.:: พิธีทำบุญวันสารท - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
พิธีทำบุญวันสารท
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

         คนไทยถือเอาวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบ หรือวันสิ้นเดือนสิบ เป็นวัน ทำบุญกลางพรรษาและเรียกการทำบุญในวันนี้ว่า "ทำบุญวันสารท"

[แก้ไข]
พิธีทำบุญวันสารท

ภาพ:ทำบูญวันสารท1.jpg

        เล่ากันว่าสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์ ในเพลาราตรีมีเปรตตนหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอชาตศัตรู ขณะที่พระองค์ประทับอยู่กับราชบริพารเหล่าสนมกำนัลใน เปรตตนนี้ปลอมตัวเข้าไปในลักษณะของพระสงฆ์ พระเจ้าอชาตศัตรูทำที่จะนมัสการเปรตเห็นดังนั้นจึงร้องห้ามว่า

        "มหาบพิตรอย่าไหว้เลย ข้าพเจ้าหาใช่พระสงฆ์ทรงสิกขาดังที่เห็นไม่ ข้าพเจ้าเป็นเพียงเปรตที่ต้องเสวยกรรมเก่าเท่านั้น"

        "เธอทำกรรมสิ่งใดไว้"

        "ข้าพเจ้าเคยเป็นสงฆ์ ได้บวชอยู่นานหลายสิบปี มีความโลภในจตุปัจจัยที่มีคนถวาย ได้สะสมไว้มากมาย ไม่ได้สละเป็นทานต่อไป เมื่อสิ้นชีวิตจึงได้เกิดเป็นเปรตตามอกุศลนั้น แต่ยังคงอยู่ในรูปพระสงฆ์ เพื่อจะได้ขอทานอาหารมาบรรเทาความหิวโหย เมื่อเขาให้แล้วก็กลับกลาย เป็นเปรตจะเป็นอยู่เช่นนี้อีกช้านานจนกว่าจะหมดเวร"

        "แล้วที่เจ้ามาหาเราในวันนี้มีประสงค์อะไร" พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสถามด้วยความสนพระทัย

        "ข้าพเจ้าใคร่ขอรับพระราชทานกระยาสารทอันปรุงแต่งด้วยของเจ็ดอย่าง มีน้ำตาล น้ำผึ้ง ถั่ว งา ข้าวตอก ข้าวเม่า น้ำนมวัว เป็นต้น พวกข้าพเจ้าอดอยากยิ่งนัก ถ้าได้รับพระราชทานกระยาสารทก็คงชุ่มชื่นเป็นแน่แท้"

        "ถ้าเราทำตามที่เธอบอก แล้วเธอจะได้รับพระราชทานกระยาสารทนั้นได้อย่างไรล่ะ"

        "ขอได้โปรดนำถวายพระสงฆ์แล้วอุทิศกุศลถึงข้าพเจ้าก็คงจะสำเร็จดังปรารถนา"

        "เอาเถิดเราจะทำให้"

        เมื่อเปรตได้ฟังพระเจ้าอชาตศัตรูดังนั้นแล้ว ก็ถวายบังคมลากลับไปพระเจ้าอชาตศัตรูรับสั่งให้วิเสทจัดทำกระยาสารทตามตำราที่เปรตบอกทันที ครั้นรุ่งเช้าพระเจ้าอชาตศัตรู มีรับสั่งให้ไปนิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสาวกเข้ามาในพระราชวังถวายกระยาสารท แล้วกรวดน้ำอุทิศให้แก่เปรตตามที่เปรตได้ทูลไว้ทุกประการ วันที่พระเจ้าอชาตศัตรูถวายกระยาสารทแด่พระสงฆ์ครั้งนั้นตรงกับวันสารทพอดี ตั้งแต่นั้นแป็นต้นมาบรรดาประชาราษฎร์ก็พากันปฏิบัติตาม พอถึงวันพระแรม ๑๕ค่ำ เดือน ๑๐ ก็พากันกวนกระยาสารททำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วในประเพณีการทำบุญวันสารท นอกจากมีกระยาสารทแล้วยังมีการกวนข้าวทิพย์ ข้าวยาคู ซึ่งในส่วนของพระราชพิธีการกวนข้าวทิพย์ในวังหลวงนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงสันนิษฐานว่าคงจะกวนตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงโปรดให้มีการกวนข้าวทิพย์ในรัชสมัยของพระองค์ตลอดมา โดยให้พระเจ้าลูกเธอฝ่ายในทรงกวนทั้งสิ้น ซึ่งถือว่าผู้ที่กวนข้าวทิพย์ได้นั้นต้องเป็นสาวพรหมจารี คือยังไม่มีสามีนัยหนึ่ง

        อีกนัยหนึ่งคือ หญิงที่ยังไม่มีระดู กล่าวว่าเป็นพรหมจารีแท้เนื่องเพราะถือในความบริสุทธิ์ของผู้กวนตามคติของพราหมณ์แต่เดิมมานั่นเอง

        ประวัติความเป็นมาของประเพณีทำบุญวันสารท การทำพิธีสารทนี้ไทยเรารับมาจากคติความเชื่อของพราหมณ์ซึ่งในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้กล่าวถึงพระราชพิธีนี้ว่า เป็นพราหมณ์พุทธศาสนาทำตามอย่าง

        พราหมณ์... เมื่อพระราชพิธีของพราหมณ์ตกเข้ามาในแผ่นดินสยาม ก็พลอยประพฤติตามลัทธิพราหมณ์ด้วย

        คำว่า "สารท" เป็นคำของอินเดีย หมายถึงฤดูตรงกับภาษาอังกฤษว่าออทั้ม (autumn) ซึ่งเราแปลว่า ฤดูใบไม้ร่วง อยู่ระหว่างฤดูฝนและฤดูหนาว ฤดูสารทเป็นเวลาที่พืชพรรณธัญญาหารและผลไม้เริ่มสุกให้ดอกผลเป็นครั้งแรกในฤดูนี้ จึงถือเป็นเทศกาลรื่นเริงยินดี ทำพิธีตามคติความเชื่อถือและเลี้ยงดูกัน ภาษาอังกฤษเรียกว่า seasonal festivals ตามคติความเชื่อโบราณของชาติต่างๆ ในเรื่อง "ผลแรกได้" ที่ถือว่าเมื่อเก็บเกี่ยวได้ผลเป็นครั้งแรกจะเป็นผลไม้หรืออะไรก็ตามที เมื่อได้มาในครั้งแรกต้องนำสิ่งเหล่านั้นสังเวยบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือเสียก่อน เนื่องจากมีความเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือหรือกลัวเกรงนั้นย่อมเป็นผู้บันดาลให้พืชพรรณธัญญาหารงอกงาม การทำบุญตักบาตรด้วยกระยาสารท ต้องตัดเป็นชิ้นแล้วห่อด้วยใบตอง ควบคู่กับกล้วยไข่เสมอ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าในช่วงเดือน 10 เป็นช่วงที่กล้วยไข่สุกพอดี กระยาสารทเป็นขนมที่มีรสหวานจัด พอได้กล้วยไข่มากินแกล้ม ก็จะทำให้ช่วยลดความหวานและเสริมรสชาติกันไปได้ดี เมื่อชาวบ้านทำบุญตักบาตรแล้วก็มีการแจกจ่ายกระยาสารทที่เหลือจากการทำบุญแก่เพื่อนบ้าน เป็นการแลกเปลี่ยนรสกระยาสารท ดีหรือไม่ดี หวานหรือไม่หวาน มัน เหนียว หรือไม่ กินแล้วไม่ออกความเห็นที่ติชมกัน เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างอวดรสอวดฝีมือกัน และก็จะเป็นที่รู้กันว่ากระยาสารทบ้านไหนอร่อยมีฝีมือถือชื่อ กระยาสารทที่นิยมกันว่าอร่อยต้องมีรสหวานแหลมมันและเหนียวหนืด เมื่อพิจารณาถึงขนมกระยาสารทที่ชาวบ้านนำไปทำบุญตักบาตรในวันเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ถ้าเป็นงานซึ่งต้องทำขึ้นมาเป็นจำนวนมากเกินกำลัง ก็จะขอความร่วมมือกันด้วยความเต็มใจ ความสามัคคีและความสนิทสนมกลมเกลียว

        "สารท" เป็นคำมาจากภาษาอินเดียที่หมายถึง ฤดูสารทหรือฤดู ที่พืชพันธ์ธัญชาติเริ่มสุก ชาวอินเดียถือว่าควรมีพิธีรื่นเริงยินดี และทำพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเขา เพื่อให้พืชพันธ์ธัญญาหารเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ต่อไป แต่ในเทศกาลวันสารทของไทย เป็นฤดูที่ข้าวเพิ่งแตกรวง ชาวบ้านจึงปลูกข้าวเหนียวไว้เพื่อให้ทันเก็บเกี่ยวแล้วนำข้าวเหนียวนั้นมาตำเป็น ข้าวเท่า นำมากวนกับข้าวตอก ถั่ว งา มะพร้าว และน้ำตาล เรียกว่า "กระยาสารท" (ปัจจุบันการ กวนพระสารทเขาใช้น้ำอ้อยและนมสดผสมด้วย เพื่อให้เกิดความมันและหอมหวานอร่อยยิ่งขึ้น) เมื่อกวนกระยาสารทเสร็จแล้วก็จัดแบ่งเป็นส่วน ๆ แล้วเอาใบตองห่อ (ปัจจุบันไม่ใช้ใบตองแล้ว ใช้ถุงพลาสติกแทน) เพื่อนำไปตักบาตรถวายพระในวันสารท ทำบุญเสร็จแล้วก็กรวดน้ำ อุทิศส่วน กุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ถือกันว่าถ้าไม่ได้ทำบุญตักบาตร "กระยาสารท" ผีปู่ย่าตายายที่ตายไปจะได้รับความเดือดร้อน อด ๆ อยาก ๆ เท่ากับลูกหลานที่อยู่หลังขาดการกตัญญู ต่อบุพการี ส่วนพระสงฆ์รับบาตรกระยาสารทในวันนั้นแล้วเมื่อฉันเสร็จก็ฉันพระยาสารทเป็น ของ หวานในวันสารท ทางวัดจะจัดโต๊ะและตั้งบาตรวางเรียงเป็นแถวสำหรับให้ชาวบ้านที่มาทำบุญตักบาตรนำห่อกระยาสารทใส่ลงในบาตร ประเพณีตักบาตรอย่างนี้สมัยก่อนเรียกว่า "ตัก

ภาพ:ทำบูญวันสารท2.jpgภาพ:ทำบูญวันสารท3.jpgภาพ:ทำบูญวันสารท4.jpg


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 
 
 
   Hosted by kapook.com