Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
[แก้ไข] พระปรมาภิไธย
พระปรมาภิไธย หมายถึง ชื่อของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ ทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงมีพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า 'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร' พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ท่านยาว ๆ ทั้งนั้น รัชกาลนี้น่ะสั้นแล้ว ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระปรมาภิไธยยาวกว่านี้มาก เขียนเต็มหน้ากระดาษเลยทีเดียว ดังนั้นการเอ่ยอ้างพระปรมาภิไธยจึงกล่าวแต่เพียงคำนำหน้าที่เรียกกันว่าพระราชฐานันดรนาม เช่น 'พระบาทสมเด็จพระปรมินทร' หรือ ปรเมนทร ต่อด้วยพระปรมาภิไธยประโยคต้นประโยคเดียว แล้วทำเครื่องหมายไปยาลไว้ จากนั้นจะเชิญสร้อยพระปรมาภิไธยประโยคท้ายมาต่อก็ได้ เช่นรัชกาลปัจจุบันอาจออกขานพระปรมาภิไธยเพียงว่า 'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร' ก็ได้ ที่มาย่อเป็นตัวอักษร ๓ ตัว คือ ภปร นั้น เรียกกันว่าพระปรมาภิไธยย่อ ภ ย่อมาจากพระปรมาภิไธยประโยคแรก คือ 'มหาภูมิพลอดุลยเดช' ส่วน ปร หมายถึง ปรมราชาธิราช ในการลงพระปรมาภิไธยในเอกสารทางราชการ พระมหากษัตริย์ทรงเซ็นเฉพาะพระปรมาภิไธยประโยคแรก และต่อด้วยคำว่า ปร เช่น รัชกาลที่ ๕ ทรงเซ็นว่า 'จุฬาลงกรณ ปร' รัชกาลที่ ๗ ทรงเซ็นว่า 'ประชาธิปก ปร' รัชกาลปัจจุบันทรงเซ็นว่า 'ภูมิพลอดุลยเดช ปร'
เมื่อได้พูดถึงพระปรมาภิไธยย่อมาแล้ว ก็เลยขอกล่าวถึงพระปรมาภิไธยย่อในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อทราบไว้พอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาด้วย
รัชกาลที่ ๑ ใช้อักษรย่อว่า 'จปร' ย่อมาจาก 'มหาจักรีบรมนาถ ปรมราชาธิราช'
รัชกาลที่ ๒ ใช้อักษรย่อว่า 'อปร' ย่อมาจาก 'มหาอิศรสุนทร ปรมราชาธิราช'
รัชกาลที่ ๓ ใช้อักษรย่อว่า 'จปร' ย่อมาจาก 'มหาเจษฎาบดินทร ปรมราชาธิราช'
รัชกาลที่ ๔ ใช้อักษรย่อ 'มปร' ย่อมาจาก 'มหามงกุฎ ปรมราชาธิราช'
รัชกาลที่ ๕ ใช้อักษรย่อ 'จปร' ย่อมาจาก 'มหาจุฬาลงกรณ ปรมราชาธิราช'
รัชกาลที่ ๖ ใช้อักษรย่อ 'วปร' ย่อมาจาก 'มหาวชิราวุธ ปรมราชาธิราช'
รัชกาลที่ ๗ ใช้อักษรย่อ 'ปปร' ย่อมาจาก 'มหาประชาธิปก ปรมราชาธิราช'
รัชกาลที่ ๘ ใช้อักษรย่อ 'อปร' ย่อมาจาก 'มหาอานันทมหิดล ปรมราชาธิราช'
รัชกาลที่ ๙ ใช้อักษรย่อ 'ภปร' ย่อมาจาก 'มหาภูมิพลอดุลยเดช ปรมราชาธิราช'
โปรดสังเกตดูอักษรพระปรมาภิไธยย่อจะซ้ำกันบ้างเป็นบางรัชกาล เพื่อจะให้ทราบว่าเป็นรัชกาลใด เวลาประดิษฐ์เป็นตราท่านใส่หมายเลขประจำรัชกาลไว้ในระหว่างพระจอนพระมหามงกุฎ ถ้าเขียนเป็นข้อความอาจมีเลขประจำรัชกาลต่อท้ายเมื่อจำเป็น"
พระบรมนามาภิไธย (พฺระ-บอ-รม-มะ-นา-มา-พิ-ไท) และ พระปรมาภิไธย (พฺระ-ปะ-ระ-มา-พิ-ไท) เป็นคำที่หมายถึง ชื่อ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. คำว่า พระบรมนามาภิไธย ประกอบด้วยคำว่า พระ + บรม + นาม + อภิไธย, ส่วนคำว่า พระปรมาภิไธย ก็ประกอบด้วยคำว่า พระ + ปรม + อภิไธย.
คำว่า นาม แปลว่า ชื่อ, อภิไธย ก็แปลว่า ชื่อ, ทั้ง พระบรมนามาภิไธย และพระปรมาภิไธย จึงแปลว่า ชื่ออันประเสริฐยิ่ง เหมือนกัน. แต่ในภาษาไทยใช้คำว่า พระบรมนามาภิไธย หมายถึง พระนามเดิม พระนามจริงก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เช่น ด้านหลังของเหรียญมีพระบรมนามาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. ส่วนคำว่า พระปรมาภิไธย ใช้หมายถึงพระนามหลังจากที่ได้มีพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว เช่น ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ.
พระปรมาภิไธย (พระ+ปรม+อภิไธย แปลว่า ชื่ออันประเสริฐยิ่ง) หมายถึง พระนามของพระมหากษัตริย์ราชเจ้า ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ หลังจากที่ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยพระองค์ทรงโปรดให้เฉลิมพระปรมาภิไธยแด่พระองค์เอง และทรงเฉลิมพระปรมาภิไธย ถวายแด่ สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ดังนี้
- รัชกาลที่ ๑: พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
- รัชกาลที่ ๒: พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
- รัชกาลที่ ๓: พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
- รัชกาลที่ ๔: พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
นับจากนั้นเป็นต้นมา ขณะประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในทุกรัชกาล ได้จัดให้มีการจารึกพระปรมาภิไธย ลงในพระสุพรรณบัฏ เพื่อบันทึกเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่เนื่องจากพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์นั้นค่อนข้างยาว ดังนั้น จึงนิยมกล่าวพระปรมาภิไธยประโยคต้นประโยคเดียว แล้วใส่เครื่องหมายไปยาลน้อยไว้ โดยอาจจะตามด้วยสร้อยพระปรมาภิไธยประโยคท้ายด้วยก็ได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก











