.:: ประเพณีผูกเสี่ยว - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
ประเพณีผูกเสี่ยว
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

         ประเพณีผูกเสี่ยว เป็นความเชื่อที่มีอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย เช่น ทางภาคเหนือ รวมถึงบางท้องที่ในภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน) มีประเพณีที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ หรือผูกพันกันระหว่างบุคคลทางชีวิตจิตใจ โดยเรียกว่า "เสี่ยว"


[แก้ไข]
ประเพณีผูกเสี่ยว

ภาพ:ผูกเสี่ยว02.jpg

         เสี่ยว แปลว่า "เพื่อนหรือเกลอ" คำว่า ผูกเสี่ยว มีความหมายว่า การผูกมิตรหรือการเป็นเพื่อนกัน

         เสี่ยว อาจจะเป็นบุคคลต่างเพศกันก็ได้ ถ้าหากมีความประสงค์จะเป็นเสี่ยวกัน ถ้ายิ่งเกิดเดือน วัน และเวลาเดียวกันก็จะเป็นการดี แก่กว่า หรืออ่อนกว่าจะไม่นิยมใช้คำนี้ สำหรับพิธีกรรมในการปฏิญาณเป็นเสี่ยวสำหรับชาวบ้านทั่วไป ในภาคเหนือปัจจุบันนี้ไม่ ค่อยปรากฏ เมื่อเป็นสหชาติ (เกิดร่วมปีเดียวกัน) ได้มีโอกาสคบหาสมาคมโดยอยู่ใกล้ชิดสนิทสนม ทำงาน ร่วมกันหรือเดินทางไปประกอบอาชีพด้วยกัน มีความรักใคร่ชอบพอกันเป็นพิเศษถึงขั้นไว้เนื้อเชื่อใจกันแล้ว ก็อาจพูดตกลงกันโดยปากเปล่า ไม่มีพิธีกรรมใดๆ ประกอบก็ได้ เช่นเดียวกับทางภาคอีสาน ก็ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว อาจจะเริ่มต้น จากวิธีง่ายที่สุด คือ เมื่อมีความตั้งใจจริงต่อกัน มีความถูกอกถูกใจซึ่งกันและกัน หรือจิตใจตรงกัน ทั้งสองฝ่ายก็ทำความตกลงลั่นวาจาหรือแสดงออกถึงเจตนาที่จะเป็นเสี่ยวกันได้เลย

         ภาคกลาง ชาวไทยภาคกลางโดยทั่วไปมักจะใช้คำว่าเพื่อน แต่บางท้องที่ เช่น ทางภาค กลางตอนบน เช่น จังหวัดตาก เพชรบูรณ์ พิษณุโลก มีการใช้คำว่าเสี่ยว หรือ เกลอ ปะปนกันอยู่บ้าง แต่ถ้า จะให้มีน้ำหนักมีความหมายเสมอกับคำว่าเสี่ยวแล้ว ก็คงใช้คำว่า เพื่อนร่วมน้ำสาบาน เพื่อนร่วมชีวิต มิตรร่วมตาย

         ในแถบภาคอีสานตอนใต้ เช่น จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา มีประเพณีความผูกพันธ์ระหว่างเพื่อนในวัยเดียวกัน โดยเรียกฝ่ายชายเรียกว่า "เกลอ" ถ้าเป็นฝ่ายหญิงเรียกว่า "มิเรียะ" (มิตร)

         พิธีผูกเสี่ยว หรือเรียกอย่างเป็นทางการก็คือ “พิธีบายศรีสู่ขวัญ” เป็นประเพณีของชาวอีสานที่มีความหมายว่า เป็นการผูกมิตรภาพ สำหรับการต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือน หรือเป็นการรับขวัญ เรียกขวัญของผู้ที่จากบ้านไปไกลด้วยเวลาอันยาวนาน หรือผู้ที่เพิ่งหายป่วยไข้ให้มาอยู่กับเนื้อกับตัว พร้อมกับอวยพรให้อยู่เย็นเป็นสุข มีอายุมั่นขวัญยืนพร้อมกันไป ทางภาคเหนือทางล้านนามักใช้คำว่า "มิตร แก้ว สหายคำ" ชาวบ้านธรรมดาเรียกว่า " เสี่ยวฮัก เสี่ยวแพง"

[แก้ไข] พิธีกรรมในการผูกเสี่ยว

ภาพ:เสื่ยว.jpg

         โดยทั่วไป จะมีคนแก่หรือผู้อาวุโสที่มีคนเคารพนับถือ ประมาณ 2 - 3 คน เพื่อมาเป็นสักขีพยาน อุปกรณ์จะประกอบไปด้วย ขัน 1 ใบ พร้อมกับน้ำเต็มขัน มีดปลายแหลม พริกแห้ง เกลือ ด้าย 2 เส้น เทียน 2 เล่ม ผู้อาวุโสที่ เป็นสักขีพยานจะนำขันพร้อมด้วยน้ำมา แล้วเอาพริกแห้งและเกลือใส่ในขันน้ำ เอาด้ายวางพาดที่ปากขัน โดยให้มีลักษณะเป็นเครื่องหมายกากบาท แล้วเอามีดปลายแหลมตั้งลงกลางขันน้ำด้วยมือซ้าย และจุดเทียน ทั้งสองเล่มถือด้วยมือขวา หยดเทียนลงในขันน้ำพร้อมกับกล่าว "สักเค" พอกล่าวจบก็เอามีดออกจากขันน้ำ แล้วให้คู่ที่จองเกลอนั้นยกขันขึ้นเหนือศีรษะ แล้วกล่าวคำสาบานโดยมีความหมายว่า เราทั้งสองมาสาบาน ต่อกันว่าจะซื่อสัตย์ต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถ้าใครคิดคดทรยศต่อกันขอให้คนนั้นต้องมีอันเป็นไป หรือตาย ไปข้างใดข้างหนึ่ง ด้วยคมหอกคมดาบที่วางอยู่ ณ ที่นี้ เมื่อสาบานเสร็จแล้ว ก็ยกขันน้ำขึ้นดื่มน้ำสาบานต่อหน้าผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส ผู้ประกอบพิธีก็ผูกแขน (ข้อมือ) ให้แก่คู่จองเกลอทั้งสองคน เป็นอันเสร็จพิธี

         การทำพิธีบายศรีสู่ขวัญของชาวอีสาน ส่วนใหญ่จะทำโดยการนิมนต์พระสงฆ์อย่างน้อย 5 รูป มาเจริญพระพุทธมนต์ ตั้งบาตรน้ำมนต์เสร็จแล้วประพรมน้ำมนต์ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา ถ้ามีศรัทธาพอจะถวายภัตตาหารเช้า หรือเพลพระสงฆ์ด้วยก็ได้ ส่วนการจัดพานบายศรีนั้นจะขาดไม่ได้ ปกติต้องจัดด้วยพานทองเหลือง และมีสัมฤทธิ์ (ขันลงหิน) หลายๆ ใบซ้อนกัน มีใบตอง ดอกไม้สด ด้ายสำหรับผูกข้อมือ อาจจัดเป็นชั้นๆ เช่น 3 ชั้น 5 ชั้น หรือ 7 ชั้น แล้วแต่ความสามารถ แต่คนเก่าคนแก่จะกล่าวว่า ถ้า 3 ชั้นและ 5 ชั้น จะเป็นของคนธรรมดา แต่ถ้า 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น จะสำหรับเชื้อพระวงศ์และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชั้นล่างของพานขวัญจะเป็นพานมีบายศรีทำด้วยใบตอง ดอกไม้ ไข่ต้ม ขนม กล้วย อ้อย ปั้นข้าว เงินฮาง มีด ด้ามแก้ว ชั้น 2, 3, 4 จะได้ตกแต่งด้วยใบศรีและดอกไม้ ซึ่งมักจะเป็นดอกฝาง ดอกดาวเรือง ดอกรัก ใบเงิน ใบคำ ใบคูน ใบยอป่า ส่วนชั้นที่ 5 จะมีใบศรีและด้ายผูกข้อมือ เทียนเวียนหัวทำด้วยขี้ผึ้งของเจ้าของขวัญ


         นอกจากพานขวัญแล้วจะมีเครื่องบูชาและอื่นๆ เช่น ขันบูชา มีพานขนาดกลางสำหรับวางผ้า 1 ผืน แพร 1 วา หวี กระจกเงา น้ำอบ น้ำหอม สร้อย แหวน ของผู้เป็นเจ้าของขวัญ สำหรับด้ายผูกข้อมือนั้นต้องเป็นด้ายดิบ นำมาจับเป็นวงยาวพอที่จะพันรอบข้อมือได้ โบราณถือว่าคนธรรมดา วงละ 3 เส้น ผู้ดีมีศักดิ์ตระกูล 5 เส้น เมื่อวงแล้วให้เด็ดหรือดึงให้ขาดเป็นเส้นๆ ห้ามใช้มีดตัดจะใช้มีดตัดได้เฉพาะด้ายที่มัดศพเท่านั้น

         ด้ายผูกแขนนี้อย่าพึ่งดึงทิ้งต้องรอให้ผ่านไป 3 วันก่อนแล้วค่อยดึงออก ห้ามทิ้งลงที่สกปรกเพราะถือว่าเป็นของดีของศักดิ์สิทธิ์ควรเก็บรักษาไว้เพราะเชื่อว่าสามารถป้องกันอันตรายได้

         ซึ่งจะเห็นได้ว่าพิธีผูกเสี่ยวหรือบายศรีสู่ขวัญนี้เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอีสานที่ร่างเป็นระเบียบแบบแผนไว้ และก็เป็นธรรมดาที่ประเพณีนี้อาจมีความ แตกต่างกันออกไปบ้างขึ้นอยู่กับการพัฒนาและความเจริญโดยให้เหมาะสมกับกาลสมัย แต่มูลฐานของประเพณีนี้ก็ยังคงอยู่และคงต้องเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่จะต้องรักษามรดกอันสำคัญนี้ให้ยั่งยืนสืบไป เพื่อแสดงถึงการมีวัฒนธรรมอันเป็นชาติบ้านเมืองของเรา จากที่กล่าวมาข้างต้น การผูกเสี่ยวนั้นได้แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตของชาวไทยแทบทุกภูมิภาค แต่ที่จะชมได้ง่ายและธรรมเนียมที่ยึดถือปฏิบัติได้เคร่งครัด ก็คือ ภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ยังคงสงวนรักษา ประเพณีอันดีงามนี้ไว้จนถึงทุกวันนี้

         การเปรียบเทียบคำว่า "เสี่ยว" กับวัฒนธรรมอื่น อาจทำให้เข้าใจความหมายของคำนี้ได้ดีขึ้น เขายกตัวอย่างของ "เสี่ยว" ในประวัติศาสตร์ เช่น เมื่อ สามกษัตริย์ คือ พญามังราย พ่อขุนรามคำแหง และ พญางำเมือง กรีดเลือดสาบานกันเป็นสหาย อันนำไปสู่การสร้างเมืองเชียงใหม่ การสาบานเป็นสหายครั้งนั้น ถือได้ว่าเป็นความหมายที่เหมือนกับการ "ผูกเสี่ยว" ของอีสาน หรือในครั้ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเชิญผู้ที่เกิดวันเวลาเดียวกับพระองค์ มาร่วมสังสรรค์และดื่มเลือดสาบานเป็น " พระสหชาติ " นั่นก็เป็นความหมายของ "เสี่ยว" ได้เช่นกัน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 
 
 
   Hosted by kapook.com