Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
พัฒนาการทางเพศที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ซึ่งแสดงออกโดยการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าสู่วัยนี้พร้อมกัน การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และอารมณ์ความรู้สึกในแต่ละช่วงวัยเป็นธรรมชาติของพัฒนาการของมนุษย์ วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนทั้งด้านร่างกายและอารมณ์เพราะเป็นวัยที่กำลังก้าวผ่านจากเด็กสู่ความเป็นผู้ใหญ่และมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ ศึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงของระบบสืบพันธุ์หญิงและชาย และปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกายและความรู้สึกเมื่อมีการสัมผัสอวัยวะบางจุด
สารบัญ |
[แก้ไข] พัฒนาการทางเพศ
[แก้ไข] เป้าหมายของพัฒนาการทางเพศ
พัฒนาการทางเพศ เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการบุคลิกภาพ ที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่เด็ก มีความต่อเนื่องไปจนพัฒนาการเต็มที่ในวัยรุ่น หลังจากนั้น จะเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพที่ติดตัวตลอดชีวิต เมื่อสิ้นสุดวัยรุ่น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งต่อไปนี้
- มีความรู้เรื่องเพศ ตามวัย และพัฒนาการทางเพศ ตั้งแต่ร่างกาย การเปลี่ยนแปลงไปตามวัย และจิตใจสังคม ของทั้งตนเอง และผู้อื่น ทั้งของเพศตรงกันข้าม ความแตกต่างกันระหว่างเพศ
- เอกลักษณ์ทางเพศของตนเอง ได้แก่ การรับรู้เพศตนเอง(core gender) บทบาททางเพศและพฤติกรรมทางเพศ(gender role) มีความพึงพอใจทางเพศหรือความรู้สึกทางเพศต่อเพศตรงข้ามหรือต่อเพศเดียวกัน(sexual orientation)
- มีพฤติกรรมการรักษาสุขภาพทางเพศ(sexual health) การรู้จักร่างกายและอวัยวะเพศของตนเอง ดูแลรักษาทำความสะอาด ป้องกันการบาดเจ็บ การติดเชื้อ การถูกล่วงเกินละเมิดทางเพศ การป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ
- ทักษะในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ที่จะร่วมเป็นคู่ครอง การเลือกคู่ครอง การรักษาความสัมพันธ์นี้ให้ยาวนาน แก้ไขปัญหาต่างๆในชีวิตร่วมกัน การสื่อสาร การมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่ครองอย่างปลอดภัย
[แก้ไข] หลักพัฒนาการของมนุษย์
ตามหลักสัจธรรม เราได้ยอมรับกันแล้วว่า”ทุกสิ่งเป็นอนัตตา ความแน่นอน คือสิ่งที่ไม่แน่นอน สรรพสิ่งมีเกิดมีดับ” ดังนั้นชีวิตมนุษย์ย่อมมีเกิด แก่ เจ็บละตายด้วยกันทุกคนในช่วงจังหวะชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงแก่ หรือวัยชรา จะมีพัฒนาการตามขั้นตอนซึ่งมีหลักการสำคัญของพัฒนาการของมนุษย์ดังนี้ 1. พัฒนาการจะเป็นไปในลักษณะต่อเนื่องกัน (Continuity) หลังจากมีการปฏิสนธิแล้ว จะโดยธรรมชาติหรือจากหลอดแก้วก็ตาม จะเกิดเป็นตัวอ่อนขึ้นแล้วพัฒนาเป็นทารก เป็นเด็กเป็นวัยรุ่น และเป็นผู้ใหญ่ในลักษณะต่อเนื่องกัน
2. พัฒนาการจะพัฒนาไปตามขั้นตอนตามลำดับ (Sequence) พัฒนาการของมนุษย์จะเป็นไปตามขั้นตอน เช่น ทารกจะเอียงตัว พลิกหงายพลิกคว่ำ คลาน นั่ง ตั้งไข่ ยืน และเดินตามลำดับ
3. พัฒนาการจะพัฒนาตามทิศทางโดยเฉพาะ (Development Direction) ซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ดังนี้
- 3.1 กฎจากส่วนบนสู่ส่วนล่าง (The cephalocaudal Law) มนุษย์จะพัฒนาที่ศรีษะลำตัว และปลายเท้า ตามลำดับ
- 3.2 กฏจากส่วนกลางสู่ภายนอก (The proximodistal Law) มนุษย์จะพัฒนาจากส่วนอกสู่ส่วนแขน และมือตามลำดับ เช่น ทารกจะใช้แขนได้ก่อนใช้นิ้วมือเป็นต้น
4. อัตราของพัฒนาการของแต่ละคนจะแตกต่างกัน (Different Ratio) เด็กวัยรุ่นบางคนเป็นหนุ่มสาวเร็ว แต่บางคนเป็นหนุ่มสาวช้า
5. อัตราของพัฒนาการของแต่ละวัยจะแตกต่างกัน (Different Age) วัยก่อนคลอดอัตราของพัฒนาการจะสูงที่สุด (1-9 เดือน) เฉลี่ยน้ำหนักจาก 1 กรัม เป็น 2,800 กรัม และความสูงจาก 1 เซนติเมตร เป็น 50 เซนติเมตร อัตราพัฒนาการของวัยทารกอยู่ในอัตราสูง ต่อจากนั้นจะลดลงและอัตราของพัฒนาการจะสูงอีกในวันรุ่น แต่จะค่อยๆ ช้าลงในวัยผู้ใหญ่ และวัยชราตามลำดับ
6. อัตราการเจริญเติบโตของอวัยวะของแต่ละคนจะแตกต่างกัน (Different Organs)อวัยวะที่สำคัญมีอัตราการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน จัดแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
- 6.1 การเจริญเติบโตของร่างกายทั่วไป (general type) เป็นการเจริญเติบโตของร่างกายด้าน น้ำหนัก ส่วนสูง ระบบการหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบไหลเวียน ไขมันใต้ผิวหนัง ตับ ม้าม กล้ามเนื้อ โครงกระดูก และหลอดเลือด ซึ่งจะเติบโตรวดเร็วมากในขวบปีแรกแล้วค่อยๆ ช้าลง และเข้าสู่อัตราการเติบโตที่เร็วอีกครั้งหนึ่งในระยะวัยรุ่น
- 6.2 การเจริญเติบโตของระบบประสาท (neural type) ได้แก่ สมอง ไขสันหลัง ตาและประสาทของตา ศีรษะ อวัยวะเหล่านี้เติบโตรวดเร็วในระยะ2 ปีแรกหลังเกิด และเติบโตเกือบเต็มที่เมื่อเด็กอายุประมาณ 6 ปี
- 6.3 การเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ น้ำเหลือง (Iymphoid type) ได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง ต่อมไธมัส ต่อมทอนซิล และอะดินอยด์ ต่อมเหล่านี้โตเร็วมากเป็น 2 เท่าของผู้ใหญ่ เมื่อเด็กอายุ 10 - 12 ปี หลังจากนั้นแล้วต่อมเหล่านี้จะค่อยๆ เล็กลงเมื่อเข้าวัยรุ่น
- 6.4 การเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุ์ (genital type) ได้แก่ ลูกอัณฑะ ต่อมลูกหมากในเด็กชาย รังไข่และมดลูกในเด็กหญิง อวัยวะเหล่านี้จะเติบโตอย่างช้าๆ ภายหลังเกิดและจะเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นและระยะหนุ่มสาว (puberty)
7. อัตราการเจริญเติบโตของเด็กชายและเด็กหญิงจะแตกต่างกัน คือ (Different Sex) อัตราการเจริญเติบโตของเด็กชายและเด็กหญิงจะแตกต่างกัน คือ
- 7.1 น้ำหนักเฉลี่ย (ก.ก.) จะปรากฎความแตกต่างระหว่างเด็กชายและเด็กหญิง ดังข้อมูลต่อไปนี้
- 7.2 ส่วนสูงเฉลี่ย (ช.ม.) จะปรากฎความแตกต่างระหว่างเด็กชายและเด็กหญิง ดังข้อมูลต่อไปนี้
เมื่อพูดถึงเรื่องเพศกับลูก คุณแม่หลายท่านคงจะมีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องหนักหนา หรือยังไม่ถึงเวลาอันควรที่จะอธิบายให้ลูกน้อยได้เข้าใจ และเมื่อลูกตั้งคำถามในเรื่องนี้ ก็อาจจะเผลอตวาดลูก คิดว่าลูกแก่แดดแก่ลม ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง คงต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ค่อนข้างเร็ว ด้วยอิทธิพลของสื่อต่างๆ ใกล้ตัว ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปิดเขาไว้ในโลกอันไร้เดียงสา
เพศศึกษาไม่ใช่เพศสัมพันธ์ แต่เพศศึกษา คือ การศึกษาพัฒนาการทางเพศตั้งแต่วัยทารก วัยเด็ก วัยเจริญพันธ์ ไปจนถึงการวางแผนครอบครัว รวมทั้งการมีความรักในวัยเรียน เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ คุณแม่หลายท่านอาจนึกแย้งว่าจะเป็นการชี้นำเด็กเกินไปหรือไม่ ถ้าหากจะพูดกับเขา แม้ว่าจะอธิบายเหตุผลอย่างถ่องแท้แล้ว มันจะเป็นการป้องกันเด็กหรือทำร้ายเด็กกันแน่ เห็นทีคงต้องหาคำตอบ คุยเรื่องเพศแบบตรงไปตรงมา
[แก้ไข] เมื่อลูกย่างเข้าวัยรุ่น มีหลายอย่างที่เริ่มจะเปลี่ยนแปลงไป
[แก้ไข] ในเด็กผู้หญิง
เขาจะเริ่มมีประจำเดือน คุณแม่ควรสอนให้เค้ารู้จักรักษาความสะอาด วิธีดูแลร่างกาย รวมถึงการใช้ผ้าอนามัยที่ถูกต้อง คุณแม่ไม่ควรอายหรือบ่ายเบี่ยงคำถาม มีคุณแม่หลายท่านที่เข้าใจผิด เช่น ลูกถามว่า “แม่คะ ประจำเดือนคืออะไร” แม่ก็ตอบว่า “จะรู้ไปทำไม ถึงเวลาก็รู้เองแหละ” นี่เป็นการคุยที่ไม่ตรงไปตรงมากับลูก ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่น่าอาย ซึ่งเป็นการหนีปัญหาและปกปิด เมื่อเด็กโตขึ้นโอกาสที่เข้าจะเข้าใจอะไรผิดๆ ก็เป็นได้
วิธีปฏิบัติ คุณแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจ อย่างตรงไปตรงมา และเปิดใจ และที่สำคัญ ควรสอนให้เค้ารู้จักรักนวลสงวนตัว และปฏิบัติต่อความเปลี่ยนแปลงของตัวเองในทางที่ถูก เปิดใจให้ลูกตั้งคำถามเรื่องนี้ได้ ไม่ใช่ห้ามไม่ให้ลูกพูด
[แก้ไข] ในเด็กผู้ชาย
วัยนี้อาจจะมีความอยากรู้อยากเห็นเรื่องเพศอย่างคึกคะนองสักหน่อย บางคนอาจจะแอบดูผู้หญิงอาบน้ำ แอบเปิดกระโปรง ซึ่งการแสดงออกดังกล่าวนั้น คุณแม่ควรบอกให้เค้าเข้าใจ ไม่ใช่ใช้อารมณ์ดุด่าอย่างเดียว ส่วนทางร่างกาย เมื่อเค้าเติบโตถึงวัยที่ลูกอัณฑะมีการผลิตตัวอสุจิและน้ำอสุจิจนหลั่งออกมาตอนกลางคืน ที่เรียกว่า ‘ฝันเปียก’ และถ้าลูกอาย คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นบ้างเวลาที่ผ้าปูที่นอนของลูกเปื้อนอะไรขาวๆ คุณแม่ควรสอนให้เค้ารู้จักรักษาความสะอาด และวิธีป้องกันโรคร้ายต่างๆ เมื่อเค้าโตขึ้น
ในการสอนเรื่องเพศกับลูกบางครั้ง คุณแม่เองอาจเขินอายที่จะพูดเรื่องเพศกับลูกตรงๆ ทางออกอีกวิธีหนึ่ง อาจเลือกการยกตัวอย่างหรือเหตุการณ์ขึ้นมาอธิบายให้เค้าเพื่อเข้าใจง่ายขึ้น และปัจจุบันก็มีวีซีดีที่สอนเรื่องเพศสำหรับเด็ก ที่สามารถดูได้ทั้งแม่และลูก คุณแม่อาจจะนำมาใช้ก็ได้ จะช่วยได้มากขึ้น หรืออาจจะเป็นหนังสือที่สอนเกี่ยวกับเพศศึกษา ที่สอนเรื่องเพศ พร้อมมีภาพประกอบที่เป็นรูปการ์ตูนน่ารักๆ ก็สามารถที่จะมาอ่านและค่อยๆ คุยกับลูกได้ ในเวลาที่เด็กสงสัยเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้
อย่างไรก็ดี การพูดคุยเรื่องเพศไม่ใช่การคุยแค่ครั้งเดียวจบ แต่ต้องค่อยๆ พูดทีละน้อย เพราะนี่จะเป็นการเตรียมความพร้อมเรื่องเพศให้กับลูกได้อย่างไม่เขินอาย และอีกอย่างหนึ่ง พัฒนาการทางการทางเพศหรือร่างกายของเด็กก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฉะนั้น ไม่ควรรอให้ถึงวัยหนุ่มสาวเสียก่อน แต่ควรเริ่มตั้งแต่ยังเล็ก
ในปัจจุบันตามโรงเรียนต่างๆ ได้มีการเพิ่มเติมการเรียนการสอนเรื่องเพศ บรรจุไว้ในหลักสูตรมากขึ้น และเริ่มที่จะเปิดกว้างมากขึ้น แต่บางครั้งการเรียนการสอนในห้องเรียนอาจจะเป็นเรื่องน่าอายสำหรับเด็ก หรืออาจจะน่าเบื่อทำให้เด็กไม่สนใจก็ได้ ดังนั้น เรื่องนี้ควรเริ่มต้นที่บ้านและเริ่มจากตัวผู้ปกครองเอง หากเป็นลูกชายก็ให้เด็กคุยกับพ่อ ส่วนเด็กหญิงก็ให้คุยกับแม่ จะสร้างความเข้าใจ และลดความเขินอายของทั้งสองฝ่ายได้ดีกว่า
สิ่งสำคัญ การสร้างความรัก ความอบอุ่นให้เกิดขึ้นกับครอบครัว อย่างไรก็เป็นวิธีที่ดีที่สุด เมื่อเค้าได้รับความอบอุ่นที่พอเพียง ประกอบการรับรู้เรื่องเพศอย่างถูกต้อง ก็จะเป็นเกราะป้องกันให้เด็กแสดงออกเรื่องเพศได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก











