.:: พระองค์คือพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
พระองค์คือพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

พระองค์คือพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย


        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ไพศาลทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศไทยและปวงชนชาวไทยตลอดมานับตั้งแต่พระองค์เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติพระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยอย่างแน่วแน่ในการที่จะทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอุทิศพระชนม์ชีพเพื่อควา,เจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและเพื่อความสุขของประชาชนชาวไทยพระองค์ทรงใช้เวลาส่วนมากแต่ละปีเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรมที่พระตำหนักตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศเพื่อทรงเยี่ยมเยือนประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรตามชนบท เพื่อพระองค์จะได้ทรงทราบถึงความทุกข์สุขและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ด้วยพระองค์ ์เองเมื่อประชาชนมีปัญหาในการประกอบอาชีพ เช่น พื้นที่มีน้ำท่วมในหน้าฝนหรือพื้นดินแห้ง แล้งในหน้าแล้ง ไม่มีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรหรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมตลอดปีทำให้ไม่มีที่ดินทำกินพื้นที่บางแห่งมีการตัดไม้ทำลายป่ามากเป็นการทำลายต้นน้ำลำธารทำให้ขาดน้ำเพื่อการเกษตรหรือทำให้เกิดดินถล่ม สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาของเกษตรกรที่จะต้องได้รับการแก้ไขพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลำบากตรากตรำเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกหนทุกแห่งในพื้นที่ทุรกันดารท่ามกลางแสงแดดหรือสายฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสายเพื่อทรงหาทางช่วยเหลือ ประชาชนที่ยากจนได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโครงการช่วยเหลือของพระองค์หลายโครงการคือ โครงการตามพระราชประสงค์ โครงการหลวง โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์โครงการตามพระราชดำริและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ


สารบัญ

[แก้ไข] โครงการช่วยเหลือของพระองค์

        ๑. โครงการตามพระราชประสงค์ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการศึกษาทดลองปฏิบัติการพัฒนาด้านต่างๆ เมื่อได้ผลก็จะนำมาช่วยเหลือประชาชน

        ๒. โครงการหลวงเพื่อพัฒนาและบำรุงรักษาต้นน้ำลำธารในบริเวณป่าเขาทางภาคเหนือและพัฒนาชาวไทยภูเขาในพื้นที่ ให้เลิกตัดไม้ทำลายป่า เลิกปลูกพืชเสพติด ให้หันมา ปลูก พืชเมืองหนาวแทน ปรากฏว่าได้ผลดี สามารถนำผลผลิตออกมาขายได้

        ๓. โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์พระราชทานข้อแนะนำและแนวพระราชดำริให้เอกชนไปดำเนินการเช่น โครงการพัฒนาหมู่บ้านสหกรณ์เนินดินแดง อำเภอทับสะแก จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์

        ๔. โครงการตามพระราชดำริเป็นโครงการที่ทรงวางแผนพัฒนาแล้วพระราชทานเป็นแนวทางให้รัฐบาลร่วมดำเนินการ

        ๕.โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นโครงการเช่นเดียวกับโครงการตามพระราชดำริ ทรงเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ขณะนี้มีกว่า ๓,๐๐๐ โครงการ ซึ่งโครงการนี้มีหลายประเภทด้วยกันคือ การเกษตร สิ่งแวดล้อมการพัฒนาแหล่งน้ำการคมนาคม การศึกษา การส่งเสริมอาชีพ การสวัสดิการสังคมการ สาธารณสุข และอื่นๆ

        การพัฒนาในสาขาต่างๆ นั้น พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่าการที่จะได้ผลอย่างสมบูรณ์ควรดำเนินการให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่นจึงได้มีพระราชดำริจัดตั้งศูนย์ศึกษาการ พัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมที่จะทำการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัยและแสวงหาแนวทางตลอดจนวิธีการพัฒนาด้านต่างๆ ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของแต่ละภูมิภาคปัจจุบันได้มีการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้ว ๖ ศูนย์ คือ

        ๑. ภาคเหนือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัด เชียงใหม่

        ๒. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร

        ๓. ภาคกลางศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัด ฉะเชิงเทรา

        ๔. ภาคตะวันออกศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี

        ๕. ภาคตะวันตกศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัด เพชรบุรี

        ๖. ภาคใต้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส

        เรื่องศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ พระองค์ทรงมีพระราชาธิบายตอนหนึ่งว่า ".. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เป็นที่รวบรวมกำลังทั้งหมดของเจ้าหน้าที่ ทุกกรม กอง ทั้งในด้านการเกษตรหรือในด้านสังคมทั้งในด้านหางาน การส่งเสริมการศึกษามาอยู่ด้วยกันก็หมายความว่าประชาชน ซึ่งจะต้องใช้วิชาการทั้งหลายก็สามารถที่มาดู ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ให้ความอนุเคราะห์แก่ประชาชน ก็มาอยู่พร้อมกัน ในที่เดียวกัน ซึ่งเป็น ๒ ด้าน ก็หมายถึงว่าที่สำคัญปลายทาง คือประชาชน จะได้รับประโยชน์..."


[แก้ไข] ขาดทุนคือกำไร

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสต่อปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๔ ตอนหนึ่งว่า

        "..ถ้าอยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ต้องลงทุนต้องสร้างโครงการซึ่งต้องใช้เงินเป็นร้อย พันหมื่นล้าน ถ้าทำไปเป็นการจ่ายเงินของรัฐบาล แต่ในไม่ช้าประชาชนจะได้รับผล ราษฎรอยู่ ดีกินดี ราษฎรได้กำไรไป ถ้ามีรายได้รัฐบาลก็เก็บภาษีได้สะดวก เพื่อให้รัฐบาลได้ทำโครงการ ต่อไป เพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ ถ้ารู้รักสามัคคี รู้ว่าการเสียคือการได้ ประเทศชาติ ก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้..."

        ในการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นพระองค์ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยทางด้านการเกษตรเป็นอย่างมากเพราะประเทศเราราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางด้าน การเกษตร ดังนั้นถ้า การเกษตรของประเทศเจริญเกษตรกรก็จะมีรายได้มากขึ้นเท่านั้นซึ่งจะเป็นผลทำให้เศรษฐ กิจของประเทศดีขึ้นด้วยพระองค์ได้มีพระราชดำรัสในเรื่องนี้ว่า

        "..เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไร รายได้ของประเทศที่ได้มาใช้สร้างความเจริญต่างๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่าความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญและงานทุกๆ ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ..."

        ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงทดลองค้นคว้าและปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ทั้งในและนอกพระราชฐานภายในพระราชฐานสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เป็นพระราชวังแห่งเดียวในโลกที่มีการทดลองค้นคว้าทางด้านเกษตร เช่น การเลี้ยงปลาการทำนาข้าวทดลองการปลูกป่าสาธิตการปลูกพืชสมุนไพรโรงสีข้าวและโคนมกับโครงการอื่นๆ อีกมาก ชาวไทยส่วนมากคง จะไม่ทราบว่าพระองค์ทรงทำนาปลูกข้าวด้วยพระองค์เองพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสกับกลุ่มชาวนาว่า

        "...ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาทดลองทำนามาบ้างและทราบดีว่าการทำนานั้นมีความยากลำบากเป็นอุปสรรคอยู่มิใช่น้อย จำเป็นต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดีและต้องใช้วิชาการ ต่างๆ ด้วยจึงจะเป็นผลเป็นล่ำเป็นสัน อีกประการหนึ่งที่นานั้นเมื่อสิ้นฤดูทำนาแล้วควรจะปลูกพืชอื่นๆ บ้างเพราะจะเพิ่มรายได้ให้อีกไม่น้อย ทั้งจะช่วยให้ดินร่วนช่วยเพิ่มปุ๋ยกากพืช ทำให้ ลักษณะเนื้อดินดีขึ้นเหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป..."

        การช่วยเหลือราษฎรของพระองค์นั้นก่อนอื่นพระองค์เสริมสร้างให้ราษฎรมีพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงที่จะต่อสู้กับชีวิตในการทำงานหนักของเกษตรได้ พระองค์ทรงช่วยเหลือ ทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขเมื่อมีพลานามัยที่แข็งแรงจึงช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมต่อไป ในขั้นต้นทรงวางแผนให้ราษฎรมีชีวิตอยู่ในขั้น "พอกินพออยู่" เสียก่อน แล้ว จึงขยับขยายให้ก้าวหน้าแบบถาวรต่อไป พระราชดำริของพระองค์นั้น เรียบง่ายแล้วปฏิบัติได้ ผล ดี อันเป็นที่ยอมรับทั้งนักวิชาการและฝ่ายปฏิบัติ

        โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์กว่า ๓,๐๐๐ โครงการนั้น สามารถนำ ไปปฏิบัติได้โดยง่าย ประหยัด และราษฎรจะสามารถพึ่งตนเองได้ทั้ง ในทางเศรษฐกิจ และ สังคม ดังพระราชดำรัสที่จะขออัญเชิญมาดังนี้

        "... การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้นตอนต้องสร้างพื้นฐานคือความพอมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อนโดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อย สร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นไปตามลำดับ หากมุ่งแต่จะทุ่มเท สร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจให้รวดเร็วประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับภาวะของประเทศและของประชาชนไทยสอดคล้องด้วยก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้นซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยาก ล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยะประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในขณะนี้..."

        พระองค์ทรงให้ความสำคัญในการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นอย่างยิ่งเพราะน้ำนั้นเป็นทั้งความสุขและความทุกข์ของแผ่นดิน หากขาดแคลนน้ำก็จะเกิดความเดือดร้อน หากมีน้ำท่วม น้ำเน่า ก็จะเกิดการสูญเสียเกิดภัยพิบัติแก่บ้านเมืองพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ต้องมี น้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำสำหรับทำการเพาะปลูกเพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น... เมื่อมีน้ำเสียอย่าง ราษฎร ก็จะไม่ละทิ้งถิ่นฐาน..." ได้มีการทำเขื่อนกักน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในหน้าฝนและปล่อยน้ำให้ราษฎรใช้ในหน้าแล้งหรือทำอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง พระองค์ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท ให้กรมชลประทานสร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรี ขันธ์ ที่เป็นพื้นที่แล้งมีฝนตกน้อยราษฎรขาดแคลนน้ำสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๖ เสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ นับเป็นอ่างน้ำแห่งแรกที่พระองค์ได้สร้างขึ้น ในการทำฝนหลวงนั้นพระองค์ศึกษา และ ทดลองถึง ๑๒ ปี จึงนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนได้ผู้ที่สนองพระราชดำริร่วมกันคือ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ หม่อมเจ้าจักรพันธุ์ เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ และหม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล พระองค์ทรงพระราชทานคำแนะนำ เพิ่มเติมหลายประการจนสามารถใช้ได้กล่าวคือ ต้องดูลักษณะเมฆที่มีศักยภาพให้เกิดฝนได้ ถ้าไม่มีเมฆจะต้องสร้างเมฆขึ้นความชื้นจะต้องอยู่ระดับ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ การปฏิบัติงานจึงจะ ได้ผล การสร้างเมฆคือการสร้างความชื้นในอากาศโดยใช้เคมีภัณฑ์หลายชนิด ทดลองแล้วได้ผลดีและปลอดภัยต่อชีวิตมนุษย์ พื้นที่แห้ง แล้งขาดแคลนน้ำหรือฝนทิ้งช่วง หรือกิจการที่ ต้องการน้ำ เช่นการเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนฝน หลวงก็ช่วยได้

[แก้ไข] ฝนหลวง

        ช่วยทำให้ประชาชนพ้นจากความทุกข์ยากในสภาวะแห้งแล้งขาดน้ำ เมื่อก่อนนั้นน้ำตาของราษฎรไหลออกมาเพราะความทุกข์ยาก แร้นแค้น เพราะขาดน้ำ เมื่อมีฝน หลวง ราษฎรทุกคนมีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ เสมือนกับพระราชทานชีวิตใหม่มาให้ทฤษฎีใหม่เนื่องจากทรัพยากร ธรรมชาติซึ่งเป็นปัจจัย สำคัญในการผลิตจะมีปัญหาขึ้นทุกวันโดยเฉพาะเรื่องดินและน้ำ พระองค์ทรงให้แนวทางในการวางแผนบริหารทรัพยากร คือ ที่ดิน น้ำ ต้นไม้ และกิจกรรมเกษตรทั้งหลาย โดยให้มีการแบ่งที่ดินทำกินออกเป็น ๔ ส่วน โดยอาศัยสูตร ๓๐ : ๓๐ : ๓๐ : ๑๐ เช่น มีที่ดินทำกิน ๑๕ ไร่ ตามการถือครองโดยทั่วไป ๓๐ แรก ประมาณ ๓ - ๔ ไร่ ให้ขุดสระน้ำ ๓๐ ที่สอง ต้องปลูกไม้ผลยืนต้น พืชผักต่างๆ ที่ใช้อุปโภคด้วย ขายด้วย ๓๐ ต่อไป เป็นการปลูกข้าวไว้บริโภค ๑๐ ต่อไป เป็นเรื่องโครงสร้าง ถนนที่อยู่อาศัย บ่อน้ำนั้นต้องมีปริมาณเพียงพอความลึกของน้ำประมาณ ๔ เมตร แล้วบ่อน้ำให้เลี้ยงปลาด้วยเพื่อบริโภคหรือนำไปขายได้ ที่ดินส่วนที่ ๒ ทำการปลูกไม้ผลยืนต้นระหว่าง ที่ รอผลไม้ ก็ให้ปลูกพืชผักไว้ด้วย เรียกว่าไร่นาสวนผสม ๓๐ ต่อไปก็คือปลูกข้าวอย่างน้อย ทำนา๔ - ๕ ไร่ ก็พอกินในครอบครัวในกรณีที่เกิดฝนแล้ง หรือฝนทิ้งช่วงน้ำในสระไม่พอน้ำที่เก็บไว ้ ในตุ่มก็ไม่พอน้ำที่เก็บไว้ในแท็งค์น้ำก็ไม่พอ ก็จะต้องมีการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำไว้ตั้งแต่ เขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดย่อมขนาดกลางหรือขนาดใหญ่แล้วแต่พื้นที่ น้ำที่ได้มาต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ เมื่อก่อนปล่อยน้ำตามรางมีการสูญเสียมาก เช่น บางราย บางปีเกิดไม่อยากทำ การเกษตร น้ำที่ปล่อยมาก็สูญเปล่าน้ำที่ส่งไปเอาไปใช้ประมาณ ๓๐ - ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ต่อไปจะใช้ระบบส่งน้ำทางท่อ เมื่อต้องการใช้น้ำจึงเปิดใช้ระบบน้ำต้องมีอ่างน้ำขนาดใหญ่คอย เติม อ่างน้ำขนาดกลาง อ่างน้ำขนาดกลางคอยเติมอ่างเก็บน้ำขนาดย่อม อ่างเก็บน้ำขนาดย่อม ใช้เติมน้ำในสระ

[แก้ไข] เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ

        ความพอเพียงก็แปลว่าพอประมาณและความมีเหตุผลเศรษฐกิจพอเพียงมิได้จำกัดเฉพาะเกษตรกรที่เป็นชาวไร่ชาวนาเท่านั้น แต่เป็นเศรษฐกิจของทุกคนทุกอาชีพ สำหรับ เกษตรกรปฏิบัติตามขั้นตอนทฤษฎีใหม่

        ๑. ผลิตเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน มีการประหยัด มีความสามัคคี

        ๒. รวมกลุ่มเพื่อการผลิตการตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา สังคม ศาสนา

        ๓. รวมกลุ่มกับองค์กรภายนอก ในการทำธุรกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิต

        ในยามที่บ้านเมืองเผชิญกับภัยคุกคามจากศัตรูทั้งภายในและภายนอกพระองค์ได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมหน่วยทหาร ตำรวจ ราษฎรอาสาสมัครถึงพื้นที่การสู้รบซึ่งเป็นพื้นที่อันตราย โดยพระองค์มิได้ทรงคำนึงถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์แม้แต่น้อย ทั้งนี้เพื่อทรงเป็น ขวัญกำลังใจ ให้กับทหารตำรวจอาสาสมัครที่ทำการสู้รบกับอริราชศัตรู เพื่อปกป้องผืนแผ่น ดินไทยและเพื่อความสงบสุขของประชาชน เมื่อพระองค์ทรงทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ พระองค์ได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมถึงโรงพยาบาลสนาม เมื่อทรงทราบว่าโรงพยาบาล ใด ขาดแคลนยา เวชภัณฑ์ ตลอดจนเครื่องมือแพทย์ ซึ่งไม่สามารถจัดหาได้โดยงบประมาณปกติ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กับ โรงพยาบาลเพื่อ ดำเนินการต่อไป

        เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสม เด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จประทับเฮลิคอปเตอร์ ทรงเยี่ยมกองพันเฉพาะกิจนาวิกโยธินบนยอดเขาสูงบ้านป่ายาบ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่การรบ นาวาเอกประชากนิษฐชาติ ผู้บังคับการกองกำลังนาวิกโยธินกราบบังคม ทูล บรรยายสรุปเมื่อเสด็จฯ มาที่กองร้อยทหารปืนใหญ่ขนาด ๑๐๕ มิลลิเมตร ที่อยู่ใกล้กัน นาวาตรี สมภูรณ์ สุนทรเกตุ ผู้บังคับกองร้อยทหารปืนใหญ่เป็นผู้กราบบังคมทูลบรรยายสรุป เมื่อได้เวลาสมควร ทั้ง ๔ พระองค์เสด็จฯ กลับ ทหารนาวิกโยธินรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณา ธิคุณของพระองค์ท่านเป็นล้นพ้นที่เสด็จถึงพื้นที่การสู้รบ บนยอดเขาสูงเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๐ ในช่วงบ่าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสม เด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเยี่ยม หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ ๒๐๑ (ฉก.นย.๒๐๑) ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช หน่วยนี้มี นาวา โท ศุภนิตย์ จูฑะพุทธิ เป็นผู้บังคับบัญชาสามารถยึดหน่วยบัญชาการของพรรคคอมมิวนิสต ์ แห่งประเทศไทยพื้นที่ภาคใต้ (ค่าย ๓๑) ได้เป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๐ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งถึง บก.ฉก.นย. ๒๐๑ ที่บ้านในถุ้ง อำเภอท่าศาลาจังหวัดนครศรี ธรรมราชแล้ว นาวาโท ศุภนิตย์ จูฑะพุทธิ ได้กราบบังคมทูลถวายรายงานสรุป เมื่อจบแล้ว ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตร อาวุธยุทโธปกรณ์ เอกสารฯลฯ ของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่ยึดได้ แล้วพระราชทานเหรียญพระไพรีพินาศ กับ ถุงของขวัญให้กับกำลังพล ฉก.นย.๒๐๑ ทุกนาย โดยมี ผบ.ฉก.นย.๒๐๑ เป็นผู้แทนรับพระราชทาน ต่อจากนั้นทุกพระองค์ประทับเฮลิคอป เตอร์พระที่นั่งทอดพระเนตรพื้นที่ปฏิบัติการของหน่วยบัญชาการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยพื้นที่ภาคใต้ (ค่าย ๓๑) ในพื้นที่บริเวณภูเขาซึ่งชาวบ้านเรียกว่าอ่าวกรุงชิง ขบวน เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งลงจอดที่ฐานปฏิบัติการของกองร้อยปืนเล็กที่ ๑ ที่บ้านปากลง ตำบลนบพิตำ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากนั้นประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เสด็จฯ ไปที่สนามบินของกองทัพภาคที่ ๔ เพื่อทรงเยี่ยมประชาชนที่มาคอยเฝ้าฯ รับเสด็จ ประมาณเวลา ๑๗.๓๐ น. เสด็จฯ ประทับเฮลิคอปเตอร์ พระที่นั่งกลับพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ระหว่างที่พระองค์ประทับแรมอยู่ที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จฯ ทรงเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ปฏิบัติการอยู่ที่ จังหวัดนราธิวาสด้วย

        เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์เพื่อทรงช่วยเหลือประชาชน ปัญหาของจังหวัดนราธิวาส ในขณะนั้น ประการหนึ่ง คือ ความยากจน และการขาดแคลนอาหารมาจากการเกษตร โดยเฉพาะการ ทำนาไม่ได้ผล เนื่องจากเป็นที่ลุ่ม มีน้ำขัง มีสภาพเป็นพรุน้ำมีปริมาณเป็นกรดสูงเกินไป ไม่ สามารถใช้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์น้ำจืดได้ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงสภาพดินและน้ำ เพื่อให้ราษฎร ทำการเกษตรได้ ซึ่งการดำเนินเป็นไปตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ป่าพรุที่ใหญ่ คือป่าพรุโต๊ะแดงในพื้นที่อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงโกลก อำเภอเมือง และอำเภอสุไหงปาดี มีพื้นที่ประมาณ ๒๐๙,๙๐๐ ไร่ นอกจากนั้นยังมีพรุอื่นๆ รวมทั้งหมดประมาณ ๒๖๑,๘๖๐ ไร่ ขณะนั้นผมดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๓ และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโย ธินที่ ๒๔๓๑ กองบังคับการกรมทหารราบที่ ๓ รักษาพระองค์ ตั้งอยู่ที่บ้านทอน อำเภอเมือง จังหวัด นราธิวาส เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปสำรวจพื้นที่เพื่อการเกษตร ผม ได้ตามเสด็จฯ ไปด้วย ส่วนมากทรงโปรดขับรถเอง พระองค์จะไม่รับสั่งว่าจะเสด็จฯ ไปในเวลาอะไรเพราะพระองค์ไม่ประสงค์ให้เจ้าหน้าที่และประชาชนต้องมาเสียเวลาในการรับ

        เสด็จฯ เมื่อถึงบริเวณพื้นที่ทำการสำรวจ พระองค์ทรงลงจากรถพระที่นั่ง เสด็จฯ ไปตามภูมิ ประเทศโดยทอดพระเนตรแผนที่เพื่อการตรวจสอบไปด้วย ตามเส้นทางจะมีประชาชน ที่ทราบ ข่าวมานั่งรับเสด็จฯ เป็นระยะบางครั้งพระองค์ทรงสอบถามชาวบ้านที่มีอายุมากถึงสายน้ำ ลำ ธารที่ปรากฏในแผนที่โดยพระองค์ทรงประทับกับพื้นร่วมกับชาวบ้าน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระ บรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำรัสถึงพระราชจริยวัตรของพระองค์ว่า

        ".. ทรงคุยกับราษฎรนี่ไม่โปรดทรงยืน ทรงถือขนบธรรมเนียมไทยที่ไม่ยืนค้ำผู้เฒ่าผู้แก่ จะประทับลงรับสั่งกับราษฎรเสมอมา แม้จะเป็นตอนเที่ยง แดดร้อน ซึ่งข้าพเจ้าก็เห็นพระราช จริยวัตรนี้มาตั้งแต่ต้นรัชกาลแล้ว..."

        "...ข้อสำคัญรับสั่งว่า ต้องเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของราษฎร ให้เขามีความสนิทสนมพอที่จะ เอ่ยปากเล่าความทุกข์ของเขาให้ฟังได้..."

        ในการสำรวจพื้นที่นั้น สิ่งที่นำไปกับพระองค์ ด้วยคือ แผนที่ เข็มทิศ กล้องถ่ายรูป วิทยุ รับส่งขนาดเล็ก และดินสอเพื่อแก้ไขหรือบันทึกลงในแผนที่ แผนที่ที่พระองค์ทรงใช้คือ มาตรา ส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งทางสถานีวิทยุจุฬา ว่า "...สำนักงานของท่าน คือห้องกว้างๆ ไม่มีเก้าอี้มีพื้นแล้วท่านก้มอยู่กับพื้น แล้วเอากาว ติดแผนที่เข้าด้วยกันแล้วหัวกระดาษต่างๆ ท่านก็ค่อยๆ ตัดแล้วเรียงแปะเป็นหัวแผนที่เข้าด้วย กันใหม่ เพื่อจะได้ทราบว่าแผนที่ระวางไหนบ้าง..การปะแผนที่ท่านก็ทำอย่างพิถีพิถันและ ถือ เป็นงานที่ใครจะมาแตะต้องช่วยเหลือไม่ได้เลยทีเดียว" สาเหตุที่ทรงโปรดทำทุกสิ่ง ด้วยพระ องค์เองนั้น

        "...ท่านบอกว่าคนเป็นช่าง ช่างหมายถึงงานทำด้วยมือทั้งหลายแหล่ ซึ่งการทำอะไรด้วย มือได้ ไม่ใช่หมายความว่ามือทำเองมันมาจากสมอง สมองสั่งให้มือทำจึงทำได้ งานช่างคือ งานที่ผนวกกันระหว่างสมองกับมือ เพราะฉะนั้นต้องทำเอง ขีดเอง ลูบคลำมันไปแล้ว มันจะ ได้จากมือที่ลูบคลำ จากตาที่ดู ย้อนกลับมาที่สมอง ทำให้คิดอะไรขึ้นมาได้"

        สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งว่า แผนที่แต่ละแผ่นทรงหวง มาก เพราะขณะที่ทรงงานจะทรงเติมข้อมูลต่างๆ ลงไปมาก และทรงแก้ไขความผิดพลาด คลาดเคลื่อนที่ทรงพบด้วย เมื่อทรงได้ข้อมูลใหม่จึงส่งตรงไปพระราชทานกรมแผนที่ทหาร เสมอ

        พระองค์ทรงเริ่มใช้แผนที่ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๘ ตั้งแต่เสด็จฯ ไปภาคตะวันออกเฉียง เหนือ จนกระทั่งปัจจุบันในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระ ราชทานพระบรมราโชวาทให้กับ คณะปฏิวัติที่มี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้า เมื่อปี ๒๕๑๔ ทรงเน้นให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ ๓ ประการ

        "...สำนักงานของท่าน คือห้องกว้างๆ ไม่มีเก้าอี้มีพื้นแล้วท่านก้มอยู่กับพื้น แล้วเอากาว ติด แผน ที่เข้าด้วยกันแล้วหัวกระดาษต่างๆ ท่านก็ค่อยๆ ตัด แล้วเรียงแปะเป็นหัวแผนที่เข้า ด้วยกัน ใหม่ เพื่อจะได้ทราบว่าแผนที่ระวางไหนบ้าง... การปะแผนที่ท่านก็ทำอย่างพิถีพิถัน และถือ เป็น งานที่ใครจะมาแตะต้องช่วยเหลือไม่ได้เลยทีเดียว" สาเหตุที่ทรงโปรดทำทุกสิ่งด้วยพระองค์เองนั้น

        "...ท่านบอกว่าคนเป็นช่าง ช่างหมายถึงงานทำด้วยมือทั้งหลายแหล่ ซึ่งการทำอะไรด้วย มือได้ ไม่ใช่หมายความว่ามือทำเองมันมาจากสมอง สมองสั่งให้มือทำจึงทำได้ งานช่างคือ งานที่ ผนวกกันระหว่างสมองกับมือ เพราะฉะนั้นต้องทำเอง ขีดเอง ลูบคลำมันไปแล้ว มันจะ ได้จากมือที่ลูบคลำ จากตาที่ดู ย้อนกลับมาที่สมอง ทำให้คิดอะไรขึ้นมาได้"

        สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งว่า แผนที่แต่ละแผ่นทรงหวง มาก เพราะขณะที่ทรงงานจะทรงเติมข้อมูลต่างๆ ลงไปมาก และทรงแก้ไขความผิดพลาด คลาดเคลื่อนที่ทรงพบด้วย เมื่อทรงได้ข้อมูลใหม่จึงส่งตรงไปพระราชทาน กรมแผนที่ทหาร เสมอพระองค์ทรงเริ่มใช้แผนที่ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๘ ตั้งแต่เสด็จฯ ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนกระทั่งปัจจุบันในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรม ราโชวาทให้กับคณะปฏิวัติที่มี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้า เมื่อปี ๒๕๑๔ ทรงเน้นให้ เจ้าหน้าที่ดำเนินการ ๓ ประการ

        ๑. จะต้องรู้ความต้องการของประชาชน และตอบสนองให้ตรงกับความต้องการนั้นๆ ใน ทางที่ถูกต้อง และเหมาะสมเท่าที่จะสามารถทำได้

        ๒. จะต้องให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน เพื่อมิให้ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านหรือตกเป็น เหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

        ๓. จะปฏิบัติการใดๆ ต่อประชาชนจะต้องทำด้วยความเห็นอกเห็นใจ อย่านำความเดือด ร้อนไปให้เขาจนเป็นเหตุให้เขาต้องหันเหไปพึ่งผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์พระบรมราโชวาทของ พระองค์ที่ผ่านมา ๓๕ ปีแล้วขณะนี้ยังนำมาใช้ได้ พระองค์ทรงเน้นถึงประชาชนเป็นหลัก ต้อง นำเอาประชาชนมาเป็นพวกให้ได้ ถ้าประชาชนอยู่กับฝ่ายเรา ฝ่ายเราก็จะชนะ พวกก่อการร้าย นั้นใช้สงครามประชาชน

        แผนการต่อสู้ทางยุทธศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต ์แห่งประเทศไทย ในครั้งนั้นกำหนด ไว้ว่า การปฏิวัติจะสำเร็จได้ก็โดยใช้สงครามประชาชน ซึ่งมีกำลังพื้นฐาน อยู่ในชนบทสงคราม นี้ ต้องเป็นสงครามยืดเยื้อ (Protracted War) ชาวชนบทส่วนใหญ่ยากจน และบางส่วนไม่ได้ รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ฝ่ายคอมมิว นิสต์สามารถแทรก ซึมเข้าไปจัดตั้งมวลชนและกองกำลังติดอาวุธได้โดยง่าย

        เหตุการณ์ที่ภาคใต้ขณะนี้พระองค์ พระราชทานแนวทางในการปฏิบัติคือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ในเรื่องนี้เจ้า หน้าที่ต้องเข้าใจ สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ และปัญหาที่ เกิดขึ้นเมื่อเข้าใจแล้ว ต้องเข้าถึงประชาชนทุกระดับ เพื่อให้ประชาชนร่วมมือกันแก้ปัญหา ใน การ เสริมสร้างสันติสุข ให้เกิดขึ้น เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจน ในการพัฒนาต้องทำ การพัฒนาทางด้าน เศรษฐกิจและสังคม

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงช่วยเหลือประชาชนภาคใต้ตลอดมาโดยเฉพาะการ พัฒนาที่ดินที่มีน้ำท่วมขังและดินเป็นกรดจำนวนประมาณ ๒ แสนไร่ ที่จังหวัดนราธิวาส ขณะนี้ สามารถปลูกข้าว พืชผัก และต้นไม้ผล และพืชพันธุ์ต่างๆ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น สำหรับชาวจังหวัดนราธิวาส

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเหนื่อยยากลำบากตรากตรำมา ๖๐ กว่าปีแล้ว เพื่อ ทรงช่วยเหลือประชาชนชาวไทยทั่วทุกภาคของประเทศ ดังตอนหนึ่งของเพลงเดินตามพ่อของ คุณ ยินดี รำพัน ที่ประพันธ์เนื้อร้องไว้อย่างซาบซึ้งมาก คือ

        " กี่ล้านหยาดเหงื่อที่พ่อหลั่งเพื่อคนไทย กี่แสนนาที ล่วงไปที่พ่อเหนื่อยยากตรากตรำ ฝ่าลมฝนพ่อทนสู้ทำ อาบเหงื่อต่างน้ำนำทางเพื่อลูกเรื่อยมาพ่อเป็นมากกว่าพ่อคนไหน พ่อเป็นหนึ่งในใจตลอดเวลา เป็นภาพจำงดงามอยู่ในสายตาเป็นแรงศรัทธา แรงกล้า อยู่ในหัวใจ"

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแผ่ไพศาลไปทุกหนทุกแห่ง ทรงนำความเจริญความสุขสมบูรณ์และความร่มเย็นให้บังเกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทยทรงเป็น ศูนย์รวมแห่งจิตใจ เป็นศูนย์รวมแห่งพลังสามัคคีของคนในชาติ เมื่อยามบ้านเมืองอยู่ในสภาวะ วิกฤติ พระองค์ทรงพระกรุณาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย ตลอดมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เป็นล้นพ้น พระองค์เป็นมิ่งขวัญของประชาชน ในชาติ ประชาชนชาวไทยจึงเทิดทูนถวายว่า พระผู้เป็นพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ขอจงทรง พระเจริญ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก


  • ใต้เบื้องพระยุคลบาท ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
  • เหนือกว่ารัก เรียบเรียงโดย อมิตา อรียอัชฌา
  • หนังสือราชนาวิกโยธิน
  • เว็บไซต์กองทัพเรือ

ภาพประกอบทางอินเตอร์เนท

 
 
 
   Hosted by kapook.com