Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

ความเกี่ยวเนื่องของสายสกุลวงศ์ พระปชาบดีโคตมีเถรี ทรงเป็นผู้หนึ่งซึ่งเป็นพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้า พระประยูรญาติของพระพุทธเจ้ามีอยู่ 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายพระบิดา ตั้งเมืองหลวงอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโรหิณี ชื่อเมืองกบิลพัสดุ์ ฝ่ายพระมารดาตั้งเมืองหลวงอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำสายเดียวกันนี้ชื่อเมืองเทวทหะ ทั้ง 2 เมืองอยู่ในแคว้นสักกชนบท ถ้าเปรียบให้ใกล้กับชีวิตคนไทยเราก็เหมือนลาวกับไทย ตั้งประเทศชาติบ้านเมืองอยู่คนละฟากของแม่น้ำโขง วงศ์แห่งพระประยูรญาติฝ่ายพระบิดาของพระพุทธเจ้าเรียกว่า ศากยะหรือศากยวงศ์ ส่วนวงศ์ของฝ่ายพระมารดา เรียกว่า วงศ์โกลิยะหรือโกลิวงศ์ ความเกี่ยวเนื่องของสายสกุลวงศ์ พระปชาบดีโคตมีเถรี ทรงเป็นผู้หนึ่งซึ่งเป็นพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้า พระประยูรญาติของพระพุทธเจ้ามีอยู่ 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายพระบิดา ตั้งเมืองหลวงอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโรหิณี ชื่อเมืองกบิลพัสดุ์ ฝ่ายพระมารดาตั้งเมืองหลวงอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำสายเดียวกันนี้ชื่อเมืองเทวทหะ ทั้ง 2 เมืองอยู่ในแคว้นสักกชนบท ถ้าเปรียบให้ใกล้กับชีวิตคนไทยเราก็เหมือนลาวกับไทย ตั้งประเทศชาติบ้านเมืองอยู่คนละฟากของแม่น้ำโขง วงศ์แห่งพระประยูรญาติฝ่ายพระบิดาของพระพุทธเจ้าเรียกว่า ศากยะหรือศากยวงศ์ ส่วนวงศ์ของฝ่ายพระมารดา เรียกว่า วงศ์โกลิยะหรือโกลิวงศ์
[แก้ไข] พระนางมหาปชาบดีโคตมี
พระเจ้าสุทโธทนะ พระบิดาของพระพุทธเจ้าทรงกำเนิดจากศากยวงศ์และพระนางสิริมหามายา พระมารดาของพระพุทธเจ้า ทรงกำเนิดจากโกลิยวงศ์ เมื่อพระนางสิริมหามายาประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมาได้เพียง 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็สิ้นพระชนม์ พระนางสิริมหามายาทรงมีน้องสาวอยู่ท่านหนึ่งคือ พระนางมหาปชาบดีโคตมี
พระประยูรญาติของพระพุทธเจ้าทั้ง 2 ฝ่าย อยู่ในสายสกุลโครฃตมะพระพุทธเจ้าทรงมีพระนามตามภาษาบาลีว่า สัทธัตโถ โคตโม ทับศัพท์เป็นไทยว่า สิทธัตถะ โคตมะ หรือสิทธัตถะ โคดม เมื่อทรงผนวชและได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ทรงได้รับการขนานนามเรียกโดยทั่วไปว่าสมโณ โคตโม ทับศัพท์เป็นไทยว่า พระสมณะโคตมะ หรือพระสมณโคดม โคตโม หรือโคตมะ หรือโคดม นั้น เป็นภาษาใช้เรียกเพศชายถ้าใช้เรียกเพศสตรีก็เป็น โคตมี เพราะฉะนั้นคำว่า โคตมีต่อท้ายพระนามพระนางมหาปชาบดี ซึ่งมักเขียนและพูดติดกันเป็นคำเดียวกันว่ามหาปชาบดีโคตมี จึงหมายถึงสกุลของพระนางดังกล่าว
พระภิกษุที่บวชได้ 10 พรรษาขึ้นไป จัดเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ มีคำเรียกต่อท้ายชื่อว่าเถระ ส่วนสตรีที่บวชเป็นพระภิกษุณีพรรษา 12 พรรษาขึ้นไป มีคำเรียกต่อท้ายว่า เถรี คำว่า เถระและเถรีนั้น ต่างกันเพียงรูปคำ คือ เถระ หมายถึงนักบวชเพศชาย และเถรี หมายถึงนักบวชสตรีที่มีพรรษา 12 พรรษาขึ้นไปดังกล่าวแล้ว
พระนางสิริมหามายาทรงอภิเษกเป็นพระมเสีของพระเจ้าสุทโธนะศากยราช แห่งพระนครกบิลพัสดุ์ ต่อมาพระบรมโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายาราชเทวี พอประสูติพระราชโอรสคือเจ้าชายสิทธิธัตถะได้เพียง ๗ วัน พระนางสิริมหามายาราชเทวี ก็สวรรคตไปบังเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ชั้นดุสิต พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบการเลี้ยงดูเจ้าชายสิทธัตถะแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี ผู้มีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉา ( พระน้านาง ) ซึ่งต่อมาได้สถาปนาพระนางไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี และได้ประสูติพระราชโอรสนามว่า “ นันทกุมาร ” และพระธิดานามว่า “ รูปนันทา ”
ซึ่งต่อมาเจ้าชายและเจ้าหญิงทั้ง 2 พระองค์นี้ ได้เสด็จออกบวชเป็นพระภิกษุและพระภิกษุณีได้ปฏิบัติธรรมจนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งคู่ พระนางทรงรักเจ้าชายสิทธิตถะยิ่งกว่าเจ้าชายและเจ้าหญิงซึ่งเป็นพระโอรสและพระธิดาของพระนางเอง
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกทรงผนวช จนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปทรงประกาศพระศาสนายังเมืองและแคว้นต่าง ๆ และได้เสด็จไปโปรดพระประยูรญาติ ซึ่งมีพระเจ้าสุทโธทนะพระบิดาเป็นประมุข ทำให้บรรดาเจ้าชายที่เป็นพระประยูรญาติทั้ง 2 ฝ่ายตามเสด็จออกบวชเป็นพระสาวกกันมาก เจ้าชายนันทะ โอรสของพระนางมหาปชาบดีโคตมีก็ออกบวช ราหุลกุมารโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้า ก็ออกบวชเป็นสามเณรองค์แรก
พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระบิดาที่เมืองกบิลพัสดุ์หลายครั้งครั้งแรกทรงเทศนาโปรดพระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดาทรงฟังจบแล้วได้สำเร็จอริยบุคคลเป็นพระโสดาบัน ฟังครั้งที่ 3 และที่ 3 ได้สำเร็จเลื่อนขึ้นเป็นพระสกิทาคามีและอนาคามี ครั้งสุดท้ายจวนสิ้นพระชนม์ทรงพระประชวรหนัก พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปเทศนาโปรดอีก พระเจ้าสุทโธทนะได้สำเร็จอรหันต์แล้วนิพพาน
พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ ซึ่งส่วนมากเป็นอดีตเจ้าชายพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้าทั้งสองฝ่าย ได้ทรงถวายพระเพลิงพระศพพระเจ้าสุทโธทนะ หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นิโครธาราม ซึ่งพระประยูรญาติจัดสร้างถวายเป็นวัดที่ประทับ ซึ่งอยู่ในไกลจากชานเมืองกบิลพัสดุ์ด้านหนึ่ง และอยู่ใกล้ป่ามหาวันอีกด้านหนึ่ง ณ ที่นี้ พระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งทรงได้เห็นเหตุการณ์ของโลกและบ้านเมืองมาโดยตลอด ได้ทรงเห็นบรรดาเจ้าชายทั้ง 2 ฝ่ายตามเสด็จออกบวชกันมาก พระเจ้าสุทโธทนะผู้เป็นพระราชสามีก็นิพพานจากไปแล้ว จึงมีพระทัยใฝ่ทางความสงบ จึงเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยบรรดาเจ้าหญิงศากยะที่เรียกเป็นคำศัพท์ว่า เจ้าหญิงสากิยานี จำนวนมาก เจตนาที่พระนางมหาปชาบดีโคตมีเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งนี้คือความต้องการให้พระพุทธเจ้าประทานอนุญาตให้สตรีมีสิทธิ์ได้บวชเหมือนอย่างบรรดากุลบุตรหรือเพศชายทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงทราบพระดำริและพระประสงค์ของพระนางมหาปชาบดีโคตมีและทรงปฏิเสธ พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงอ้อนวอนขอร้องหรือรบเร้าเป็นครั้งที่ 2 พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธอีก ทรงขอร้องอีกเป็นครั้งที่ 3 พระพุทธเจ้าก็ทรงปฏิเสธอีก พระนางมหาปชาบดีโคตมีเสียพระทัย กันแสง พระอัสสุชลหรือน้ำตานองพระพักตร์ ได้พาบรรดาเจ้าหญิงศากยะกราบทูลลาพระพุทธเจ้ากลับเข้าเมืองกบิลพัสดุ์ด้วยความผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากนั้นไม่นาน พระพุทธเจ้าได้เสด็จจากเมืองกบิลพัสดุ์แห่งแคว้นสักกชนบทเข้าสู่แคว้นวัชชี ซึ่งมีเมืองไพศาลีเป็นเมืองหลวง พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกตามเสด็จจำนวนมาก ไปประทับอยู่ที่กุฎาคารศาลาใกล้ป่ามหาวัน กุฎาคารสาลา คือ อาคารเรียนยอด หรืออาคารที่ทำเป็นยอดเหมือนปราสาท ซึ่งเจ้านครไพศาลีและชาวเมืองสร้างไว้เป็นที่ประทับสำหรับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ ในเวลาเสด็จมายังเมืองไพศาลี กุฎาคารศาลา อยู่ใกล้ป่าที่เรียกว่า มหาวัน แต่เป็นป่าคนละแห่งกับป่าที่ชื่อ มหาวัน ที่อยู่แคว้นสักกชนบท ซึ่งพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้าได้สร้างวัดที่ชื่อ นิโครธาราม ถวายให้เป็นที่ประทับ แม้จะทรงผิดหวังที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธการรับสตรีเข้าบวชในพระศาสนา แต่พระนางมหาปชาบดีโคตมีก็ไม่ท้อแท้พระทัย ได้เจ้าไปทูลขออนุญาตเจ้าชายมหานาม ซึ่งเป็นรัชทายาทสืบต่อจากพระเจ้าสุทโธทานะเพื่อเสด็จติดตามพระพุทธเจ้าไปยังเมืองไพศาลีพร้อมด้วยเจ้าหญิงศากยะจำนวนมาก เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว พระนางมหาปชาบดีโคตมี พร้อมด้วยเจ้าหญิงศากยะทั้งหมดได้ปลงพระเกศาและครองผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด เหมือนเครื่องนุ่งห่มของนักบวชเพศชาย เช่น พระภิกษุทั่วไป แล้วชวนกันออกเดินทางจากแคว้นสักกชนบท มุ่งสู่แคว้นวัชชี ด้วยระยะทางไกลอันทุรกันดารได้รับความลำบากแสนสาหัส
เมื่อไปถึงทางเข้าประตูกุฎาคารศาลาซึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่พร้อมด้วยหมู่พระสงฆ์สาวก พระนางทรงยืนกันแสงอยู่ที่นั่น ความทราบถึงพระอานนท์ ซึ่งเป็นพระภิกษุอุปัฎฐากของพระพุทธเจ้าและโดยศักดิ์เป็นอนุชาของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นลูกพี่ลูกน้องกันกับพระพุทธเจ้า (พระบิดาของพระอานนท์เป็นพระอนุชาหรือน้องชายของพระเจ้าสุทโธทนะพระบิดาของพระพุทธเจ้า) โดยสายสัมพันธ์แห่งวงศ์สกุล พระอานนท์กับพระนางปชาบดีโคตมีก็อยู่ในวงศ์พระประยูรญาติของพระเจ้าเหมือนกัน พระอานนท์ออกมาต้อนรับพระนางปชาบดีโคตมีและคณะเจ้าหญิงศากยะ ท่านทรายเรื่องทั้งหมดแล้ว ก็นำความขึ้นกราบทูลรายงานพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงรับทราบการมาถึงของพระนางปชาบดีโคตมีและเจ้าหญิงศากยะ แต่ทรงปฏิเสธอย่างที่เคยทรงปฏิเสธที่จะรับสตรีเข้าบวชในพระศาสนา พระอานนท์กราบทูลอ้อนวอนขอให้ทรงอนุญาตให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีและเจ้าหญิงศากยะได้บวชเป็นพระภิกษุณี พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ แม้พระอานนท์จะกราบทูลอ้อนวอนถึง 3 ครั้ง พระพุทธเจ้าก็ทรงปฏิเสธทุกครั้ง
พระอานนท์ไม่สิ้นหวัง กราบทูลว่า สตรีที่เมื่อได้บวชเป็นพระภิกษุณีแล้ว ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนมีสิทธิ์จะได้สำเร็จมรรคผลอย่างกุลบุตรเพศชายที่ได้บวชเป็นภิกษุสงฆ์ หรือหาไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “มีสิทธิ์สำเร็จมรรคผลได้”พระอานนท์กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงเห็นแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมีที่เคยทรงมีพระคุณูปการแก่พระพุทธเจ้าเป็นเอนกประการ พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า ถ้าพระนางมหาปชาบดีโคตมี ประสงค์จะบวชก็ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 8 ประการ
เงื่อนไข 8 ประการ นั้นเรียกเป็นคำศัพท์ว่า ครุธรรม หมายถึงหลักการคล้ายธรรมนูญ ซึ่งสตรีที่บวชเป็นภิกษุณีจะต้องทำตามเงื่อนไข ข้อบังคับ 8 ข้อคือ
1. พระภิกษุณีแม้บวชแล้วได้ร้อยพรรษา ต้องเคารพนบไหว้พระภิกษุแม้บวชใหม่ในวันนั้นเทียบพระภิกษุกับคฤหัสถ์ชาวบ้าน แม้ชาวบ้านจะอายุมากถึงร้อยปีก็จะต้องเป็นฝ่ายเคารพนบไหว้พระภิกษุที่แม้บวชใหม่เพียงวันเดียวเพราะเพศพระภิกษุสูงกว่า
2. พระภิกษุณีจะจำพรรษาอยู่โดดเดี่ยวโดยไม่มีพระภิกษุไม่ได้ต้องมีสำนักอยู่เป็นเอกเทศในเขตวัดที่มีพระภิกษุอยู่ด้วย หรือไม่ก็อยู่ใกล้หมู่บ้านที่สุด ข้อนี้เป็นประโยชน์แก่พระภิกษณีที่จะมีเครื่องป้องกันคุ้มครองเพราะกรณีสตรีเพศอยู่โดดเดี่ยวตามลำพังนั้น เป็นอันตรายในเรื่องถูกคุกคามทางเพศ
3. พระภิกษุณี ต้องปฏิบัติกิจ 2 อย่างทุกครึ่งเดือน คือ สอบถามอุโบสถและรับโอวาทจากพระภิกษุสงฆ์ สอบถามอุโบสถก็ว่า วันนี้เป็นวันพระ 15 ค่ำ เป็นวันพระสงฆ์ลงอุโบสถทำสังฆกรรมสวดสอบทานปาฏิโมกข์หรือไม่ และคอยฟังคำให้โอวาทตักเตือนจากพระภิกษุเจ้าหน้าที่ที่คณะสงฆ์แต่งตั้งให้สอนพระภิกษุณี
4. พระภิกษุณีจำพรรษาแล้ว เวลาจะทำพิธีออกพรรษาด้วยการปวารณาต้องทำพิธีออกพรรษา 2 ครั้ง คือ ทำพิธีในที่ประชุมสงฆ์ที่เป็นฝ่ายพระภิกษุณี และจะต้องทำในฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เทียบให้เข้าใจง่ายก็ว่า สังฆกรรมปวารณาออกพรรษาของพระภิกษุณีเหมือนพิธีกรรมที่ต้องผ่าน 2 สภา คือ สภาสงฆ์พระภิกษุณีและสภาพระภิกษุสงฆ์
5. พระภิกษุณีต้องอาบัติหนัก ซึ่งรองจากปาราชิก (ปาราชิกต้องแล้วขาดจากความเป็นพระ) ต้องอยู่ปริวาสกรร ซึ่งภาษาชาวบ้านไทยเราเรียกว่า อยู่กรรม หรือ เข้ากรรม เพื่อสารภาพล้างอาบัติคล้ายพิธีล้างบาปของศาสนาอื่น เป็นเวลา 15 วัน ส่วนพระภิกษุอยู่กรรมเพียง 6 วัน
6. ก่อนบวชเป็นพระภิกษุณี สตรีที่จะบวชต้องรักษาศีล 6 ข้อ (5 ข้อ เหมือนศีลห้า อีก 1 ข้อห้ามฉันข้าวเย็นตั้งแต่เวลาหลังเที่ยงวันเป็นต้นไป เป็นเวลา 2 ปี ขาดไม่ได้ ถ้าขาดข้อหนึ่งข้อใดต้องเริ่มต้นนับเวลารักษาใหม่
ข้อนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันสตรีมีครรภ์โดยไม่รู้ตัวเข้ามาบวชในขณะตั้งครรภ์ รวมทั้งป้องกันกรณีจะต้องเลี้ยงลูกเล็ก ๆ ยังไม่หย่านมในระหว่างบวชด้วย
7. พระภิกษุณีจะต้องไม่บริภาษหรือด่าพระภิกษุ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้นหมายความว่า แม้จะเห็นพระภิกษุประพฤติมิชอบก็ด่าว่าไม่ได้
8. พระภิกษุณีต้องไม่สอนพระภิกษุ แต่จะเป็นฝ่ายรับการสอนจากพระภิกษุเท่านั้น
พระอานนท์ ได้นำรายละเอียดของครุธรรมทั้ง 8 ข้อมาเสนอให้พระนางมหาปชาบดีโคตมี เพื่อรับพิจารณา และถามว่าจะรับได้หรือไม่ พระนางมหาปชาบดีโคตรมี น้อมรับด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมีและเจ้าหญิงศากยะทั้งหมดยอมรับครุธรรมแล้ว การบวชเป็นพระภิกษุณีของสตรีดังกล่าวก็เป็นอันสมบูรณ์พระนางมหาปชาบดีโคตมีจึงได้ชื่อว่า บวชเป็นพระภิกษุณีด้วยการยอมรับครุธรรม ไม่ต้องมีพิธีกรรมอย่างอื่น
ภายหลังเมื่อมีพระภิกษุณีมากขึ้น บรรดาพระภิกษุณีรุ่นหลังได้พูดกันด้วยความรู้สึกว่า พระนางมหาปชาบดีโคตมีมิได้บวชอย่างพวกตนบวชกัน พวกตนบวชมีพระอุปัชฌาย์ทั้งฝ่ายพระภิกษุณี และฝ่ายพระภิกษุสงฆ์พระพุทธเจ้าทราบเรื่องนี้ จึงทรงประชุมสงฆ์ทั้งฝ่ายพระภิกษุและฝ่ายพระภิกษุณี ตรัสว่า พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้ชื่อว่าบวชโดยชอบแล้วเพราะเท่ากับว่าท่านได้บวชกับพระองค์และพระองค์เป็นอุปัชฌาย์
เมื่อพระนางปชาบดีโคตมีได้บวชเป็นพระภิกษุณีแล้ว พระนางเห็นว่า ตนเองบวชเมื่อมีอายุมาก ไม่อาจจะศึกษาธรรมให้กว้างขวางอย่างผู้มีอายุยังน้อยได้ จึงเข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงแสดงหลักธรรมโดยสรุป อันเหมาะแก่สภาพของท่านที่สามารถจะนำปฏิบัติได้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอันมีสาระสำคัญเกี่ยวกับหลักวินิจฉัยว่าอย่างใดเป็นธรรมคำสั่งคำสอนของพระองค์และอย่างใดไม่เป็น ความสรุปมีว่า ธรรมเหล่าใด
- เป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ
- .เป็นไปเพื่อประกอบทุกข์
- เป็นไปเพื่อสะสมกองกิเลส
- เป็นไปเพื่อความทะยานอยากใหญ่
- เป็นไปเพื่อความไม่ยินดีเฉพาะสิ่งของที่เป็นของตน แต่ชอบยินดีสิ่งที่เป็นของคนอื่น
- .เป็นไปเพื่อความคลุกคลีเกี่ยวข้องหรือมั่วสุมด้วยหมู่คณะ
- เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
- เป็นไปเพื่อทำตนให้เป็นคนเลี้ยงยาก อยู่ยากกินยาก
ธรรมเหล่านั้นมิใช่คำสั่งและคำสอนของพระองค์ แต่ธรรมเหล่าใดที่เป็นไปในทางตรงกันข้ามจากแนวทางของธรรมทั้ง 8 ดังกล่าวนั้นธรรมเหล่านั้นชื่อว่าเป็นคำสั่งและคำสอนของพระองค์ พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้ทรงจำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้ง 8 ข้อนี้ไปเป็นแนวปฏิบัติ จนได้สำเร็จมรรคผลขั้นอรหันต์
พระภิกษุณีนั้น มีสำนักอยู่เป็นเอกเทศต่างหาก ไม่ปนกับที่อยู่ของพระภิกษุณีสงฆ์ สำนักนั้นเรียกว่า ภิกขณูปัสสัย แปลว่า สำนักพระภิกษุณี เทียบกับเมืองไทยพอให้ได้ก็คล้ายสำนักแม่ชีซึ่งมีอยู่ตามวัด ซึ่งไม่ปะปนอยู่ ในเขตสงฆ์ ด้วยครุธรรมอันเป็นข้อบังคับมีอยู่ข้อหนึ่งว่าพระภิกษุณีจะอยู่เป็นเอกเทศไม่ได้ เวลาจะไปรับโอวาทจากพระภิกษุสงฆ์จะต้องไปเป็นคณะอย่างน้อย 2-3 รูป รับโอวาทแล้วจึงนำมาบอกพระภิกษุณีด้วยกันว่านี้ พระภิกษุสงฆ์ให้โอวาทคำสอนเรื่องนั้นเรื่องนี้
ครั้งหนึ่ง มีพระภิกษุซึ่งไม่เคร่งครัดพระธรรมวินัยกลุ่มหนึ่งไปสอนพระภิกษุณีถึงสำนักพระภิกษุณี เป็นเหตุให้เกิดครหาติเตียน จนความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติพระวินัยห้ามพระภิกษุไปสอนพระภิกษุณีถึงสำนักที่อยู่อาศัย ต่อมาอีกครั้งหนึ่ง พระนางมหาปชาบดีโคตมีอาพาธ พระภิกษุที่เป็นลูกเป็นหลานเชื้อสายศากยะได้พากันไปเยี่ยมถึงสำนักที่อยู่อาศัย พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้ขอร้องพระภิกษุเหล่านั้นแสดงธรรมให้ฟัง พระภิกษุเหล่านั้นไม่กล้าแสดง ด้วยเกรงว่าจะผิดพระวินัย
ครั้นพระพุทธเจ้าทรงทราบว่า พระนางมหาปชาบดีโคตมีอาพาธก็เสด็จไปเยี่ยม พระนางได้กราบทูลเรื่องดังกล่าวให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธเจ้าจึงทรงแก้ไขพระพุทธบัญญัตินั้นลดลงเป็นว่าพระภิกษุไปสอนธรรมพระภิกษุณีผู้อาพาธเป็นไข้ได้ถึงสำนัก พระนางมหาปชาบดีโคตมีนั้น เป็นพระภิกษุณีที่อายุมากกว่าบรรดาพระภิกษุณีทั้งหมด พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระนางว่าเป็นพระภิกษุณีผู้มีรัตตัญญูภาพ ฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ผู้ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่ามีรัตตัญญูภาพหรือเป็นรัตตัญญู คือ พระอัญญาโกณฑญญะ พระสาวกองค์แรกของพระพุทธเจ้า ซึ่งอยู่ในจำนวนพระเบญจวัคคีย์
รัตตัญญูภาพ หรือรัตตัญญู หมายถึง บุคคลอายุมาก เกิดนานผ่านโลกมามาก ได้ประสบพบเห็นเหตุการณ์มามาก เจนจบเรื่องโลกและชีวิต บุคคลเช่นนี้ย่อมเป็นดุจคลังความรู้ของคนรุ่นหลัง เป็นที่เชื่อถือและเคารพนับถือของคนรุ่นหลัง
พระภิกษุบางรูปเมื่อบวชมาแล้วไม่ตั้งใจที่จะศึกษาปฏิบิตอย่างจริงจังพระนางก็เอาพระทัยใส่ว่ากล่าวตักเตือนได้ด้วยตนเอง แต่องค์ใดที่ไม่สามารถตักเตือนได้ ก็กราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบพระพุทธเจ้ก็ทรงวางกฎเกณฑ์ให้ภิกษุณีประพฤติปฏิบัติด้วยการต้องไปฟังธรรม จะส่งคนอื่นไปฟังแทนไม่ได้
เนื่องจากระเบียบในทางวินัยปฏิบัติบางอย่างเหมาะสำหรับภิกษุสงฆ์ แต่มีปัญหาสำหรับภิกษุณีซึ่งเป็นสตรีเพศ พระนางเห็นว่ามีปัญหาก็มากราบทูลขอพุทธานุญาตพิเศษ สำหรับภิกษุณีให้ปฏิบัติได้ เพื่อความสะอาดเรียบร้อย เหมาะสมแก่ฐานะของสตรีเพศที่เป็นนักบวช เป็นต้น
ท่านได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สถาบันภิกษุณี และพระพุทธศาสนาเยี่ยงพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นเวลานาน ท่านดำรงชีวิตอยู่ถึง 120 ปี ก็นิพพานไปท่ามกลางความเศร้าโศกและอาลัยรักของปวงชน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก












