Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
คำว่า Ecology ได้รากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ Oikos หมายความถึง "บ้าน" หรือ "ที่อยู่อาศัย" และ Ology หมายถึง "การศึกษา" Ecology หรือนิเวศวิทยา จึงเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งว่าด้วยการศึกษาสิ่งมีชีวิต ในแหล่งอาศัยและกินความกว้างไปถึงการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่
[แก้ไข] นิเวศวิทยา
ความหมายและประวัติของศาสตร์ทางนิเวศวิทยา
ว่านิเวศวิทยา เริ่มใช้ในจดหมายเหตุของ Henry Thoreau ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1858 ต่อมา Reiter ได้นำคำนี้มาใช้ในผลงานของเขาซึ่งพิมพ์ไว้เป็นหลักฐานในปี ค.ศ. 1865 โดยนิเวศวิทยา มาจากรากศัพท์เดิมในภาษากรีก จากคำว่า oikos ซึ่งแปลว่าบ้านหรือที่อยู่อาศัย ผสมกับคำว่า logos ซึ่งแปลว่าการศึกษา รวมเป็น oecology และต่อมาได้เขียนตามหลักภาษาอังกฤษว่า ecology ใช้เรียกศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในด้านความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับที่อยู่อาศัย แม้ว่าวิชานิเวศวิทยาได้แยกตัวออกมาจากวิชาชีววิทยาแล้วก็ตามแต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักและสนใจกันเท่าที่ควรจนกระทั่งในปี ค.ศ.1866 นักสัตววิทยาท่านหนึ่งคือ Ernst Haeckel ได้หยิบยกเอาคำนี้ขึ้นมาใช้และให้คำนิยามไว้ว่า "นิเวศวิทยาเป็นการศึกษาที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์สิ่งต่าง ๆ อย่างประหยัดของธรรมชาติ คือการศึกษาสังเกตความสัมพันธ์ทั้งมวลของสัตว์กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นอินทรียวัตถุ และอนินทรียวัตถุ" จากคำนิยามนี้จึงเป็นการกำหนดแนวทางการศึกษาทางนิเวศวิทยาแก่นักวิทยาศาสตร์ที่สนใจในแนวดังกล่าว จึงยกย่องให้ Haeckel เป็นบิดาแห่งวิชานิเวศวิทยาและเป็นผู้ก่อตั้งศาสตร์ทางด้านนี้
ตัวอย่างคำนิยามจากนักนิเวศวิทยาที่สำคัญ
- Charles Elton (1927)"นิเวศวิทยา คือวิทยาการด้านประวัติศาสตร์ของธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ของสัตว์"
- Shelford (1911) "นิเวศวิทยา คือวิทยาการด้านสังคม"
- E. P. Odum (1971) "นิเวศวิทยา คือการศึกษาทางโครงสร้างและหน้าที่ของธรรมชาติ"
- H. J. Oosting (1956) "นิเวศวิทยา คือการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่มีส่วนสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมของมัน"
จากคำนิยามต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วนี้พอสรุปได้ว่า นิเวศวิทยา คือการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับปัจจัยแวดล้อมทั้งที่เป็นสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในธรรมชาติ และเมื่อพิจารณาถึงนิเวศวิทยาป่าไม้ (forest ecology) จึงหมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างป่ากับปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภายนอกและภายใน
ประวัติความเป็นมาของศาสตร์ทางนิเวศวิทยา เริ่มมาจาก Carl Luwig Willdenow (1765-1812) ซึ่งเป็นนักพฤกษภูมิศาสตร์ ที่ได้กล่าวไว้ว่า สภาพภูมิอากาศที่เหมือนๆกันจะให้สังคมพืชที่เหมือนๆกันด้วยแม้ว่าจะอยู่หางไกลกันสักเพียงใด ต่อมา Fridrich Heinrich Alexander von Humboldt (1769-1859) ได้รับแนวคิดนี้พร้อมทั้งได้มีโอกาศเดินทางไปในที่ต่างๆของโลกรวมถึงสหรัฐอเมริกา และแต่งตำราทางพฤกษศาสตร์ขึ้นภายใต้ชื่อว่า Voyage aux regions equinoxiales และเริ่มนำคำว่า association เข้ามาจำแนกกลุ่มพืชคลุมดินโดยอาศัยหลักจากภาพลักษณ์ภายนอก
ในยุคต่อมา Schouw (1789-1852) ได้จัดตั้งระบบการตั้งชื้อ association ขึ้นจากการอาศัยชื้อสกุล (genus) ของไม้เด่นในสังคมและเพิ่มคำว่า etum เข้าไปเป็นคำลงท้าย ส่วน Anton Kerner von Marilaun (1831-1898)เป็นผู้ที่ให้ความสนใจในเรื่องของการทดแทนของสังคมพืชและยังได้กล่าวถึงลักษณะของพืชที่แสดงออกบางอย่างว่าส่วนหนึ่งเนื่องมาจากพันธุกรรมและอีกส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยแวดล้อม ส่วน August Grisebach (1814-1879) มีผลงานส่วนใหญ่ในด้านการจัดจำแนกสังคมพืชและได้ทำการบรรยายสังคมพืชนั้น ๆ ไว้มากมายโดยเฉพาะจากภาพลักษณ์ภายนอกที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ส่วน Alphonse Luis Pierre Pyramus De Candolle (1806-1893) ได้สร้างผลงานที่เด่นในเรื่อง กฎการกระจายของสังคมพืชโดยเน้นที่อุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญ ได้ทำการรวบรวมข้อมูลด้านสภาพทางภูมิอากาศจากสังคมพืชต่างๆเกือบทั้วโลกซึ่งต่อมา Koppen ได้ใช้ในการจัดจำแนกภูมิอากาศของโลกที่ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน (Gates, 1972)
การจำแนกศาสตร์ทางนิเวศวิทยา (Classification of Ecological Science)
การจำแนกศาสตร์ทางนิเวศวิทยาส่วนใหญ่อาศัยการแยกกลุ่มหรือลักษณะของสิ่งมีชีวิตหรือตามสภาพถิ่นที่อยู่อาศัย การจำแนกทางนิเวศวิทยาป่าไม้อีกทางหนึ่งโดยอาศัยหลักทางนิเวศวิทยาตามแนวทางด้านต่าง ๆ ดังภาพที่ 1
ความสำคัญของศาสตร์ด้านนิเวศวิทยาป่าไม้ (The importance of forest ecology)
ในส่วนของนิเวศวิทยาป่าไม้จึงเป็นวิชาที่ปูพื้นฐานสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทุกอย่างในป่า ไม่ว่าในรูปผลผลิตด้านเนื้อไม้ การอนุรักษ์น้ำ การอนุรักษ์ดิน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การจัดการสัตว์ป่า การอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมของพืชและสัตว์ ตลอดจนการจัดการเพื่อของป่าต่าง ๆ การจัดการพื้นที่เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจในรูปอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนรุกขชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้พื้นฐานทางนิเวศวิทยาป่าไม้ การที่จะรักษาสังคมพืชหนึ่งสังคมพืชใดไว้ในพื้นที่จำเป็นต้องรู้ถึงลักษณะของสังคมพืชนั้น ๆ องค์ประกอบของสังคม ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนด เช่นป่าเต็งรัง คงอยู่ได้ต้องอาศัยไฟป่าเป็นปัจจัยกำหนดของสังคมเป็นต้น
Kimmins (1987) กล่าวว่าป่ามิใช่เป็นเพียงการมีต้นไม้มายืนร่วมกันแต่ยังประกอบด้วย (1) ต้นไม้ (2) วัตถุสารที่ต้นไม้และสัตว์ใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยว ธาตุอาหารและความชื้น (3) พันธุ์ไม้อื่นๆ ที่มาร่วมกระทำกันก่อให้เกิดร่มเงาต่อกัน แก่งแย่งกัน อาศัยประโยชน์ต่อกัน หรือทำลายกัน (4) สัตว์ที่ใช้อาหารจากพืช อาศัยประโยชน์และให้ประโยชน์ต่อพืช (5) จุลินทรีย์ที่ได้และให้ประโยชน์โดยตรงและโดยอ้อมต่อต้นไม้ (6) ดินและบรรยากาศรวมถึงไฟป่าและความชื้นซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตในป่า
ขอขอบคุณข้อมูลจาก











