกระเสียวเปลี่ยวป่ากว้าง ทางโขลง
เคยถิ่นกินโป่งโทง เที่ยวเร้น
ขามช้างต่างจัดโจง กระเบนกระบิด ตี๊ดแฮ
เก็บกรวดอวดกันเหล้น ตลอดน้ำลำทางฯ
(๒๕๗) ๏ คุ้งขวางบางแวกตื้น พื้นทราย
กรวดกระจ่างพร่างพรายลาย เลื่อมพร้อย
เหมือนเม็จเพชรัตราย แอร่มอร่าม งามเอย
ฉุนว่าแววแก้วก้อย นพเก้าวาวแหวนฯ
(๒๕๘) ๏ กระเบาออกดอกรยับย้อย ห้อยหอม
พึ่งหมู่แมงภู่ตอม ไต่เคล้า
ว่าสุกลูกงามงอน เงาะป่า พวาเอย
กระทุ่มกระถินกลิ่นเร้า รื่นข้างทางจรฯ
(๒๕๙) ๏ รินรินกลิ่นเฟื่องฟุ้ง คลุ้งโขลง
ป่านอกดอกสำโรง ร่วงค้าง
เหล่าลูกผูกเรือฉโลง ลากวิ่ง จริงแฮ
เหมนเช่นเหมนชื่ออ้าง อีกล้ำสำโรงฯ
(๒๖๐) ๏ ถึงหว่างยางพี่น้อง สองยาง
เก่าแก่แต่ก่อนปาง ป่าต้น
เกิดแร่แง่งอกขวาง ขวากระ รกะแฮ
ถูกปวดรวดเร้าล้น สะล่างแหร้แง่สลอนฯ
(๒๖๑) ๏ ปลายน้ำลำคุ้งแขบ โขดเขิน
ขดค่องต้องติดพเอิญ แอ่งตื้น
จอดสองพี่น้องเพลิน พลองสะล่าง ยางเอย
ชื่นชุ่มพุ่มพฤกษครื้น คร่อมน้ำลำลหาลฯ
(๒๖๒) ๏ ปลาดเหลือเรือหนุ่มน้อย ลอยพาย
ถึงหว่างต้นยางตาย ตกน้ำ
ช่วยฉุดสุดชีพทลาย ทลักเลือด เฝือดแฮ
เมียแม่แซ่มาปล้ำ ปลุกร้องซ้องเสียงฯ
(๒๖๓) ๏ ถามเขาเล่าว่าอ้าย ฟักเฟือน
ตีแม่แร่ลงเรือน ร่านร้าย
เจ้าสองพี่น้องเหมือน มุ่งปราบ บาปแฮ
โพล่งผลักหักคออ้าย ฝักม้วยด้วยกรรมฯ
(๒๖๔) ๏ ชาวป่าภาศภเศร้า สู่สถาน
เราเปลี่ยวเหลียวเหนศาล สองพี่น้อง
อารักศักสิทชาน เชี่ยวช่วย ด้วยเอย
โป่งป่าอย่าแผ้วพ้อง พวกข้าอาไศรยฯ
(๒๖๕) ๏ สรวงจ้าวพร้าวอ่อนกล้วย ด้วยเอย
เชิญพี่น้องสองเสวย สว่างร้อน
แรกมาอย่าถือเลย ลุกระโทษ โปรดพ่อ
ขอแร่แม่เก็จก้อน กับเต้าเจ้ายางฯ
(๒๖๖) ๏ หนูน้อยพลอยร้องบ่วง สรวงศาร
เสียงฉ่ำน้ำนมหวาน แววก้อง
เบิกป่าท่าเทวถาน ถูกท่วน ขบวนเอย
หนุ่มรับสรัพเสียงซ้อง เสนาะซ้อนกลอนในฯ
(๒๖๗) ๏ เทียรจุดขุดแร่หลั้น ควันเขียว
พลุ่งพลุ่งมุ่งดูประเดียว ดุ่มคล้าย
หนุ่มเหนเช่นลิงเหลียว เลื่อนกลับ ลับแฮ
ฟุ้งพิศฤทธิแร่ร้าย รู้เถ้าเจ้าหวงฯ
(๒๖๘) ๏ เหมือนครูผู่เท่าแจ้ง แหนงใจ
รอขุดจุดเทียรไชย เช่นรู้
ดับพิศฤทธิพระไพร พรมสมุท อยุดแฮ
เดี๋ยวหนึ่งอึ่งอู้อู้ อ่อนไม้ใหญ่รเนนฯ
(๒๖๙) ๏ ลมลั่นครั่นครึกฟ้า หนาฝน
ซู่ซู่หนูวิ่งวน ว่าช้าง
เทียรดับกลับมืดมน เหมนเบื่อ เสือเอย
จวนค่ำจำอยุดค้าง คิดแก้แร่โพรงฯ
(๒๗๐) ๏ ขอนเรือเหนือน้ำนึก น้อยใจ
คราวเคราะเพราะพระไพร พี่น้อง
ขัดพระจเชิญไฟ ฟอนซู่ รู้ฤๅ
ทุ่งท่าป่าจะต้อง โตล่งสริ้นถิ่นสถานฯ
(๒๗๑) ๏ เราถือซื่อสัจสร้าง ศีลทาน
แล่งล่าฟ้าดินพญาน ย่อมรู้
หวังแร่แต่บูราณ ระงับโศก โลกเอย
จ้าวคิดปิดของขู้ มนุษนั้นฉันใดฯ
(๒๗๒) ๏ ดึกสงัดสัตสงบคลุ้ม พุ่มพง
เยนรย่อบริเวณวง หว่างไว้
เคลิ้มหลับคลับคล้ายองค์ อารัก ทักแฮ
เหนสพรั่งนั่งไหว้ ว่าฬ้อขอสะมาฯ
(๒๗๓) ๏ รูปจ้าวสาวหนุ่มล้วน นวลงาม
สองพี่มีเป็นสาม ทั่งน้อง
เรียกสองพี่น้องนาม น้องพี่ มีเอย
สามแน่แต่คำพร้อง พี่น้องสองชายฯ
(๒๗๔) ๏ เล่าความตามเรื่องแหร้ แต่หลัง
ใช่คิดบิดเบือนบัง บอกแจ้ง
ขัดเคราะเพราะยุกยัง อยู่อย่า มาเลย
กายสิทพิศกล้าแกล้ง กลบกลุ้มคลุ้มควันฯ
(๒๗๕) ๏ รู้ศึกนึกเรื่องเจ้า เล่าความ
ทราบหมดจดหมายตาม แต่งไว้
โออกตกอับยาม ยุกยาก มากเอย
บุญบวดกรวดกระสินให้ แห่งเจ้าเล่าความฯ
(๒๗๖) ๏ เหมือนรู้ผู่เถ้าเล่า จ้าวแถลง
สามอย่างต่างลายแทง ถูกต้อง
ใคร่เหนเช่นชี้แจง เจ้าบอก ดอกแฮ
ค้างย่านศารพี่น้อง พนัศร้ายหายสูรฯ
(๒๗๗) ๏ รุ่งเช้าเข้าป่ากว้าง ทางโขลง
คลองเก่าเท่าลำกระโดง โป่งช้าง
ซ้ายขวาป่าสมอโมง ไม้อุโลก โมกเอย
กระแบกกระเบาเสลาสล้าง สลับต้นคนทาฯ
(๒๗๘) ๏ ตามร่องคลองที่เจ้า เล่าความ
เด็ดดอดลอดลัดตาม ติดท้าย
เลี้ยวลดปลดปลิดหนาม หน่อคลอก ออกแฮ
เสียงแต่เนื้อเสือร้าย ร่านร้องก้องกระหึมฯ
(๒๗๙) ๏ สุดคลองหนองหนึ่งกว้าง อย่างแถลง
ที่ถิ่นดินดาดแดง ดุจพร้อง
สังเกตเขดขอบแขวง ความที่ ชี้เอย
ขึ้นค่างทางขวาท้อง ทุ่งช้างวางเวงฯ
(๒๘๐) ๏ ภบถ่อบ่อแร่น้ำ ดำนิล
เหมือนหมึกปึกปะดิน เดกคุ้ย
ปะแต่แร่ปรอดกิน แก่นเท่า เจ้าเอย
เนื้อมั่งยังขยี้หยุ้ย ยกไว้ไปแสวงฯ
(๒๘๑) ๏ ตัดทางหว่างต้นโตนด โขดสูง
เนื้อแยกแตกตื่นฝูง ฝุ่นฟุ้ง
แฝงดูหมู่นกยูง ยอบย่อง มองเอย
พรายพร่างอย่างศรีรุ้ง อร่ามเพี้ยนเขียนซนฯ
(๒๘๒) ๏ รำแพนแอ่นอกฉะแง้ แผ่หาง
หันร่ายฝ่ายฝูงนาง นกเคล้า
ตัวผู่อยู่กลางกาง กลมปีก หลีกเอย
ก้อกรีดขีดเขี่ยเท้า ท่าฟ้อนอ่อนเอียงฯ
(๒๘๓) ๏ ด้อมดูหมู่มยุรย้าย ร่ายรำ
เยี่ยงย่างนางรบำทำ ท่าฉะม้าย
เคยดูคู่เคียงรบำ รเบงกลับ ลับเอย
เหนแต่ฝูงยูงคล้าย นุชฟ้อนงอนงามฯ
(๒๘๔) ๏ ฝ่ายฝูงยูงบ่อรู้ สู่สม
สังวาดชาติเช่นพรม พระพร้อง
ตัวภู่ฟู่ฟองกลม เมียชื่น กลืนแฮ
เกิดไข่ได้พวกพ้อง เพื่อส้องฟองกสินฯ
(๒๘๕) ๏ หนุ่มหนูพรูไล่พร้อม ล้อมยูง
ปีกกระพือฮือฝูง ฟ่องฟ้า
ตานโดดโขดทรายสูง สมเล่า เจ้าเอย
เหนรอบขอบเขดหน้า สนุกแท้แลเพลินฯ
(สรล้วน)
(๒๘๖) ๏ เขาเขียวโขดคุ่มขึ้น เคียงเคียง
ร่มรื่นรุกขรังเรียง เรียบร้อย
โหมหัดหิ่งหายเหียง หัดหาด แฮ่วแฮ
ย่างใหญ่ยอดยื่นย้อย โยกโย้โยนเยนฯ
(๒๘๗) ๏ เลี้ยวทางหว่างช่องไม้ ไผ่เหลือง
ปะแต่แร่กรัดเรือง ร่วงรุ้ง
ย่องเหยียบเลียบลำเหมือง ไม้ชื่น รรื่นเอย
หอมกระถินกลิ่นฟุ้ง เฟื่องฟื้นชื่นใจฯ
(๒๘๘) ๏ สุดเหมืองเยืองขึ้นค่าง หว่างเนิน
ล้วนแร่แก่เก่าเกิน เก็บทิ้ง
พลวงเหล็กเด็กสดุดเดิน กระโดดค่าม ตามแฮ
ชมเล่นเหนเกลื่อนกลิ้ง กลาดสล้างอย่างฝันฯ
(๒๘๙) ๏ ลงเนินเดินป่ากว้าง วังเวง
ลมลั่นครั่นครืนเครง ครึกครื้น
ควายเถื่อนเกลื่อนกลุ้มเกรง เกรียวโห่ โร่แฮ
ป่าใหญ่ไม้ร่มชื้น ช่อช้อยย้อยไสวฯ
(๒๙๐) ๏ พิศพวงดวงดอกไม้ ไพรพนม
รยับรย้าน่าชม แช่มช้อย
ม่วงโมกโศกสุกกรม กรวยกร่าง สล้างเอย
ดอกดกนกน้อยน้อย เหนี่ยวไซ้ไส้เพกาฯ
(๒๙๑) ๏ ดูเดียวเปลี่ยวอกอ้าง ว้างเอย
คิดใคร่ได้คนเคย คู่ชี้
คลอเคล้าเฟ่าชื่นเชย ชมนก หกแฮ
ถามไถ่ได้กระจู้กระจี้ กระแจะแต้มแก้มหอมฯ
(ราชสีห์เทียมรถ)
(๒๙๒) ๏ ยนโศกยามเศร้ายิ่ง ทรวงเยน
คิดสุดขัดแสนเขน โศกไข้
หวนหนาวหากนึกเหน หน้าแห่ง น้องแฮ
ดวงจิตเด็จจากได้ จึ่งดิ้นจำโดยฯ
(๒๙๓) ๏ เสลาสลอดสลับสล้าง สลัดได
สอึกสอะสอมสไอ สอาดสอ้าน
มแฝ่มฟาบมเฟืองมไฟ มแฟบมฝ่อ พ่อเอย
ตขบตขาบตเคียนตคร้าน ตคร้อตไคร้ตเคราตครองฯ
(๒๙๔) ๏ ถึงธารบ้านเกรี่ยงร้าง กลางดง
ไร่ฟ่ายหมายมั่นคง คิดค้าง
รอนรอนอ่อนอัศดง แดดพยับ ลับเอย
ภักผ่อนนอนเรือนห้าง ก่อให้ไฟโพลงฯ
(๒๙๕) ๏ เหล่าลูกถูกส้มทับ พลับจีน
หักฮ่างต่างหัดปีน คล่องแขล้ว
เหนื่อยนอนอ่อนมือตีน ต่างรงับ หลับเอย
ดึกดื่นฟื้นฟังแหว้ว วิเวกวิ้วหวีวโหวยฯ
(สกัดแคร่)
(๒๙๖) ๏ หนาวลมห่มผ้าห่อน หายหนาว
ฟ้าพร่ำน้ำค้างพราว พร่างฟ้า
เด่นเดือนเกลื่อนกลาศดาว ดวงเด่น
ใจเปล่าเศร้าซบหน้า นึกน้องหมองใจฯ
(๒๙๗) ๏ ไร่เกรี่ยงเสียงหลอดโหร้ โหร่เสียง
โหว่งโหว่งโรงรายเรียง รับพร้อง
หว่างไม้ไก่ขันเคียง เสียงเอ่ก อี๋เอ้กเอย
ยามดึกนึกนุชน้อง นิ่งเศร้าเปล่าทรวงฯ
(๒๙๘) ๏ จังหรีดกรีดกริ่งร้อง ซ้องเสียง
แหร่แหร่แม่ม่ายเรียง รับซ้อง
จักกจั่นสนั่นสำเนียง เสนาะเรื่อย เฉื่อยเอย
ผี่ผิวหวิ่วโหวกร้อง รอบข้างวางเวงฯ
(๒๙๙) ๏ ค่อนคืนดืนดึกแท้ แม่เอย
เกรี่ยงไร่กระไรเลย ล่าเนื้อ
ด่องด่องย่องเหยาะเงย ฉโงกฉะงัก ทักแฮ
ปลุกหนุ่มกุมขวานเงื้อ ผงะร้องซ้องเสียงฯ
(๓๐๐) ๏ ถามไถ่ใช่เหล่าร้าย กรายมา
พูดเล่นเป็นคนชรา รักใขร้
ถามชี้ที่ว่านยา รยะย่าน บ้านเอย
ชื่อกวั่งสั่งซ้ำให้ แวะเข้าเย่าเรือนฯ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก











