.:: ประทีปแห่งแผ่นดิน - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
ประทีปแห่งแผ่นดิน
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

[แก้ไข] ประทีปแห่งแผ่นดิน

         “พระเจ้าแผ่นดิน” ในความหมายของคนไทย ที่ไม่เคยว่างเว้นจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานแห่งประวัติศาสตร์นับพันปีนั้น คือสมบัติเทพผู้เป็นเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าของอาณาจักรที่เรียกกันว่าพระราชอาณาจักร์ ความเชื่อถืออันนี้แม้การเวลาจะเลยล่วงสู่โลกสมัยใหม่จนถึงยุคโลกาภิวัฒน์ แต่ร่องรอยและความสืบทอดแห่งระเบียบประเพณีความเชื่อนี้ก็ยังคงมีอยู่เป็นสัญลักษณ์อันพอมองเห็นได้ หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์แห่งที่ดินก็ยังคงมีคำว่า...ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่เป็นสำคัญ

        อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาและคืนวันผันเปลี่ยนไป โลกก็เปลี่ยนไปด้วยจะมีใครคิดไปถึงหรือเชื่อหรือไม่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้าแผ่นดินที่เปรียบประดุจ “ประทีปแห่งแผ่นดิน” พระองค์นี้ หลายครั้งหลายครามีพระราชกระแสให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรับสนองพระราชดำริไปจัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาพัฒนา หรือนำมาเพื่อจัดสรรแบ่งแปลงให้กับผู้ยากไร้ไว้เพื่อทำกิน ด้วยพระราชทรัพย์ของพระองค์เอง

        มีผู้กล่าวอย่างมีอารมณ์ทำนองเปรียบเทียบ แต่ก็น่าคิดว่า “พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ต้องซื้อที่ดินของพระองค์เอง” เพื่อทำประโยชน์แก่ราษฎรถ้อยคำเชิงขำขันแต่หน้าคิดนี้เป็นสิ่งที่น่านำมาคิดและพิจารณาอยู่ไม่น้อย

        เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๗ ที่ผ่านมานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะบุคคลต่างๆ เฝ้าถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา และได้ทรงเล่าเรื่องการไปซื้อที่ดินที่วัดมงคลชัยพัฒนาว่า

         “...ได้ดูสถานที่ทุกอำเภอในแผนที่ หาไปหามา ลงท้ายไปเจอวัดลงคลอยู่ห่างจากตัวเมือง ๑๐ กิโลเมตร แล้วก็เหมาะในการพัฒนา จึงไปซื้อที่ด้วยเงินสดส่วนตัว และเพื่อนฝูงได้ร่วมบริจาคเงินจำนวนหนึ่ง ได้ซื้อ ๑๕ ไร่ ใกล้วัดมงคลหรือหมู่บ้านวัดใหม่มงคล แล้วก็ส่งคนไปพบชาวบ้านเพื่อสืบถามว่าที่ดินนี้จะขายไหมเข้าก็ไม่ทราบว่ามาจากใหน...เขาเชิญขึ้นไปบนบ้าน แล้วก็บอกเขาว่ามีที่ตรงนี้ ๑๕ ไร่ ลงท้ายก็ตกลงซื้อ ก่อนที่จะจัดตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาไปซื้อที่ตรงนี้ แล้วคนพวกนั้นก็งงเหมือนกัน แต่เขาก็เล่าให้ฟังว่ามีคนมาเข้าฝันว่าพระเจ้าอยู่หัวจะมาช่วยเขาเขาก็ไม่ทราบว่าคนที่ไปเป็นใคร แต่สักครู่หนึ่งเขามองที่ปฏิทินข้างฝา เอ๊ะ! คนนี้คือคนที่อยู่ข้างหลังพระเจ้าอยู่หัว เขาจึงรู้ว่าพวกนี้มาจากพระเจ้าอยู่หัว เขาจึงบอกว่า “ขาย” ก็เลยซื้อที่ ๑๕ ไร่ เอาไปทำศูนย์บริการฯ ทางราชการ โดยพัฒนาที่ดิน การชลประทาน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการอำเภอสระบุรี ได้ช่วยกันทำโครงการ โดยใช้เงินของมูลนิธิชัยพัฒนาส่วนหนึ่งและใช้เงินของทางราชการส่วนหนึ่ง โดยวิธีขุดบ่อน้ำเพื่อที่จะให้ใช้น้ำนั้นทำการเพราะปลูกตามทฤษฎีใหม่ซึ่งยังไม่เกดขึ้น พอดีขุดบ่อน้ำนั้นเราเรียกว่ามือดี คือขุดบ่อน้ำเจอน้ำ แต่ที่ข้างๆ อื่นๆ ไม่มี ลงท้ายก็สามารถปลูกข้าว ผัก ต้นไม้ยืนต้นเป็นผลไม้และต่อมาก็ซื้อที่ดินอีก ๓๐ ไร่ เป็นศูนย์พัฒนา โดยแบ่งเป็น ๓ ส่วน คือเป็นที่สำหรับทำข้าว ทำพืชไร่ และมีที่สำหรับทำสระว่ายน้ำเวลาดำเนินการ ก็ทำอย่างธรรมดาหรือทำอย่างชาวบ้าน ในที่สุดได้ข้าว ได้ผัก ขายข้าวและขายผักมีกำไร ๒ หมื่นบาทต่อปี หมายความว่าโครงการนี้ใช้งานได้ จึงขยายโครงการตามทฤษฎีใหม่ไปทำที่อื่น คือนอกจากมีสระน้ำแล้วจะต้องมีอ่างเก็บน้ำใหญ่กว่า จึงได้รับความร่วมมือแห่งหนึ่ง ซื้อที่ดินอย่างจริงๆ ไปสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉะนั้นบริเวณนั้นจะเกิดพื้นที่พัฒนาแบบใหม่ จึงเรียกว่าทฤษฎีใหม่ ซึ่งเข้าใจว่าจะดำเนินไปได้ในที่นี้...”

        จากพระราชดำรัสที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยทั่วประเทศเล่าถึงเรื่องการซื้อที่ดินในครั้งนี้ เป็นการบังเอิญที่ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งซึ่งปลอมตัวเป็น “เสี่ย” นักจัดสรรที่ดินเข้าไปเจรจาซื้อที่ดินในรายนี้ด้วย จึงจำเป็นแน่ชัดถึงบรรยากาศในครั้งนั้น ว่ามีชาวบ้านเป็นกลุ่มๆ ออกมายืนมองและซุบซิบกันทำนองแปลกประหลาดใจ ว่าเหตุการณ์จึงมีผู้สนใจจะซื้อที่ที่ไม่น่าสนใจแถวนี้ จะนำไปทำสวนไร่นาก็เห็นกันอยู่แล้วแจ้งชัดว่าแห้งแล้งเกินกว่าจะได้ผล จะเอาไปจัดสรรหรือสร้างคอนโดมิเนียมก็ไกลตัวเมืองและห่างความเจริญเกินไป หรือว่าพวกเสื่อที่มาถามซื้อที่นี้เป็นพวกหลอกลวงสิบแปดมงกุฎ เพราะดูไปจริงๆ แล้วราศีของเสี่ยหรือเศรษฐีก็ไม่จับใครเลย มิหนำซ้ำยังหน้าตาแปลกๆ บางคนสูงเกินไป บางคนคล้ำเกินไป บางคนใส่ว่านตาหนาเตอะ และที่สำคัญคงจะได้แก่ทั้งหมดพูดจาปราศรัยเจรจาความไม่เหมือนพ่อค้า ดังนั้นจึงเป็นที่คลางแคลงใจของคนในพื้นที่และเจ้าของที่ดิน ว่าคณะบุคคลที่หน้าตาแปลกๆ ไม่เคยเห็นมาก่อนนี้จะมาไม้ไหน

        อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ที่ได้ใช้เวลาอรรถาธิบายและทำความคุ้นเคยอยู่ครู่ใหญ่เจ้าของที่รูปร่างลำสันวัยกลางคนแก่ๆ คือค่อนไปทางอายุมากก็ได้เชื้อเชิญขึ้นไปบนบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง ซึ่งปลูกอยู่ในบริเวณที่ไม่ห่างจากวัดมงคลเท่าใดนัก เพื่อสนทนากัน ท่ามกลางเสียงสุนัขหลายตัวที่เห่ากันเกรียว ประโยคแรกๆ ที่ลุงเจ้าของบ้านและเจ้าของที่ถามไถ่ก็คือ “ใครคือคนที่จะมาซื้อที่” อาจจะเป็นเพราะความแน่ใจว่ามีความประสงค์เช่นว่านี้จริงมิใช่มาหลอกลวงหรือแกล้งมาสอบถามราคาก็เป็นได้ แต่สิ่งที่ลุงเจ้าของบ้านพร้อมด้วยญาติมิตรที่ทยอยมาชุมนุมอยู่บนชานบ้านเต็มไปหมดเพียงไม่กี่อึดใจ ตามลักษณะของสังคมยุคข่าวสารไม่มีพรมแดน ได้รับคำตอบไปก็คือ “ความคลางแคลงใจ”เพราะเราไม่สามารถจะบอกได้แน่ชัดว่า “...ใครจะมาซื้อที่” นอกจากเลื่องไปเลื่องมาว่ามีจริงก็แล้วกัน ครั้นถูกถามย้ำว่า “ผู้ใหญ่” ท่านจะมาซื้อที่ครั้นลุงถามว่า “เอาที่แบบนี้ไปทำอะไรกัน” ก็ต้องตอบว่า “เอาไปทำประโยชน์” ประโยชน์อะไรจัดสรรหรือ? ทำคอนโดหรือ? ลุงก็ได้รับคำตอบให้งุนงงต่อไปว่า “ไม่ใช่ทั้งนั้น” ท้ายที่สุดลุงและคณะชักตาเขียวและสีหน้าไม่ดี เหล่าบรรดากองเชียร์ชักพูดแซมขึ้นมาบ้างว่า “อีแบบนี้น่าจะเสียเวลาเปล่า! เจ้าของเขาไม่รีบร้อนขายหลอกเพราะเงินทองก็พอมี ไม่เดือดร้อน”

        คณะเสี่ยปลอมรู้สึกสถานการณ์จะคับขัน ก็เลยบอกว่าผู้ใหญ่จะเอาไปทำประโยชน์ให้กับประชาชนแถวนี้เอง ทำประโยชน์กับชุมชนนี้ ไม่ได้เอาไปขายต่อหรือจัดสรรเอากำไรเข้าพกเข้าห่อแต่อย่างใด ลุงถามว่า “มีด้วยหรือผู้ใหญ่แบบนี้... หรือจะเป็นนายก” พวกเราคนหนึ่งรีบแทรกว่า “ใช่แล้ว...นายกให้มาซื้อ”

        ลุงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง มองหน้าคนโน้นทีคนนี้ที กลับไปกลับมา พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นปฏิทินที่แขวนไว้ข้างฝา เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กำลังทรงงานอยู่ในถิ่นทุรกันดาร และเสี่ยปลอมทั้งหลายครบทุกคนยืนอยู่ข้างหลังพระองค์ลุงมองหน้าทุกคนอย่างตกใจเล็กน้อย


         “...เอ๊ะ! คนนี้ก็ใช่ คนนั้นก็ใช่.. หรือว่าผู้ใหญ่ที่จะมาซื้อที่นั่นคือพระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว..”

        เมื่อความแตก ลุงและชาวบ้านวัดมงคลก็ปีติตื้นตันเป็นล้นพ้น “นั่นประไร...ลูกเขยฉันเพิ่งเล่าให้ฟังว่ามีคนมาเข้าฝัน บอกว่าจะมีผู้มีบูญ-หนักศักดิ์ใหญ่มาช่วยทำให้บริเวณนี้ดีขึ้น ท่านจะมาช่วยเรา...” ป้าคนหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างปราบปลื้ม

         “ครูโรงเรียนก็เคยมีคนเก่าแก่มาเข้าฝัน...ใช่ใหม่ครู” ลุงเจ้าของบ้านถามซ้ำขึ้น ครูใหญ่โรงเรียนประถมใกล้วัดรีบตอบรับทันที

         “สองครั้งซ้ำซ้อนๆ ว่าจะมีผู้มีบุญญาธิการเสด็จมาที่นี่และช่วยประชาชนให้อยู่ดีมีสุข...”

        ในท้ายที่สุดลุงเจ้าของที่โดยการสนับสนับสนุนของสมาชิกและแวกวัดมงคลและญาติพี่น้องทั้งปวงก็ตกลงขายที่จำนาน ๑๕ ไร่ ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อนำมาทดลองแนวคิด “ทฤษฎีใหม่” ทางด้านเกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรนำไปเป็นแบบอย่างและปฏิบัติตาม ก่อนลาจากกันลุงเจ้าของก็ต่อว่าคณะเสี่ยปลอม

         “ไหนแต่แรกว่านายกจะมาซื้อที่ไง...” เสี่ยปลอมทั้งหลายไม่ตอบคำถามนี้แต่ในใจทุกคนคิดว่าก็ใช่นะสินายกแท้ๆ เลยแต่เป็นนายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ประทีปแห่งแผ่นดิน” พระองค์นี้นั่นเอง



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • จากหนังสือ ประทีปแห่งแผ่นดิน โดย. มนูญ มุกข์ประดิษฐ์
  • Thavorn.net

ภาพประกอบจาก

 
 
 
   Hosted by kapook.com