Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
[แก้ไข] ร่างพระราชกฤษฎีกากำกับดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ....
- มาตรา ๑
พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำกับดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ....”
- มาตรา ๒
พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- มาตรา ๓
พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับแก่การให้บริการใดๆ ที่ส่งผลให้มีการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับ แก่สาขาหรือตัวแทนที่อยู่นอกราชอาณาจักรของผู้ให้บริการ
- มาตรา ๔
ในพระราชกฤษฎีกานี้
“การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การโอนสิทธิการถือครองเงิน หรือ การโอนสิทธิการถอนเงินหรือหักเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ใช้บริการที่เปิดไว้ กับผู้ให้บริการ ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
“เครือข่ายบัตรเครดิต” (Credit Card Network) หมายความว่า เครือข่ายการให้บริการรับส่งข้อมูลการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านบัตรเครดิตของผู้ถือบัตรไป ยังผู้ให้บริการซึ่งออกบัตรเช่นว่านั้น เพื่ออนุมัติการใช้บัตรในการทำรายการแต่ละรายการ หรือรับส่งข้อมูลเรียกเก็บเงินอันเกิด จากการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการหักทอนบัญชีระหว่างกัน
“อีดีซี” (Electronic Data Capture: EDC) หมายความว่า อุปกรณ์หรือเครื่องรับข้อมูลจากบัตรเครดิต บัตรเดบิต เงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด ซึ่งได้มีการกำหนด ให้รับส่งข้อมูลการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไปยังผู้ให้บริการซึ่งออกบัตรเพื่ออนุมัติการใช้บัตรดังกล่าว
“เครือข่ายอีดีซี” (EDC Network) หมายความว่า เครือข่ายการรับส่งข้อมูลอีดีซี (EDC) ที่มีศูนย์กลาง หรือจุดเชื่อมต่อการรับส่งข้อมูลระหว่างผู้ใช้บริการเครือข่าย
“เงินอิเล็กทรอนิกส์” (e-Money) หมายความว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ให้บริการออกให้แก่ผู้ใช้บริการซึ่งจะระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม โดยผู้ใช้บริการได้ชำระเงินให้แก่ผู้ให้บริการไว้ล่วงหน้า เพื่อนำไปใช้ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ ค่าใช้จ่าย หรือชำระหนี้อื่นใดแทนการชำระด้วยเงินสด และได้มีการบันทึกมูลค่าหรือจำนวนเงินที่ชำระไว้ล่วงหน้า
“บัตรอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามประมวลกฎหมายอาญา
“บริการสวิทส์ชิ่งในการชำระเงิน” (Transaction Switching) หมายความว่า บริการเป็นศูนย์กลางหรือจุดเชื่อมต่อ รับส่งข้อมูลรายการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้ให้บริการตามที่ตกลงกัน
“บริการรับชำระเงินแทน” (Payment Service Provider) หมายความว่า บริการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแทนเจ้าหนี้ สำหรับค่าสินค้า ค่าบริการ ค่าใช้จ่าย หรือหนี้อื่นใดของผู้ชำระเงิน ซึ่งเมื่อเป็นตัวแทนรับชำระเงินแล้วมีภาระต้องเก็บรักษามูลค่าหรือจำนวนเงินที่รับชำระ เพื่อส่งมอบให้แก่เจ้าหนี้ตามเวลาที่ได้มีการตกลงกันระหว่างผู้ให้บริการ รับชำระเงินแทนและเจ้าหนี้ ทั้งนี้ ตามวัตถุประสงค์ของผู้ชำระเงินซึ่งจ่ายเงิน
“บริการหักบัญชี” (Clearing) หมายความว่า บริการรับส่ง ตรวจสอบ และยืนยันข้อมูลตามคำสั่งการชำระเงินสำหรับนำไปคำนวณหาฐานะสุทธิของเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ เพื่อใช้ข้อมูลดังกล่าวไปทำการชำระดุลระหว่างผู้ได้ดุลกับผู้เสียดุล ทั้งนี้รวมถึงการจัดการเพื่อให้กระบวนการชำระดุลสำเร็จลุล่วงด้วย
“บริการชำระดุล” (Settlement) หมายความว่า บริการระบบการชำระเงินที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ที่มีจำนวนตั้งแต่สองรายขึ้นไป ที่ได้แสดงความจำนงในการชำระ หรือรับชำระเงินโดยผู้ให้บริการจะทำการหักบัญชีเงินฝาก หรือรับชำระด้วยวิธีอื่นใดตาม ที่ตกลงกันไว้ แล้วนำไปฝากเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้าหนี้ หรือชำระคืนเจ้าหนี้ด้วยวิธีอื่นใด เพื่อให้หนี้ดังกล่าวระงับไป
“ผู้ให้บริการ” หมายความว่า ผู้ให้บริการตามที่กำหนดไว้ในบัญชี ก ข หรือ ค ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้
“ธปท.” หมายความว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
- มาตรา ๕
ให้ ธปท. ทำหน้าที่กำกับดูแลการให้บริการตามพระราชกฤษฎีกานี้
- มาตรา ๖
เว้นแต่จะมีบทบัญญัติตามพระราชกฤษฎีกานี้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยการแจ้งให้ทราบ ขึ้นทะเบียน หรือออกใบอนุญาตตามความในมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.๒๕๔๔ เพิ่มเติม ให้เป็นไปตามที่ ธปท. ประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ในการออกใบอนุญาตตาม พระราชกฤษฎีกานี้ให้ ธปท. ประกาศกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาและสั่งการให้เป็นที่ทราบโดยทั่วไป และในกรณีที่ไม่อนุญาตให้แจ้งเหตุผลให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบด้วย
- มาตรา ๗
ให้บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดย ธปท. เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกฤษฎีกานี้
[แก้ไข] หมวด ๑ การให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
- มาตรา ๘
ผู้ให้บริการตามที่กำหนดไว้ในบัญชี ก ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ต้องแจ้งให้ทราบก่อนให้บริการ
- มาตรา ๙
ผู้ให้บริการตามที่กำหนดไว้ในบัญชี ข ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ต้องขึ้นทะเบียนก่อนให้บริการ
- มาตรา ๑๐
ผู้ให้บริการตามที่กำหนดไว้ในบัญชี ค ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ต้องได้รับอนุญาตก่อนให้บริการ
- มาตรา ๑๑
การปรับปรุงหรือแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ จากบัญชี ค เป็นบัญชี ข หรือบัญชี ก หรือจากบัญชี ข เป็นบัญชี ก ให้เป็นไปตามที่ ธปท.ประกาศกำหนด
ในกรณีมีปัญหาว่า ธุรกิจบริการใดเป็นธุรกิจบริการที่อยู่ในบัญชี ก หรือบัญชี ข หรือบัญชี ค ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ให้คณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
- มาตรา ๑๒
ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด และต้องมีเงินทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่น้อยกว่าที่ ธปท. ประกาศกำหนด
- มาตรา ๑๓
กรรมการ หรือ พนักงานผู้มีอำนาจจัดการของผู้ให้บริการซึ่งมีสิทธิยื่นคำขออนุญาตต้องไม่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย แต่ยังไม่พ้นระยะเวลาสองปีนับแต่วันที่มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายหรือปลดจากล้มละลาย
(๒) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต หรือการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
(๓) เป็นกรรมการหรือพนักงานผู้มีอำนาจจัดการของนิติบุคคลที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตในการให้บริการตามพระราชกฤษฎีกานี้
(๔) มีลักษณะต้องห้ามอื่นใดตามที่ ธปท. กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
[แก้ไข] หมวด ๒ หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นแบบในการแจ้งให้ทราบและขึ้นทะเบียน
- มาตรา ๑๔
ในการแจ้งให้ทราบ และขึ้นทะเบียน แล้วแต่กรณี ให้ผู้ให้บริการยื่นคำขอต่อ ธปท. โดยให้ยื่นตามแบบและนำส่งหลักฐานตามที่ ธปท. กำหนด
- มาตรา ๑๕
ในการแจ้งให้ทราบ และขึ้นทะเบียน ถ้าผู้ให้บริการเป็นบุคคลธรรมดาให้ยื่นคำขอต่อ ธปท. โดยให้ยื่นตามแบบและนำส่งหลักฐาน ดังต่อไปนี้
(๑) สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้าน
(๒) สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ในกรณีผู้ให้บริการเป็นคณะบุคคล
(๓) หนังสือชี้แจงพร้อมแนบหลักฐานแสดงจำนวนเงินทุนที่นำมาใช้ในการประกอบพาณิชย์กิจ
(๔) หลักฐานอื่นใดที่ ธปท.ประกาศกำหนด
- มาตรา ๑๖
ในการแจ้งให้ทราบ และขึ้นทะเบียนถ้าผู้ให้บริการเป็นนิติบุคคลให้ยื่นคำขอต่อ ธปท. โดยให้ยื่นตามแบบและนำส่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล กับหลักฐานอื่นใดที่ ธปท. ประกาศกำหนด
- มาตรา ๑๗
ในการยื่นแบบแจ้งให้ทราบ ผู้ให้บริการต้องแนบแผนฉุกเฉินหรือระบบให้บริการสำรองเพื่อให้การให้บริการสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และนโยบายและมาตรฐานรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ โดยอย่างน้อยต้องมีมาตรฐานตามที่ ธปท. ประกาศกำหนด
- มาตรา ๑๘
ในการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนตามพระราชกฤษฎีกานี้ ผู้ให้บริการต้องยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่ ธปท. ประกาศกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(๑) นโยบายและแผนการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงิน
(๒) แผนปฏิบัติการเตรียมการรองรับการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงิน
(๓) ระบบการบริหารและจัดการความเสี่ยง
(๔) ระบบการควบคุมภายใน
(๕) นโยบายและมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ
(๖) การศึกษาความเป็นไปได้และประเมินความเสี่ยงในการให้บริการ รวมทั้งแผนฉุกเฉินรองรับกรณีเกิดปัญหา
- มาตรา ๑๙
หาก ธปท. ตรวจพบในภายหลังว่าการแจ้งหรือขึ้นทะเบียนไม่ถูกต้อง หรือไม่ครบถ้วน ให้มีอำนาจสั่งผู้แจ้งหรือผู้ขึ้นทะเบียนแก้ไขให้ถูกต้องหรือครบถ้วนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งดังกล่าว
ถ้าผู้แจ้งหรือผู้ขึ้นทะเบียนตามวรรคหนึ่งไม่แก้ไขการแจ้งหรือขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องหรือครบถ้วน หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจ ให้ ธปท. พิจารณาเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ ให้คณะกรรมการพิจารณามีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท โดยคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งพฤติกรรมที่กระทำผิด และในกรณีที่เห็นสมควรคณะกรรมการอาจมีคำสั่งให้ผู้นั้นดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องหรือเหมาะสมได้
ในกรณีผู้แจ้งหรือผู้ขึ้นทะเบียนไม่ดำเนินการแก้ไขตามคำสั่งของคณะกรรมการหรือธปท. หรือกระทำความผิดซ้ำอีก ให้คณะกรรมการมีอำนาจออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้นั้นประกอบธุรกิจตามที่ได้แจ้งหรือขึ้นทะเบียนอีกต่อไป โดยให้ ธปท. ประกาศคำสั่งนั้นให้เป็นที่ทราบทั่วกัน
[แก้ไข] หมวด ๓ หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นแบบในการขออนุญาต
- มาตรา ๒๐
ให้นำความในหมวด ๒ มาใช้บังคับเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นแบบในการขอรับใบอนุญาตโดยอนุโลม
:มาตรา ๒๑
ในการขอรับใบอนุญาต ให้ผู้ให้บริการยื่นคำขอต่อ ธปท. โดยให้ยื่นตามแบบและนำส่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท กับหลักฐานอื่นใดที่ ธปท. ประกาศกำหนด
[แก้ไข] หมวด ๔ หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจ
- มาตรา ๒๒
นอกจากปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๐ แล้ว ผู้ให้บริการจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศ ธปท.
ประกาศ ธปท. ตามวรรคหนึ่ง ต้องกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับรายการอย่างน้อย ดังต่อไปนี้
(๑) การเก็บรักษาและการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ
(๒) การตรวจสอบและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบการให้บริการที่น่าเชื่อถืออย่างสม่ำเสมอ
(๓) การกำหนดค่าธรรมเนียมในการให้บริการอย่างชัดเจน
(๔) การรับคำร้องเมื่อมีการร้องเรียนหรือมีข้อโต้แย้งจากผู้ใช้บริการ และการดำเนินการเพื่อหาข้อยุติ
(๕) การจัดทำบัญชีและรายงานการปฏิบัติการ
นอกจากหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดในวรรคสอง ธปท. อาจกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมที่จำเป็นตามประเภทธุรกิจแล้วแต่กรณี ในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) การออกหลักฐานการชำระเงิน
(๒) การเก็บรักษาเงินที่จะต้องส่งมอบ
(๓) การกำหนดผลสิ้นสุดของการโอนเงิน (Finality) ซึ่งผู้รับเงินสามารถใช้เงินได้ทันทีโดยปราศจากเงื่อนไข
(๔) การดำเนินการเพื่อรักษาสถานภาพทางการเงินของผู้ให้บริการ หรือ
(๕) การจัดให้มีผู้ตรวจสอบอิสระทางด้านความมั่นคงปลอดภัยตามรายชื่อที่ประกาศ โดยคณะกรรมการ
- มาตรา ๒๓
ผู้ให้บริการต้องส่งงบการเงินและผลการดำเนินการต่อ ธปท. ตามที่ ธปท. ประกาศกำหนด
[แก้ไข] หมวด ๕ การกำกับดูแล
- มาตรา ๒๔
เพื่อให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) ออกคำสั่งเรียกผู้ให้บริการมาให้ข้อมูล หรือเรียกให้ส่งเอกสารใดๆ เพิ่มเติม
(๒) ตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริง แล้วรายงานต่อคณะกรรมการ ในกรณีที่ผู้ให้บริการได้กระทำผิดหรือทำให้เกิดความเสียหายเพราะเหตุไม่ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาหรือตามที่กำหนดเป็นเงื่อนไขการให้บริการ
[แก้ไข] หมวด ๖ การต่ออายุ การพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต
- มาตรา ๒๕
ใบอนุญาตที่ผู้ให้บริการได้รับมีกำหนดสิบปี และต่ออายุได้ครั้งละสิบปี
ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันแต่ไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันครบกำหนดอายุใบอนุญาต หากผู้ให้บริการประสงค์จะให้บริการต่อไป ให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาต เมื่อได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตแล้ว ผู้ให้บริการสามารถให้บริการต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งการไม่อนุญาต ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการขอใบอนุญาตมาใช้บังคับโดยอนุโลม
- มาตรา ๒๖
เมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาหรือเงื่อนไขในใบอนุญาต ให้ ธปท. มีอำนาจสั่งให้แก้ไขภายในกำหนดเวลา
- มาตรา ๒๗
ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตกระทำการหรือละเว้นกระทำการใดๆ จนเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่าอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อระบบการชำระเงินโดยรวมของประเทศ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ ธปท. ให้ ธปท. มีอำนาจออกคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตจนกว่าจะได้ดำเนินการให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด
- มาตรา ๒๘
ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามพระราชกฤษฎีกานี้ หรือไม่แก้ไขให้ถูกต้องตามคำสั่งของ ธปท. ให้ ธปท. พิจารณาเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ ให้คณะกรรมการพิจารณามีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองไม่เกินสองล้านบาท โดยคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งพฤติกรรมที่กระทำผิด และหรือสั่งพักใช้ใบอนุญาตจนกว่าผู้ได้รับใบอนุญาตจะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง
- มาตรา ๒๙
ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ได้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกานี้ หรือฝ่าฝืนคำสั่งของ ธปท. ให้ ธปท.เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาต และหากคณะกรรมการมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ให้ ธปท.ประกาศคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตนั้นให้เป็นที่ทราบทั่วกัน
- มาตรา ๓๐
ในกรณีที่ ธปท. ตรวจพบในภายหลังว่าการออกใบอนุญาตเป็นไปโดยผิดหลงอันเนื่องมาจากข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขการอนุญาต ให้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาต
[แก้ไข] หมวด ๗ การเลิกให้บริการ การเลิกกิจการ การควบหรือการรวมกิจการ
- มาตรา ๓๑
เมื่อผู้ให้บริการรายใดประสงค์จะเลิกให้บริการ หรือเลิกกิจการ ให้ผู้ให้บริการรายนั้นแจ้งเป็นหนังสือและจัดทำรายงานที่เกี่ยวกับการเลิกให้บริการ หรือเลิกกิจการ ดังกล่าวให้ ธปท. ล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวัน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในประกาศ ธปท.
เมื่อได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง ธปท. มีอำนาจสั่งให้ผู้ให้บริการต้องปฏิบัติอย่างหนึ่ง อย่างใดก่อนเลิกให้บริการ หรือเลิกกิจการก็ได้
ผู้ให้บริการรายใดประสงค์ที่จะเลิกให้บริการ หรือเลิกกิจการจะต้องคืนใบอนุญาตต่อ ธปท.
เมื่อผู้ให้บริการรายใดประสงค์จะควบหรือรวมกิจการกับบุคคลอื่น ให้นำบทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
[แก้ไข] บทเฉพาะกาล
- มาตรา ๓๒
ผู้ให้บริการที่ได้ให้บริการอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับและ ไม่มีกฎหมายอื่นควบคุมไว้เป็นการเฉพาะ ถ้าประสงค์จะประกอบกิจการนั้นต่อไป ให้มาแจ้ง ขึ้นทะเบียน และยื่นคำขอรับอนุญาตภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
- มาตรา ๓๓
ผู้ให้บริการที่ประกอบธุรกิจบริการตามกฎหมายอื่นอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ซึ่งในการประกอบธุรกิจของผู้ให้บริการนั้นมีลักษณะเป็นการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้ถือเป็นผู้ให้บริการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ทั้งนี้ หากผู้ให้บริการรายใดประสงค์จะประกอบธุรกิจบริการดังกล่าวต่อไป ให้ผู้ให้บริการดำเนินการขอรับใบแจ้ง ขอรับใบขึ้นทะเบียน หรือขอรับใบอนุญาตตามพระราชกฤษฎีกานี้ ภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ให้บริการอื่นใดที่ ธปท. ประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการก็ได้
[แก้ไข] (ร่าง)บัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำกับดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ....
บัญชี ก ธุรกิจบริการที่ต้องแจ้งให้ทราบก่อนให้บริการ
(๑) การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่ใช้ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากผู้ประกอบการเพียงรายเดียว ยกเว้นการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้จำกัดเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภค โดยมิได้แสวงหากำไรจากการออกบัตร ตามที่ ธปท. ประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
(๒) การให้บริการอื่นใดที่ ธปท. ประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
บัญชี ข ธุรกิจบริการที่ต้องขอขึ้นทะเบียนก่อนให้บริการ
(๑) การให้บริการเครือข่ายบัตรเครดิต
(๒) การให้บริการเครือข่ายอีดีซี
(๓) การให้บริการสวิทส์ชิ่งในการชำระเงินระบบใดระบบหนึ่ง
(๔) การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่ใช้ซื้อสินค้า และหรือรับบริการเฉพาะอย่างตามรายการที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ณ สถานที่ที่อยู่ภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายและหรือการให้บริการเดียวกัน
(๕) การให้บริการอื่นใดที่ ธปท. ประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
บัญชี ค ธุรกิจบริการที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนให้บริการ
(๑) การให้บริการหักบัญชี (Clearing)
(๒) การให้บริการชำระดุล (Settlement)
(๓) การให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใด หรือ ผ่านทางเครือข่าย
(๔) การให้บริการสวิทชิ่งในการชำระเงินหลายระบบ
(๕) การให้บริการรับชำระเงินแทน
(๖) การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่ใช้ซื้อสินค้า และหรือรับบริการเฉพาะอย่างตามรายการที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยไม่จำกัดสถานที่และไม่อยู่ภายใต้ระบบการ จัดจำหน่ายและหรือการบริการเดียวกัน
(๗) การให้บริการอื่นใดที่ ธปท.ประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก











