Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
[แก้ไข] กรอบแนวคิด
การพัฒนากรอบแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในความหมายเชิงทฤษฎีของกลุ่มนักคิดต่างๆ พอสรุปได้ว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาการดำรงชีวิตและดำรงชาติที่ก้าวพ้นเพดานความคิดแบบตะวันตกที่มีลักษณะเป็นเอกนิยมและทวินิยม แต่ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีลักษณะเป็นพหุนิยมที่ยอมรับการดำรงอยู่ร่วมกันของสิ่งที่แตกต่างกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีความขัดแย้ง ซึ่งมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทยที่เชื่อมโยงทุกมิติของวิถีชีวิตเข้าด้วยกัน จึงเป็นทฤษฎีแบบบูรณาการเป็นองค์รวม ทั้งเป็นปรัชญาที่มองสถานการณ์โลกเชิงระบบที่มีลักษณะพลวัตร มีความเป็นสากล เข้าใจง่าย และสามารถนำมาปฏิบัติได้ผลจริง จึงมีพลังสูงในการกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติมีความสุขได้ตามอัตภาพที่เหมาะสมกับสถานะของตน โดยประยุกต์ใช้ได้กับการปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับตลอดเวลา ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งมีความสมสมัยในการชี้นำสังคมให้สามารถรอดพ้นวิกฤต และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนและการพัฒนาประเทศภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้เป็นอย่างดี
ดังนั้น แนวคิดการพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงสามารถพิจารณาจำแนกออกได้เป็น ๔ องค์ประกอบหลัก๗ ดังนี้
แนวคิดหลัก : “แนวทางการดำรงอยู่และการปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและการบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์”
แนวคิดการพัฒนาประเทศไทยให้สามารถดำรงอยู่ในประชาคมโลกท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้อย่างมั่นคง มีเกียรติศักดิ์ศรี สงบสุขและสันติกับนานาประเทศ และเป็น สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน นั้น จำเป็นต้องทบทวนหา ดุลยภาพเชิงพลวัตใหม่ เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์และวิถีการพัฒนาประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลางบนพื้นฐานความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจและสังคมในชนบทกับในเมือง เพื่อให้เกิดความสมดุลพอดีระหว่าง ความเข้มแข็งในการพึ่งตนเองของประชาชนและชุมชนท้องถิ่นในชนบทที่เป็นฐานรากของสังคมและความสมดุลในประโยชน์ของการพัฒนาแก่ทุกภาคส่วนเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรม กับ ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของภาคธุรกิจในเมืองและความร่วมมือเป็นเครือข่ายพันธมิตรการพัฒนากับประเทศต่างๆ ในโลกยุคโลกาภิวัตน์
เป้าประสงค์ : “ให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี”
เป้าประสงค์การพัฒนาประเทศ จึงต้องมุ่งสร้างความสมดุลของวิถีการพัฒนาให้เกิดขึ้นในทุกมิติของการพัฒนาแบบองค์รวมที่มี คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา เป็นการบูรณาการเชื่อมโยงทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการเมืองเข้าด้วยกัน รวมทั้งสร้างความสมดุลระหว่างมิติทางวัตถุกับจิตใจของคนในชาติ ขณะเดียวกันต้องสร้างความสมดุลของการพัฒนาระหว่างภายในประเทศกับโลกภายนอก โดยต้อง รู้เท่าทันโลกาภิวัตน์ สามารถปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบจากความผันผวนของกระแสโลกาภิวัตน์ สามารถกลั่นกรองเลือกรับในสิ่งที่จะสร้างโอกาสการพัฒนาและป้องกันภัยคุกคามจากโลกภายนอก ทั้งด้านวัตถุ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี
หลักการ : “ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน”
การวางแผนยุทธศาสตร์และการดำเนินการพัฒนาและบริหารประเทศ รวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการในทุกระดับ จะต้องยึดหลักการ ความพอเพียง ซึ่งมีคุณลักษณะสำคัญ ๓ ประการที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกันอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ จำเป็นต้องใช้หลัก ความมีเหตุผล ในการคิดวิเคราะห์เหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องและคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ โดยรู้จักประมาณคือ รู้เรา ว่าสถานะของประเทศเป็นอย่างไร มีจุดแข็งและจุดอ่อนในการพัฒนาเรื่องใดบ้าง และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกยุคโลกาภิวัตน์คือ รู้เขา โดยต้องเข้าใจถึงโอกาสและภัยคุกคาม ข้อดีและข้อเสียที่เกิดขึ้นจากกระแสโลกาภิวัตน์ เพื่อที่จะรู้จักเลือกรับหรือนำสิ่งที่ดีและมีความเหมาะสมมาประยุกต์ใช้และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเป็นภัยคุกคามประเทศ
วิธีคิดอย่างมีเหตุผลดังกล่าวนี้ จะนำไปสู่การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงหรือใช้หลัก ความพอประมาณ ในการพัฒนาประเทศให้เป็นไปอย่างสมดุล บนพื้นฐานความพอดีระหว่าง ความสามารถในการพึ่งตนเองกับความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก และระหว่าง สังคมชนบทกับสังคมเมือง โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล และมีการเตรียมการจัดการความเสี่ยงด้วย ระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ให้พอเพียงพร้อมรับผลกระทบและเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ
เงื่อนไขพื้นฐาน : “จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ”
ในการขับเคลื่อนกระบวนการวางแผนและการพัฒนาทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามหลักการ ความพอเพียง นั้น จำเป็นจะต้องใช้ ความรอบรู้ ทั้งความรู้ในหลักวิชาและความรู้ในตัวคนที่สะสมจากประสบการณ์ชีวิตจริงเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีความรอบคอบในการนำความรู้เหล่านี้มาพิจารณาให้เชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างรอบด้าน และนำไปใช้ในการวางแผนและดำเนินการพัฒนาอย่างระมัดระวัง เป็นไปตามลำดับขั้นตอนและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของวิถีชีวิตสังคมไทย เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลวและเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างศีลธรรมทางจิตใจของคนในชาติในทุกภาคส่วนและทุกระดับ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักวิชาการ และนักธุรกิจเอกชน ให้มีสำนึกใน คุณธรรม มีจริยธรรมและความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่และดำเนินชีวิตด้วย ความเพียร คือ ความอดทนขยันหมั่นเพียร มีสติปัญญา ความรอบรู้และความรอบคอบ อันจะเป็น ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ให้พร้อมเผชิญต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ
[แก้ไข] การประยุกต์ใช้กับบริบทการพัฒนาประเทศ
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาหลังยุคสงครามเย็นสิ้นสุดลง โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ที่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสารสนเทศ ทำให้เกิดภาวะการพึ่งพาอาศัยและเชื่อมโยงกันของสังคมโลก เกิดการเคลื่อนย้ายของประชากรและแรงงาน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค และอาชญากรรมข้ามชาติ ขณะที่กระแสประชาธิปไตยมีอิทธิพลต่อแนวคิดและค่านิยมในการให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน การพิทักษ์สิทธิมนุษยชน การคุ้มครองสิทธิเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมทั้งกระแสการผลักดันการปฏิรูปในเรื่องโลกาภิบาลและการจัดการระบบเศรษฐกิจโลกให้มีความโปร่งใสและมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางลัทธิอุดมการณ์ได้ผ่อนคลายลง และภัยคุกคามต่อความมั่นคงได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ไปสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจและการค้า ภายใต้ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมที่เป็นระบบเดียวของโลกปัจจุบัน โดยกระแสการค้าและการเงินเสรีเป็นไปอย่างเข้มข้น มีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค การกำหนดข้อตกลง กติกาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศใหม่ๆ ตลอดจนมีการพัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างหลากหลายและก้าวกระโดด ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบในเวทีการค้าโลก ทำให้ภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น และจะส่งผลให้การต่างประเทศทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในสหัสวรรษใหม่
ประเทศไทยนับเป็นประเทศเล็กในประชาคมโลก จึงย่อมถูกกระแสโลกผลักดันให้ต้องดำเนินไปในทิศทางเดียวกับประเทศอื่นๆ โดยต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กับประชาคมโลกมากขึ้น ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หากประเทศไทยเลือกที่จะดำเนินไปในระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมตามกระแสโลกอย่างขาดความรู้เท่าทันโลกาภิวัตน์ และขาดความเข้าใจในบริบทของตนเอง ก็จะเกิดภาวะความเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นดังเช่นที่ประเทศไทยต้องประสบปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างรุนแรงมาแล้วในอดีต ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องแสวงหาจุดยืนของตนเองให้เหมาะสม โดยอัญเชิญหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลางที่ยอมรับการดำรงอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างได้อย่างสอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัตน์และบริบทสังคมไทย เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤตและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงในประชาคมโลก
กระบวนทรรศน์การพัฒนาประเทศไทยในระยะ ๑๐-๑๕ ปีข้างหน้า ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นการพัฒนาแบบองค์รวมที่ยึด คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา อยู่บนพื้นฐานของ ดุลยภาพเชิงพลวัต ที่เชื่อมโยงทุกมิติอย่างบูรณาการ ทั้งมิติตัวคน สังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและการเมือง ขณะเดียวกันยอมรับความแตกต่างระหว่างระบบเศรษฐกิจและสังคมในชนบทกับในเมือง โดยมุ่งสร้างดุลยภาพการพัฒนาระหว่าง ความเข้มแข็งในการพึ่งตนเองของประชาชนและชุมชนท้องถิ่นในชนบทที่เป็นฐานรากของสังคม และความสมดุลในประโยชน์ของการพัฒนาแก่ทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม กับ ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของภาคธุรกิจในเมือง และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรการพัฒนาในเวทีโลก โดยให้ความสำคัญกับการนำทุนของประเทศที่มีศักยภาพและความได้เปรียบด้านอัตลักษณ์คุณค่าของชาติ ทั้ง ทุนสังคม ทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ทุนเศรษฐกิจ มาใช้ประโยชน์อย่างบูรณาการและเกื้อกูลกัน พร้อมทั้งเสริมสร้างให้แข็งแกร่งเป็นเสมือนเสาเข็มหลักในการพัฒนาประเทศให้มั่นคงและสมดุล ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างระบบและวัฒนธรรมธรรมาภิบาลและประชาธิปไตยในทุกภาคส่วนและทุกระดับ โดยใช้ความรอบรู้ คุณธรรมและความเพียรในกระบวนการพัฒนาที่อยู่บนหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผลและมีภูมิคุ้มกันที่ดีให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ได้เป็นอย่างดี เพื่อนำไปสู่สังคมไทยที่พึงปรารถนาคือ สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน โดยมีบริบทการพัฒนาประเทศที่สำคัญ ๕ ประการ ดังต่อไปนี้
(๑) การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมแห่งศีลธรรมและฐานความรู้
โดยที่ คน หรือ ทุนมนุษย์ เป็นทุนสังคมที่สำคัญที่สุด และมีบทบาทเป็นทั้งผู้สร้างการพัฒนาและผู้ได้รับผลจากการพัฒนา จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพคนในทุกมิติ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา โดยเริ่มจากการเสริมสร้าง สุขภาวะ ของประชาชนให้มีสุขภาพแข็งแรงและมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีให้สามารถดูแลตนเองได้ และมีกำลังทำประโยชน์ต่อส่วนรวม และให้ความสำคัญต่อการสร้าง ภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ของคน โดยเสริมสร้างบทบาทของสถาบันครอบครัว (บ้าน) สถาบันทางศาสนา (วัด) และสถาบันการศึกษา (โรงเรียน) ในการยึดเหนี่ยวจิตใจ สร้างศรัทธาและปลูกฝังให้คนหยั่งลึกใน ศีลธรรมพื้นฐาน๙ คือ การเคารพในศักดิ์ศรี คุณค่า สิทธิและหน้าที่ของความเป็นคนอย่างเท่าเทียมกัน ยึดมั่นในคุณความดีทั้งต่อตนเองและผู้อื่น สำนึกใน คุณธรรม มีจริยธรรมในการดำเนินชีวิตและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ความไม่โลภและไม่เบียดเบียนผู้อื่น ความเมตตา ความรู้ รัก สามัคคี ความรักชาติและทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และมี ความเพียร คือ ความอดทน ขยันหมั่นเพียร มีสติ ปัญญาและรอบคอบ อันจะทำให้ดำเนินวิถีชีวิตอย่างมีความสุข รู้จักประมาณตน มีเหตุผลและรอบคอบ ระมัดระวัง นำไปสู่ สังคมแห่งศีลธรรมความดี ที่มีความสมดุลระหว่าง โลกวัตถุ กับ จิตวิญญาณ และมีความสันติสุข พร้อมไปกับการพัฒนาคนให้มี ปัญญาหรือความรอบรู้ ให้รู้ตัวเองและรู้นอกตัว โดยเชื่อมโยงฐานความรู้ในตัวคนจากชีวิตจริงเข้ากับฐานความรู้ในหลักวิชาอย่างบูรณาการให้รู้รอบด้าน กระตุ้นให้ใฝ่รู้และส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิปัญญาในตัวคนที่มีหลากหลาย และถ่ายทอดเป็นภูมิปัญญาเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ นำไปสู่ สังคมแห่งการเรียนรู้ อันจะเป็นภูมิคุ้มกันให้คนมีความรอบรู้เท่าทันและพร้อมเผชิญต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกได้
ขณะเดียวกันพัฒนา สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ อย่างเป็นระบบ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย และสอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัตน์ โดยให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในแนวพึ่งตนเอง หรือมีความได้เปรียบทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นลำดับแรก เน้นเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการผลิตมากกว่าการบริโภคของประชาชนโดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย หรือเน้นเทคโนโลยีที่ใช้ประโยชน์จากทุนทรัพยากรธรรมชาติและทุนมนุษย์อย่างสอดคล้องกับวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม๑๐ โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว และจากทุน วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีคุณค่าหลากหลายซึ่งต้องรักษาและสืบสานสู่คนรุ่นหลัง โดยนำมาต่อยอดผสมผสานกับองค์ความรู้สมัยใหม่ให้เป็นจุดแข็งในการสร้างสรรค์คุณค่าเพิ่มในการผลิตสินค้าและบริการของไทย รวมตลอดทั้งพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับศักยภาพความได้เปรียบในการผลิตสินค้าไทย อาทิ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุ และนาโนเทคโนโลยี เพื่อสร้างรากฐานของอุตสาหกรรมไทยให้สามารถพึ่งตนเองทางเทคโนโลยีได้มากขึ้น ลดการพึ่งพาความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ อันจะเป็นการเพิ่มผลิตภาพและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยคุกคามที่เกิดจากกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วของโลก
(๒) การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและพัฒนาเครือข่ายเชื่อมโยงสู่ระดับจังหวัดและภายนอก
เพื่อสร้างความสมดุลในประโยชน์ของการพัฒนาแก่ทุกภาคส่วนเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรม เป็นการพัฒนา เศรษฐกิจประชาชน และ สังคมชนบท ที่ให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่มและพลังความร่วมมือของประชาชนใน การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยการพัฒนาแบบองค์รวมที่ยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพื่อให้เกิดความสมดุลของการพัฒนาและความยั่งยืนของการใช้ทุน ทั้งทุนเศรษฐกิจ ทุนสังคม วัฒนธรรมและภูมิปัญญา และทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการและเกื้อกูลกัน สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ในแต่ละชุมชนท้องถิ่น ซึ่งมีอัตลักษณ์และความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น “เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” โดยยึดมั่นในหลักการเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็น ภูมิคุ้มกัน ต่อผลกระทบที่ชุมชนท้องถิ่นอาจได้รับจากภายนอกและกระแสโลกาภิวัตน์ คือ การใช้ชีวิตบนพื้นฐานของการรู้จักตนเอง รู้จักพัฒนาตนเอง การคิดพึ่งพาตนเองและพึ่งพาซึ่งกันและกัน ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ และ การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง รู้จักลดกิเลสและความต้องการของตนเองลง และทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมมากขึ้น
ทั้งนี้ กระบวนการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นควรเป็นไปตามลำดับขั้นตอน เริ่มจาก การพึ่งตนเอง ในระดับครอบครัวในเรื่องปัจจัยสี่แล้วจึงพัฒนาตนเองให้ สามารถอยู่ได้อย่างพอเพียง ด้วยการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้และอดออมให้พอมีพอกินพอใช้ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น แก้ไขปัญหาตามเหตุและปัจจัยด้วยความสามารถและศักยภาพที่ตนเองมีอยู่ก่อนคิดพึ่งผู้อื่น เมื่อมีความเข้มแข็งและเป็นอิสระแล้ว จึงพัฒนาขึ้นมาเป็นการแลกเปลี่ยนในขั้นพึ่งพากันและกัน นำไปสู่การรวมกลุ่มกันในระดับชุมชนและท้องถิ่น และทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม โดยมี การจัดการความรู้และกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ให้ค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง ได้รับอำนาจและสิทธิในการเข้าถึงและจัดการทรัพยากร สามารถตัดสินใจได้อย่างเป็นอิสระ และจัดการ ทุน ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นเพื่อบรรเทาปัญหาความยากจนในชุมชน และมีธรรมาภิบาลในการจัดการองค์กรชุมชนท้องถิ่นจนสามารถ พึ่งพาตนเอง ในระดับชุมชนท้องถิ่น แล้วจึงพัฒนา เครือข่าย สู่ภายนอกกับชุมชนอื่นแบบช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
นอกจากนี้ ภาครัฐและภาคส่วนอื่นๆ ต้องมีบทบาทสนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน โดยยึดหลักการทำงานแนวพระราชดำริ ภูมิสังคม และ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เพื่อสร้าง สันติสมานฉันท์และความเจริญที่ยั่งยืน ปรับกลไกและกระบวนการทำงานให้เอื้อต่อวิถีการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่น กระจายอำนาจและให้ความรู้แก่ชุมชนและท้องถิ่นให้สามารถบริหารจัดการตนเอง และสนับสนุนการสร้างเครือข่ายวิถีเศรษฐกิจชุมชนและวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็ง และสามารถพัฒนาเชื่อมโยงกับภายนอกอย่างเป็นลำดับขั้นตอน อันจะทำให้ชุมชนท้องถิ่นดำรงอยู่ได้อย่างมีอัตลักษณ์ มีศักดิ์ศรีและอยู่อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัดในลักษณะเชื่อมโยงและพึ่งพากันให้เข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสการพัฒนา สร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นในภูมิภาคและชนบท และขยายเชื่อมโยงสู่โลกาภิวัตน์ตามศักยภาพและโอกาสของพื้นที่ควบคู่ไปด้วย
(๓) การพัฒนาเศรษฐกิจไทยบนฐานการผลิตที่แข็งแกร่งของประเทศ
เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ของ เศรษฐกิจธุรกิจ ที่สามารถใช้ประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์ได้อย่างชาญฉลาด รู้เท่าทันและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ โดยการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานการผลิตที่เป็นจุดแข็งแกร่งของประเทศ หรือการผลิตบนฐานความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศไทยในระยะยาว ซึ่งอยู่บนพื้นฐานศักยภาพและความได้เปรียบด้านอัตลักษณ์และคุณค่าของทุนสังคม ทุนทรัพยากรธรรมชาติ และทุนเศรษฐกิจ ที่มีสะสมมานานของชาติ ซึ่งประเทศอื่นเลียนแบบได้ยาก และคนไทยสามารถต่อยอดความรู้ พัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นได้ด้วยตนเอง เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานหรือทุนที่มีอยู่เดิมในประเทศ ดังนั้น จึงต้องปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศให้เข้มแข็งและแข่งขันได้ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการบนฐานองค์ความรู้ โดยเน้นการสร้างคุณค่าให้กับสินค้าและบริการของไทยที่มีจุดเด่นด้านวัฒนธรรม อัธยาศัยไมตรี และเอกลักษณ์ความเป็นไทย เพื่อพัฒนา ความเก่ง ในการแข่งขันยุคโลกาภิวัตน์
ในการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถแข่งขันได้ต้องยึดหลัก พึ่งพากันและกัน โดยใช้กระบวนการพัฒนาเครือข่ายรวมกลุ่มกันเป็นคลัสเตอร์ และเชื่อมโยงห่วงโซ่ บนฐานความรู้และนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพมาตรฐาน ความรวดเร็วในการประกอบธุรกิจ นำไปสู่การเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและบริการ โดยภาครัฐมีบทบาทสนับสนุนด้านการพัฒนาคุณภาพคน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมืองและระบบโลจิสติกส์ และบริหารนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมให้มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีระบบการจัดการความเสี่ยงให้เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายนอกและภายใน มีการส่งเสริมการออม เพิ่มทางเลือกการระดมทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทน ที่จะช่วยลดความเสี่ยงและการพึ่งพาต่างประเทศ และให้มีการกระจายรายได้และผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเป็นธรรมในทุกภาคส่วนเศรษฐกิจและสังคม ตลอดทั้งการเสริมสร้างความร่วมมือเป็นพันธมิตรการพัฒนากับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ เพื่อเพิ่มบทบาทและความสามารถการแข่งขันในเวทีโลก
พลวัตการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของกระแสการค้าการลงทุนเสรีในยุคโลกาภิวัตน์ นำมาซึ่งความหลากหลายและซับซ้อนในภาคการผลิตและบริการ องค์ความรู้ เทคโนโลยีใหม่ๆ และนวัตกรรมที่ได้ถูกคิดค้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การประกอบธุรกิจมิได้มุ่งเพียงตอบสนองความต้องการภายในประเทศเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศด้วย ภาคธุรกิจเอกชนจึงต้องมี ความรอบรู้เท่าทัน บริบทการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สามารถตัดสินใจทางธุรกิจและบริหารจัดการกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในทุกสถานการณ์เพื่อเป็น ภูมิคุ้มกันที่ดีในธุรกิจ นอกจากนี้ การประกอบธุรกิจต้องคำนึงถึง หลักพอประมาณและความมีเหตุผลในเชิงธุรกิจ ในการพัฒนาตนเองเพื่อดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน มีความรับผิดชอบ ไม่เบียดเบียนทั้งต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการและต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เมื่อธุรกิจเข้มแข็งแล้วควรมีส่วนร่วมสร้างชุมชนและสังคมให้เข้มแข็งและน่าอยู่ ซึ่งไม่เพียงสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมจากการคืนกำไรให้กับสังคม แต่ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรอย่างยั่งยืนด้วย
(๔) การสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพและคุณภาพสิ่งแวดล้อม
เพื่อให้สามารถรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทุนทรัพยากรธรรมชาติ รักษาความสมดุลของระบบนิเวศ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ให้เป็นฐานการดำรงวิถีชีวิตของประชาชนและชุมชนท้องถิ่นในสังคมชนบทได้อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยอนุรักษ์ฟื้นฟูดิน ลุ่มน้ำ ป่าไม้ ชายฝั่งทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างความเป็นธรรมให้ชุมชนมีสิทธิในการเข้าถึงและจัดการทรัพยากร ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและสร้างจิตสำนึกของประชาชนและชุมชนให้มี จริยธรรม ในการอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า พร้อมทั้งพัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ ที่อยู่บนฐานความรู้ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น และความสามารถในการจัดการของชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสุขภาพ โดยพัฒนาอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ให้เกิดกระบวนการพึ่งตนเองของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างมั่นคง แล้วจึงขยายโอกาส สร้างเครือข่าย ยกระดับภูมิปัญญาและนวัตกรรม สร้างคุณค่าเพิ่มของการผลิตสินค้าและบริการให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจระดับประเทศและตลาดโลกในระยะยาว
นอกจากนี้ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องส่งเสริมให้เกิด การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน โดยปรับเปลี่ยนแบบแผนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และปรับพฤติกรรมการบริโภคของคนในสังคม โดยเฉพาะในสังคมเมือง ให้มุ่งสู่ ความพอเพียง มากขึ้น รวมทั้งมีการจัดการมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพและควบคุมมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
(๕) การเสริมสร้างระบบและวัฒนธรรมธรรมาภิบาลและประชาธิปไตยในสังคมไทย
เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้กับทุกภาคส่วนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และประเทศไทยมีเสถียรภาพสามารถยกระดับขึ้นสู่ความเป็นสากลในประชาคมโลก โดยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้าง กลไก และกระบวนการบริหารจัดการประเทศบนหลักธรรมาภิบาลและประชาธิปไตย ที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคปัจเจกชนและครอบครัว มีส่วนร่วมผนึกพลังขับเคลื่อนการพัฒนาและการบริหารจัดการสังคมไทย ให้มีการสร้างความโปร่งใสของกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งจะทำให้การทุจริตประพฤติมิชอบกระทำได้ยาก มีความรับผิดชอบตรวจสอบได้ และรับผิดชอบต่อผลการตัดสินใจ รวมทั้งมีกฎเกณฑ์ที่ดีกำหนดความสัมพันธ์ของทุกภาคส่วนที่ยุติธรรมชัดเจน และสร้าง สิทธิ และการยอมรับในส่วนรวมของแต่ละภาคส่วนในสังคม
ในด้านการบริหารจัดการภาครัฐ จำเป็นต้องลดขนาดของภาครัฐให้เล็กกระทัดรัดและมีประสิทธิภาพ โดยปรับบทบาทภารกิจจากเดิมที่ใช้อำนาจควบคุมและสั่งการมาเป็นการกำกับดูแลและสนับสนุนบทบาทของภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชนให้มีการดำเนินการร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วนการพัฒนา และลดบทบาทและอำนาจของส่วนราชการในส่วนกลางลง โดยเพิ่มบทบาท มอบอำนาจและกระจายอำนาจการตัดสินใจและดำเนินการให้แก่ส่วนราชการในพื้นที่ คือ ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งปรับกลไกและกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรของประเทศให้สนับสนุนการพัฒนาในระดับพื้นที่และชุมชนท้องถิ่น ให้จังหวัดสามารถตั้งและรับการจัดสรรทรัพยากรโดยตรงเองได้ เพื่อนำมาพัฒนาจังหวัดให้สอดคล้องกับ ภูมิสังคม และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและความต้องการของประชาชน
ขณะเดียวกัน ปฏิรูปภาคธุรกิจเอกชนให้โปร่งใสและถูกต้องเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยลดการผูกขาด เร่งการแข่งขันที่เป็นธรรมและคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมไปกับเร่งสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมและภาคประชาชน และเพิ่มการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการประเทศให้เกิดการคานอำนาจภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน รวมตลอดทั้งเสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตย ให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนในสังคมไทย โดยเฉพาะการวางรากฐานกระบวนการประชาธิปไตยโดยเพิ่มอำนาจแก่ประชาชนมากขึ้น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ











