Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
สารบัญ |
[แก้ไข] ร่างพระราชบัญญัติการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่ พ.ศ. ....
ให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่
โดยที่ปัจจุบันได้มีการตรากฎหมายขึ้นบังคับใช้ในเรื่องต่าง ๆ มากมาย ซึ่งหลักเกณฑ์ที่บังคับใช้ในเรื่องหนึ่งมักจะมีความซับซ้อนและกระจัดกระจายอยู่ในกฎหมายหลายฉบับ ทำให้บุคคลทั่วไปซึ่งมิใช่นักกฎหมายยากที่จะเข้าใจระบบกฎหมายในแต่ละเรื่อง ด้วยเหตุนี้ ในต่างประเทศ เช่น ในประเทศฝรั่งเศสจึงมีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่ (code à droit constant) ซึ่งได้แก่การนำบทบัญญัติของกฎหมายฉบับต่าง ๆ ที่ใช้บังคับอยู่ในเรื่องหนึ่งมารวบรวมเป็นประมวลกฎหมาย และจัดโครงสร้างของบทบัญญัติในส่วนต่าง ๆ เสียใหม่ให้เป็นหมวดหมู่และมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล ทั้งนี้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลักการ การจัดทำประมวลกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและเข้าใจกฎหมายได้โดยสะดวกและเข้าใจกฎหมายได้ง่ายขึ้น อันจะช่วยให้ประชาชนทราบถึงสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของตนโดยชัดเจนและทำให้การบริหารรัฐกิจเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล(good governance) จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
.........................................................................................................................................................
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่
...........................................................................................................................................................
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่ พ.ศ. ....”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวงหรือระเบียบเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
“การจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่” หมายความว่า การนำบทบัญญัติกฎหมายต่างๆ ในลำดับศักดิ์ของพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดหรือกฎหมายอื่นที่อยู่ในลำดับศักดิ์เดียวกันที่เป็นเรื่องเดียวกันหรือเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกันและใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการประกาศบังคับใช้ประมวลกฎหมาย มาบัญญัติรวมไว้อย่างเป็นระบบในรูปแบบของประมวลกฎหมายโดยไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหลักการของกฎหมายเว้นแต่เป็นการแก้ไขตามที่พระราชบัญญัตินี้ได้กำหนด และกำหนดให้ยกเลิกบทบัญญัติของพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการค้นหาและเข้าใจกฎหมาย
[แก้ไข] หมวด ๑ บททั่วไป
มาตรา ๕ ในการกำหนดให้ใช้บังคับประมวลกฎหมายนั้น ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายซึ่งต้องประกอบด้วยบทบัญญัติอย่างน้อยจำนวนห้ามาตราดังต่อไปนี้ (พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย)
(๑) มาตราที่บัญญัติให้ใช้บังคับประมวลกฎหมายที่อยู่ท้ายพระราชบัญญัติ
(๒) มาตราที่บัญญัติให้ยกเลิกบทบัญญัติของกฎหมายที่นำมารวบรวมและให้ใช้บังคับบทบัญญัติในประมวลกฎหมาย
(๓) มาตราที่ระบุถึงวันที่ได้มีการเสนอร่างต่อสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการจัดทำประมวลกฎหมาย
(๔) มาตราที่กำหนดให้บทบัญญัติในประมวลกฎหมายที่อ้างถึงบทบัญญัติในกฎหมายอื่นจะมีผลเป็นการถูกแก้ไขโดยปริยายหากได้มีการแก้ไขบทบัญญัติที่ถูกอ้างถึง และ
(๕) มาตราที่กำหนดให้บทบัญญัติกฎหมายอื่นที่อ้างถึงบทบัญญัติที่นำมารวบรวมไว้ในประมวลกฎหมาย ให้ถือว่าเป็นการอ้างถึงบทบัญญัติในประมวลกฎหมาย
มาตรา ๖ การนำบทบัญญัติกฎหมายมารวบรวมและมีการแก้ไขถ้อยคำในกฎหมายทำให้เกิดปัญหาในการใช้หรือการตีความบทบัญญัติในประมวลกฎหมาย ให้ถือตามบทบัญญัติกฎหมายที่นำมารวบรวมเป็นประมวลกฎหมาย (กรณีมีปัญหาการบังคับใช้หรือตีความ)
มาตรา ๗ การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย (การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย)
มาตรา ๘ ในการจัดทำร่างกฎหมายฉบับหนึ่งฉบับใด ให้พิจารณาตรวจสอบด้วยว่าหลักการในร่างกฎหมายนั้นมีอยู่หรือสมควรอยู่ในประมวลกฎหมายที่ได้มีการประกาศบังคับใช้แล้วหรือไม่
ในกรณีที่เห็นว่าหลักการในร่างกฎหมายนั้นมีอยู่หรือสมควรอยู่ในประมวลกฎหมาย ให้ดำเนินการตราเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย
[แก้ไข] หมวด ๒ คณะกรรมการการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่แห่งชาติ
มาตรา ๙ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่แห่งชาติ” เรียกโดยย่อว่า “ปมช.” ประกอบด้วย (องค์ประกอบ ปมช. และเลขานุการ)
(๑) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ
(๒) กรรมการจากฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่
(ก) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเสนอรายชื่อ สภาละหนึ่งคน
(ข) ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นซึ่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมอบหมาย
(๓) กรรมการจากฝ่ายบริหาร ได้แก่ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และอัยการสูงสุด
(๔) กรรมการจากฝ่ายตุลาการ ได้แก่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร ซึ่งประธานของแต่ละศาลเสนอรายชื่อ ศาลละหนึ่งคน
(๕) ผู้แทนหน่วยงานอิสระหรือหน่วยงานของรัฐ ได้แก่ ผู้แทนสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานศาลปกครอง ผู้แทนกรมพระธรรมนูญ ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนสภาทนายความ และผู้แทนเนติบัณฑิตยสภา หน่วยงานละหนึ่งคน
(๖) กรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรในคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการวิสามัญในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ซึ่งประธานของแต่ละคณะกรรมการเสนอรายชื่อ คณะละหนึ่งคน
(๗) ผู้แทนคณาจารย์ประจำซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งจากอาจารย์ประจำที่สอนสาขาวิชานิติศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐหรือสถาบันอุดมศึกษาของเอกชนที่มีการสอนระดับปริญญาในสาขาวิชาดังกล่าว จำนวนสองคน
(๘) กรรมการเฉพาะกิจตามจำนวนที่กำหนดในมาตรา ๑๐
ให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาแต่งตั้งข้าราชการของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๑๐ เมื่อ ปมช. มีมติให้จัดทำประมวลกฎหมายในเรื่องใดแล้ว ให้กรรมการตามมาตรา ๙ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗) สรรหารายชื่อบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในกฎหมายในเรื่องนั้นจำนวนสองคนต่อหนึ่งเรื่องเพื่อเสนอรายชื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการเฉพาะกิจ(ที่มาของกรรมการเฉพาะกิจ)
การสรรหารายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรรมการตามมาตรา ๙ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗) กำหนด
มาตรา ๑๑ ในระหว่างที่ยังไม่มีกรรมการเฉพาะกิจตามมาตรา ๙ (๘) ให้ ปมช. ประกอบด้วยกรรมการตามมาตรา ๙ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗)(องค์ประกอบ ปมช. ในระหว่างที่มีกรรมการไปครบด้วย)
มาตรา ๑๒ ในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสิ้นสุดลงทำให้ไม่มีกรรมการจากฝ่ายนิติบัญญัติตามมาตรา ๙ (๒) หรือ (๖) ให้ ปมช. ประกอบด้วยกรรมการตามมาตรา ๙ (๑) (๓) (๔) (๕) และ (๗)
มาตรา ๑๓ ให้ ปมช. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (อำนาจหน้าที่)
(๑) จัดทำแผนงานหรือโครงการทั่วไปเกี่ยวกับการจัดทำประมวลกฎหมายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๑
(๒) วางระเบียบว่าด้วยกระบวนการ รูปแบบและวิธีการจัดทำประมวลกฎหมาย
(๓) กำหนดขอบเขตการจัดทำประมวลกฎหมายในแต่ละเรื่อง
(๔) ติดตามผลการจัดทำประมวลกฎหมาย และปัญหาที่เกิดจากการจัดทำประมวลกฎหมาย รวมทั้งดำเนินการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมาย
(๕) ติดตาม เร่งรัด กำกับดูแล และให้คำแนะนำการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการเกี่ยวกับการจัดทำประมวลกฎหมาย
(๖) จัดทำและพิจารณาร่างประมวลกฎหมายเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี
(๗) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายและพิจารณาให้ความเห็นในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดทำประมวลกฎหมายตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
(๘) เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดทำประมวลกฎหมาย
(๙) ตรวจสอบ ติดตาม เร่งรัด กำกับดูแล และให้คำแนะนำในการปรับปรุงประมวลกฎหมายที่ได้ประกาศบังคับใช้แล้ว
(๑๐) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ปมช.
ระเบียบตาม (๒) ให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทราบ
มาตรา ๑๔ ให้กรรมการตามมาตรา ๙ (๗) อยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี
กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ (วาระกรรมการจากคณาจารย์ประจำ)
มาตรา ๑๕ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๔ กรรมการตามมาตรา ๙ (๗) พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการจากคณาจารย์ประจำ)
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก
(๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๕) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๖) เป็นบุคคลล้มละลาย
ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ คณะรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทนได้และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน
ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว
มาตรา ๑๖ ให้กรรมการเฉพาะกิจเข้าร่วมประชุม ปมช. เฉพาะในคราวที่มีการพิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับประมวลกฎหมายที่กรรมการเฉพาะกิจผู้นั้นได้รับแต่งตั้งเข้ามา
ให้นำมาตรา ๑๕ มาใช้บังคับแก่การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการเฉพาะกิจ โดยอนุโลม (การปฏิบัติหน้าที่กรรมการเฉพาะกิจและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการเฉพาะกิจ)
มาตรา ๑๗ ในการประชุม ปมช. ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การประชุมคณะกรรมการทุกคราวต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าห้าคนจึงจะเป็นองค์ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งรวมทั้งกรรมการเฉพาะกิจในเรื่องที่ตนรับผิดชอบ ให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด (การประชุม ปมช).
มาตรา ๑๘ ปมช. จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้ (การตั้งอนุกรรมการ)
การประชุมของคณะอนุกรรมการให้นำมาตรา ๑๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๙ ประธานกรรมการ และกรรมการ ปมช. ย่อมได้รับค่าตอบแทน ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด (ค่าตอบแทน ปมช.)
ระเบียบตามวรรคหนึ่งในส่วนที่เป็นค่าตอบแทนของกรรมการเฉพาะกิจให้กำหนดโดยคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมกับค่าตอบแทนของกรรมการ ปมช. อื่น
มาตรา ๒๐ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของ ปมช. รับผิดชอบงานธุรการ งานประชุม การศึกษาหาข้อมูลและกิจการต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานของ ปมช. (หน่วยงานธุรการของ ปมช.)
เพื่อให้งานตามวรรคหนึ่งดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดหน่วยงานขึ้นหน่วยงานหนึ่งเป็นการเฉพาะเพื่อรับผิดชอบงานดังกล่าว
[แก้ไข] หมวด ๓ การจัดทำประมวลกฎหมาย
[แก้ไข] ส่วนที่ ๑ ขั้นตอนการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่
มาตรา ๒๑ ให้ ปมช. จัดทำแผนงานหรือโครงการเกี่ยวกับการจัดทำประมวลกฎหมาย โดยให้กำหนดเนื้อหาและขอบเขตในสาระของกฎหมายต่างๆ ที่จะนำมากำหนดเป็นประมวลกฎหมายและกำหนดระยะเวลาของแผนงานหรือโครงการ ทั้งนี้ โดยให้คำนึงถึงความสะดวกของเจ้าหน้าที่และประชาชนที่จะใช้กฎหมายหรือเข้าถึงข้อมูลนั้นได้โดยง่าย และเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี (การเริ่มทำประมวลกฎหมาย)
มาตรา ๒๒ เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแผนงานหรือโครงการตามมาตรา ๒๑ แล้ว ให้ ปมช. กำหนดให้จัดทำประมวลกฎหมายตามแผนงานหรือโครงการดังกล่าวและให้แต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างประมวลกฎหมายขึ้นคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “กยร.”ประกอบด้วย (การแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างและองค์ประกอบของคณะกรรมการยกร่างตลอดจนคุณสมบัติ)
(๑) กรรมการเฉพาะกิจซึ่งได้รับแต่งตั้งเนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในกฎหมายเรื่องนั้นตามมาตรา ๙ (๘)
(๒) ผู้แทนจากส่วนราชการ รัฐวิสากิจ หรือองค์กรอิสระ ที่รับผิดชอบกฎหมายทางด้านนั้นมีจำนวนตามที่ ปมช. กำหนด
(๓) ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่จะจัดทำประมวลกฎหมายในเรื่องนั้น จำนวนอย่างน้อยสามคน แต่ไม่เกินห้าคน
(๔) ผู้แทนจากกลุ่มประชาชนผู้ใช้กฎหมายทางด้านนั้นมีจำนวนตามที่ ปมช. กำหนด
ให้หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรอิสระที่รับผิดชอบในกฎหมายเรื่องนั้นตาม (๒) เป็นประธานกรรมการ และให้ ปมช. แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าวเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้หน่วยงานดังกล่าวมีหน้าที่รับผิดชอบในการยกร่างประมวลกฎหมายในเรื่องนั้นเพื่อเสนอต่อ ปมช.
คุณสมบัติ และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการยกร่างประมวลกฎหมายตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ปมช. กำหนด ทั้งนี้ ระเบียบดังกล่าวอาจกำหนดคุณสมบัติและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการให้มีความแตกต่างกันตามความเชี่ยวชาญก็ได้
มาตรา ๒๓ กยร. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการยกร่าง)
(๑) ดำเนินการยกร่างประมวลกฎหมายตามที่ ปมช. มอบหมาย
(๒) จัดทำรายละเอียดตามตามที่กำหนดในมาตรา ๒๔ วรรคสอง เพื่อนำเสนอต่อ ปมช.
(๓) กำหนดบุคคลที่จะรับผิดชอบในการจัดทำรายงานและร่างประมวลกฎหมาย
(๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ ปมช. มอบหมาย
ในการดำเนินการของ กยร. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับร่างประมวลกฎหมายนั้นมีหน้าที่สนับสนุนช่วยเหลือในการยกร่างประมวลกฎหมาย
มาตรา ๒๔ ให้ กยร. จัดทำโครงร่างของประมวลกฎหมายเบื้องต้น ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อหลักและหัวข้อย่อย และดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายในเรื่องนั้น โดยวิธีการตามที่กำหนดในระเบียบตามมาตรา ๑๓เพื่อให้ได้ข้อมูลจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาดำเนินการปรับปรุง จากนั้นจึงเสนอขอความเห็นชอบจาก ปมช. (รายละเอียดของโครงร่างประมวลกฎหมาย)
เมื่อ ปมช. ให้ความเห็นชอบโครงร่างของประมวลกฎหมายแล้ว ให้ กยร. จัดทำร่างประมวลกฎหมาย ซึ่งจะต้องประกอบด้วย
(๑) ร่างพระราชบัญญัติที่กำหนดให้มีการใช้บังคับประมวลกฎหมายตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕
(๒) ร่างประมวลกฎหมายที่จัดทำขึ้น
(๓) ตารางเปรียบเทียบบทบัญญัติของร่างประมวลกฎหมายใหม่กับบทบัญญัติของกฎหมายปัจจุบันตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๘
(๔) บัญชีรายชื่อบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๙
มาตรา ๒๕ เมื่อ กยร. ดำเนินการยกร่างประมวลกฎหมายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ปมช. กำหนดในส่วนที่ ๒ เสร็จแล้ว ให้เสนอ ปมช. พิจารณาความครบถ้วนของประมวลกฎหมายที่ กยร. ได้จัดทำขึ้น และมอบหมายให้กรรมการเฉพาะกิจคนหนึ่งใน กยร. เป็น ผู้ติดตามชี้แจงรายละเอียดในร่างประมวลกฎหมายนั้น (การดำเนินการเสนอร่างประมวลกฎหมาย)
เมื่อ ปมช. เห็นว่าร่างประมวลกฎหมายที่ กยร. จัดทำขึ้นมีความครบถ้วนแล้ว ให้ดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายในเรื่องนั้นอีกครั้งหนึ่ง และนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาปรับปรุงร่างประมวลกฎหมายนั้น
มาตรา ๒๖ เมื่อได้ดำเนินการตามมาตรา ๒๕ แล้ว ให้ ปมช. เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการ และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาว่าบทบัญญัติที่นำมารวบรวมจัดทำเป็นประมวลกฎหมายนั้นมีการแก้ไขที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนดในกฎหมายที่นำมารวบรวมจัดทำเป็นประมวลกฎหมายหรือไม่ (การขออนุมัติหลักการและส่งสำนักงาน สคก. ตรวจพิจารณา)
มาตรา ๒๗ เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาในรายละเอียดของร่างประมวลกฎหมายแล้วให้ส่งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการเสนอสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณาต่อไป
รายละเอียดของร่างประมวลกฎหมายที่จะเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาให้ประกอบด้วยรายการตามมาตรา ๒๔ วรรคสอง
มาตรา ๒๘ ในการพิจารณาร่างประมวลกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ห้ามมิให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมหลักการในร่างประมวลกฎหมาย แต่ให้พิจารณาว่าร่างประมวลกฎหมายนั้นมีขอบเขตเกินไปจากที่กฎหมายปัจจุบันกำหนดไว้หรือไม่
สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอาจแก้ไขเพิ่มเติมได้เฉพาะถ้อยคำ แต่จะแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาไม่ได้ นอกจากเป็นเนื้อหาที่เห็นว่าขัดแย้งกันอยู่หรือเป็นกรณีตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓๓ หรือมาตรา ๓๕
สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอาจนำบทบัญญัติของกฎหมายที่เป็นเรื่องเดียวกันหรือเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกันกับร่างประมวลกฎหมายซึ่งประกาศบังคับใช้ภายหลังจากวันที่เสนอร่างประมวลกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎรมาบัญญัติรวบรวมไว้ในร่างประมวลกฎหมายได้
มาตรา ๒๙ กรณีที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นสมควรให้มีการปรับปรุงหลักการของบทบัญญัติในร่างประมวลกฎหมายมาตราใดให้แตกต่างไปจากหลักการเดิมที่ปรากฏตามบทบัญญัติในกฎหมายที่รวบรวมมา เพื่อให้หลักการดังกล่าวมีความสอดคล้องกับหลักการของร่างประมวลกฎหมายที่จะตราขึ้นใหม่มากยิ่งขึ้น หรือกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นว่ายังมีบทบัญญัติอื่นในกฎหมายที่รวบรวมมาหรือในกฎหมายอื่นที่มีหลักการเกี่ยวข้องกับหลักการของร่างประมวลกฎหมายที่กำลังพิจารณาอยู่ ให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีข้อสังเกตเกี่ยวกับการเสนอขอแก้ไขหลักการของบทบัญญัติดังกล่าวไว้ในตารางเปรียบเทียบท้ายประมวลกฎหมาย
มาตรา ๓๐ ให้ ปมช. จัดทำรายงานผลการดำเนินการตามแผนงานหรือ โครงการให้คณะรัฐมนตรีทราบปีละหนึ่งครั้ง รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการ (การทบทวนการจัดทำประมวลกฎหมาย)
มาตรา ๓๑ ให้ ปมช. พิจารณาทบทวนการจัดทำประมวลกฎหมายภายหลังที่ได้ใช้บังคับประมวลกฎหมายไปแล้ว โดยต้องพิจารณาทบทวนใหม่ทุกระยะเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่มีการใช้บังคับประมวลกฎหมายนั้น และจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของเนื้อหาสาระของประมวลกฎหมายที่จัดทำไปแล้ว ความสะดวกในการใช้ และหากจำเป็นก็อาจมีการกำหนดเนื้อหาสาระของประมวลกฎหมายในแต่ละเรื่องกันใหม่
[แก้ไข] ส่วนที่ ๒ หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่
มาตรา ๓๒ ในการจัดทำประมวลกฎหมายแบบใหม่ ให้รวบรวมกฎหมายหรือบทบัญญัติของกฎหมายในลำดับศักดิ์ที่เทียบเท่าพระราชบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักการของร่างประมวลกฎหมายที่จะจัดทำขึ้น เพื่อนำไปกำหนดเป็นบทบัญญัติของร่างประมวลกฎหมาย (การรวบรวม)
ในการรวบรวมบทบัญญัติกฎหมายเพื่อจัดทำเป็นประมวลกฎหมาย ห้ามมิให้แก้ไขหลักการและถ้อยคำ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา ๓๔
มาตรา ๓๓ ในกรณีที่จำเป็นต้องบัญญัติบทยกเลิกกฎหมายบางฉบับหรือบทบัญญัติหนึ่งบทบัญญัติใดของกฎหมายที่นำมารวบรวม ให้บัญญัติบทยกเลิกกฎหมายหรือบทบัญญัติดังกล่าวในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย
กฎหมายหรือบทบัญญัติของกฎหมายที่จะถูกยกเลิกตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ (เหตุในการยกเลิก)
(๑) เป็นกฎหมายที่อาจขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
(๒) เหตุในการออกกฎหมายหรือบทบัญญัติในกฎหมายนั้นได้สิ้นสุดไปแล้ว
(๓) กฎหมายหรือบทบัญญัติในกฎหมายที่ถูกลบล้างไปโดยหลักทั่วไปแล้วว่าสิ้นผล
(๔) กฎหมายเก่าที่มีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับกฎหมายใหม่หรือไม่มีผลเนื่องจากมีกฎหมายใหม่แล้ว
(๕) กฎหมายที่ไม่ได้มีการบังคับใช้ในทางปฏิบัติตลอดมาหรือไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามความจริง
(๖) กฎหมายที่มีผลใช้บังคับเฉพาะภายในกำหนดระยะเวลาใดเวลาหนึ่งหรือเป็นบทเฉพาะกาล
ทั้งนี้ จะต้องระบุให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกยกเลิกเนื่องจากได้ถูกนำมาบัญญัติรวมไว้ในประมวลกฎหมาย และบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกยกเลิกโดยเหตุผลอื่นตามวรรคสองไว้ในตารางตามมาตรา ๒๔
มาตรา ๓๔ ในการจัดทำประมวลกฎหมาย ให้มีการแก้ไขหลักการและถ้อยคำของบทบัญญัติกฎหมายที่นำมารวบรวมได้เฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้ (ห้ามแก้ไขหลักการ)
(๑) แก้ไขถ้อยคำหรือหลักการเพื่อมิให้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
(๒) แก้ไขเพิ่มเติมรูปแบบของถ้อยคำที่บกพร่องผิดพลาด ล้าสมัย ฟุ่มเฟือย ไม่ชัดเจน หรือแก้ไขรูปแบบของถ้อยคำในลักษณะอื่นทำนองเดียวกันเพื่อให้บทบัญญัติในร่างประมวลกฎหมายเข้าใจได้ง่ายและสอดคล้องกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจะต้องไม่มีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหลักการของบทบัญญัติกฎหมาย
ทั้งนี้ จะต้องระบุให้เห็นถึงความแตกต่างของการแก้ไขเพิ่มเติมรวมทั้งเหตุผลของการแก้ไขเพิ่มเติมไว้ในตารางตามมาตรา ๒๔ ด้วย
มาตรา ๓๕ ในการจัดทำร่างประมวลกฎหมาย ให้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(ข้อควรคำนึง)
(๑) มีลักษณะของประมวลกฎหมายที่ดี ได้แก่ ความเป็นเอกภาพ ความเป็นระบบและสอดคล้องกัน ความสมบูรณ์ ความกระชับ ความชัดเจน และความสะดวกในการค้นหาและทำความเข้าใจ
(๒) ไม่ควรจัดทำประมวลกฎหมายที่มีขอบเขตเนื้อหาสาระกว้างเกินไปหรือแคบเกินไป
(๓) เป็นการจัดทำประมวลกฎหมายเพื่อประโยชน์สำหรับผู้ใช้กฎหมายไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของส่วนราชการ
(๔) ไม่ควรมีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายที่อ้างถึงประมวลกฎหมายอื่นที่ยังไม่มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย
(๕) ไม่ควรนำบทบัญญัติของกฎหมายที่มีผลใช้บังคับเป็นการเฉพาะกาลมาบัญญัติรวมไว้ในประมวลกฎหมายหรือบัญญัติให้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว
(๖) ควรกำหนดขอบเขตของเรื่องที่จะจัดทำประมวลกฎหมายให้ชัดเจนว่ามีขอบเขตเพียงใด
(๗) ควรแบ่งเค้าโครงเป็นหัวข้อหลักและหัวข้อย่อยให้มีความเชื่อมโยงสอดคล้องและเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบและเป็นเอกภาพ
มาตรา ๓๖ ในการจัดทำร่างประมวลกฎหมาย อาจนำบทบัญญัติในหลายมาตรามายุบรวมกัน หรือแยกบทบัญญัติในมาตราหนึ่งออกเป็นหลายมาตรา รวมทั้งจัดลำดับของบทบัญญัติต่าง ๆ และจัดเป็นหมวดหมู่เป็นหัวข้อหลักและหัวข้อย่อยให้เป็นระบบสอดคล้องกัน (การจัดลำดับและหมวดหมู่)
มาตรา ๓๗ การจัดหมวดหมู่ของบทบัญญัติในประมวลกฎหมายให้คำนึงถึงความสอดคล้องกันของหลักการของบทบัญญัติ โดยให้แบ่งตามลำดับดังนี้ (ชื่อหมวดหมู่)
(๑) บรรพ
(๒) ลักษณะ
(๓) หมวด
(๔) ส่วน
(๕) มาตรา
(๖) ส่วนย่อยของมาตราตามที่กำหนดในระเบียบตามมาตรา ๑๓ (๒)
ในกรณีที่ประมวลกฎหมายใดไม่มีความจำเป็นจะต้องแบ่งหมวดหมู่ตาม (๑) - (๔) ก็ให้เริ่มต้นลำดับใดก่อนตามความเหมาะสมได้ และเรียงตามลำดับกันไป
มาตรา ๓๘ ในตอนท้ายของประมวลกฎหมาย ให้มีตารางเปรียบเทียบจำนวนสามช่องดังต่อไปนี้ (ตารางเปรียบเทียบ)
(๑) ช่องที่หนึ่งเป็นบทบัญญัติในประมวลกฎหมายซึ่งเรียงลำดับตามเลขของมาตรา
(๒) ช่องที่สองเป็นบทบัญญัติกฎหมายปัจจุบันที่นำมารวบรวมพร้อมด้วยรายละเอียดของการอ้างอิงถึงบทบัญญัติกฎหมายนั้น และ
(๓) ช่องที่สามเป็นข้อสังเกตและเหตุผลต่างๆทั้งในเรื่องรูปแบบและหลักการ ที่ได้มีการยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม โดยอาจระบุถึงการแก้ไขเพิ่มเติมหลักการซึ่งจะได้ดำเนินการโดยการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายในภายหลังที่มีการประกาศบังคับใช้ประมวลกฎหมายแล้วด้วยก็ได้
ทั้งนี้ ตารางเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและเป็นเอกสารทางราชการที่ใช้อ้างอิงในการบังคับใช้ประมวลกฎหมาย
มาตรา ๓๙ ในตอนท้ายของประมวลกฎหมาย ให้มีบัญชีรายชื่อกฎหมายหรือบทบัญญัติของกฎหมายที่นำมารวบรวมไว้ในประมวลกฎหมายต่อท้ายจากตารางเปรียบเทียบ โดยเรียงลำดับตามวันใช้บังคับกฎหมายหรือบทบัญญัติของกฎหมายนั้น และระบุด้วยว่าบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นบทบัญญัติของมาตราใดในประมวลกฎหมาย
ทั้งนี้ บัญชีรายชื่อตามวรรคหนึ่งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและเป็นเอกสารทางราชการที่ใช้อ้างอิงในการบังคับใช้ประมวลกฎหมาย (บัญชีรายชื่อบทบัญญัติของกฎหมายปัจจุบัน)
[แก้ไข] บทเฉพาะกาล
มาตรา ๔๐ บรรดากฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งที่ได้ประกาศโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายที่นำมารวบรวมไว้ในประมวลกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนั้นใช้บังคับ ให้คงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับประมวลกฎหมายดังกล่าว จนกว่าจะมีกฎข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งที่ออกตามประมวลกฎหมายใช้บังคับแทน
มาตรา ๔๑ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งใด อ้างถึงบทบัญญัติของกฎหมายที่นำมารวบรวมไว้ในประมวลกฎหมายฉบับใด ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งนั้น อ้างถึงบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายฉบับนั้นใน บทมาตราที่มีนัยเช่นเดียวกัน แล้วแต่กรณี
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
.....................................
นายกรัฐมนตรี
ขอขอบคุณข้อมูลจาก











