.:: ร่างพระราชบัญญัติขจัดความรุนแรงในครอบครัว - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
ร่างพระราชบัญญัติขจัดความรุนแรงในครอบครัว
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

[แก้ไข]
ร่างพระราชบัญญัติขจัดความรุนแรงในครอบครัว

        ด้วย ในปัจจุบันได้มีการ ร่างพระราชบัญญัติขจัดความรุนแรงในครอบครัว โดยได้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดย มาตรา 3 ของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติไว้ว่า

        ความรุนแรงในครอบครัว หมายความว่า การกระทำใด ๆ เพื่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย สุขภาพ หรือจิตใจ หรือกระทำในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย สุขภาพ หรือจิตใจของบุคคลในครอบครัว หรือบังคับให้บุคคลในครอบครัวต้องกระทำการ ละเว้นกระทำการ หรือยอมรับการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งโดยมิชอบ แต่ไม่รวมถึงการกระทำโดยประมาท

        บุคคลในครอบครัว หมายความว่า คู่สมรส คู่สมรสเดิม ผู้ที่อยู่กินกันฉันท์สามีภริยา โดยมิได้จดทะเบียนสมรส บุตร บุตรบุญธรรม สมาชิกในครอบครัว รวมทั้งบุคคลใด ๆ ที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน แต่ไม่รวมถึงบุคคลที่อยู่ในฐานะผู้เช่า

        ดังนั้น ผู้ที่กระทำรุนแรงในครอบครัว จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 4

        แต่ถ้าศาลเห็นสมควรอาจกำหนดให้ใช้วิธีการฟื้นฟู บำบัดรักษา คุมความประพฤติ ผู้กระทำผิด ให้ผู้กระทำผิดชดใช้เงินช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ ทำงานบริการสาธารณะ ละเว้นการกระทำอันเป็นเหตุให้เกิดการใช้ความรุนแรง หรือทำทัณฑ์บนไว้ตามวิธีการและระยะเวลาที่ศาลกำหนดแทนการลงโทษก็ได้

         ส่วนบุคคลที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หรือบุคคลอื่นใดที่พบเห็น หรือทราบการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว มีหน้าที่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติ มาตรา 5

        และการแจ้งความต่อพนักงานจะได้รับความคุ้มครอง และไม่ก่อให้เกิดความรับผิดแก่ผู้แจ้งทั้งทางแพ่งและอาญา โดยอาจแจ้งความทางวาจา เป็นหนังสือ ทางโทรศัพท์ หรือวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งทางอิเล็กโทรนิกส์ก็ได้ และให้ถือเป็นการร้องทุกข์โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตาม มาตรา 6

        แต่ถ้าไม่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 3 เดือน นับแต่ผู้ที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงตามที่อยู่ในสภาพและมีโอกาสจะแจ้งความได้ ถือว่าคดีนั้นขาดอายุความ

        ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่บุคคลผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงเป็นการชั่วคราวในชั้นพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเป็นคำร้องขอจากบุคคลดังกล่าวหรือไม่ ให้ศาลมีอำนาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวนั้น และออกคำสั่งใด ๆ ได้เท่าที่จำเป็นและพอสมควรแก่กรณี ซึ่งรวมถึงการห้ามผู้กระทำความรุนแรงเข้าไปในที่พำนักของครอบครัว ห้ามเข้าใกล้ตัวบุคคลใดในครอบครัว รวมถึงการดูแลบุตร

        สุดท้ายเมื่อการพิจารณาพิพากษาคดีความรุนแรงในครอบครัวนั้น ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะได้ดำเนินไปแล้วเพียงใด ให้ศาลพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความได้ยอมความกันในข้อพิพาท โดยคำนึงถึงความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัว โดยคำนึกถึงหลักการต่อไปนี้

1.การคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรง
2.การสงวนและคุ้มครองสถานภาพของการสมรสในฐานะที่เป็นศูนย์รวมของชายและหญิงที่สมัครใจเข้ามาอยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภริยา หากไม่อาจรักษาสถานภาพของการสมรสได้ ก็ให้การหย่าเป็นไปด้วยความเป็นธรรมและเสียหายน้อยที่สุด โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของบุตรเป็นสำคัญ
3.การคุ้มครองและช่วยเหลือครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ครอบครัวนั้นต้องรับผิดชอบในการดูแลให้การศึกษาแก่สมาชิกที่เป็นผู้เยาว์
4.มาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือสามีภริยาและสมาชิกในครอบครัวให้ปรองดองกัน และปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกันเอง และกับบุตร

         เพื่อประโยชน์ในการหาทางให้เกิดการยอมความกันในคดีการกระทำความรุนแรงใน ครอบครัว ศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อาจตั้งผู้ไกล่เกลี่ย ประกอบด้วยบุคคล หรือคณะบุคคลซึ่งเป็นบิดามารดา ผู้ปกครอง ญาติของคู่ความ หรือบุคคลที่ศาลเห็นสมควร เพื่อให้คำปรึกษา หรือช่วยเหลือในการไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ยอมความกัน หรืออาจมอบหมายให้นักสังคมสงเคราะห์ หน่วยงานสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลใดช่วยเหลือไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ยอมความกันได้

        เมื่อผู้ที่ได้รับมอบหมายได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยตามคำสั่งศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ให้รายงานผลการไกล่เกลี่ยประนีประนอมต่อศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วแต่กรณี ในกรณีที่การไกล่เกลี่ยเป็นผลสำเร็จ บุคคลดังกล่าวจะจัดให้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความขึ้น หรือจะขอให้เรียกคู่ความมาทำสัญญายอมความกันต่อหน้าศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้

        เมื่อศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่า สัญญายอมความไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ก็ให้พนักงาน

        เจ้าหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญายอมความนั้น

หมายเหตุ

        เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เนื่องจากเห็นว่าปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่มีความละเอียดซับซ้อนเกี่ยวพันกับบุคคลใกล้ชิด จึงมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากการทำร้ายร่างกายระหว่างบุคคลทั่วไป

        การใช้มาตรการทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาบังคับใช้จึงค่อนข้างจะรุนแรงและขาดความยืดหยุ่น เนื่องจากมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษเพื่อตอบแทนการกระทำความผิดมากกว่าจะเป็นการพยายามแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด

        ดังนั้น การมีกฎหมายขจัดความรุนแรงในครอบครัวจึงจำเป็นและเหมาะสมกว่ากระบวนการทางอาญา โดยพระราชบัญญัติ "ขจัดความรุนแรงในครอบครัว" มีรูปแบบวิธีการ และขั้นตอนที่มีลักษณะพิเศษกว่าการดำเนินคดีอาญาโดยทั่วไป เพื่อให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสกลับตัวและยับยั้งการกระทำผิดซ้ำอีก รวมทั้งสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวไว้ได้

        นอกจากนี้ยังได้มีการจัดสัมมนาเรื่องประชาสังคมร่วมสร้าง : ร่างพระราชบัญญัติ ขจัดความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งจัดโดย ชมรมสมาชิกรัฐสภาสตรีไทย สนับสนุนโดย องค์การรัฐสภาแห่งเอเซีย ว่าด้วยประชากรและการพัฒนา (AFPPD) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อผลักดันกฎหมายขจัดความรุนแรงในครอบครัว และให้สังคมตระหนักรับทราบ เพื่อยุติความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งพบสถิติความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงต่อผู้หญิงที่เด็กที่เกิดขึ้น ในปีพ.ศ.2545 จากข่าวหนังสือพิมพ์มติชน, ไทยรัฐ, กรุงเทพธุรกิจ และผู้จัดการ จำนวน 450 ข่าวในจำนวนนี้ มีการละเมิดทางเพศเด็กและสตรีร้อยละ 40 อีกร้อยละ 60 เป็นการถูกทุบตี ทำร้าย ฆาตกรรม ผู้ที่ถูกกระทำ อายุสูงสุด 81 ปี และอายุต่ำสุดเพียง 1 วัน

        นอกจากนั้น ผลการวิจัย เรื่องความรุนแรง ต่อผู้หญิงที่มีคู่หรือเคยมี พบว่าร้อยละ 44 เคยถูกทำร้ายร่างกายหรือทางเพศ จากสามีหรือคนรัก โดยร้อยละ 12 ถูกทำร้ายในขณะตั้งครรภ์, ร้อยละ 39 ของผู้หญิงที่ถูกทำร้าย เคยหนีออกจากบ้าน, ร้อยละ 40 เคยคิดฆ่าตัวตาย, และเมื่อถูกทำร้าย ผู้หญิงร้อยละ 40 เท่านั้น หรือปรึกษา ปัญหาเรื่องนี้กับผู้อื่น

        ทั้งนี้ ... เนื่องด้วยคนส่วนหนึ่งมองเห็นว่า ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหา "ใน" ครอบครัวที่แต่ละครอบครัวต้องแก้เอง, บ้างเห็นว่า เป็นปัญหาของคนระดับล่าง ซึ่งมักจะมีปัญหาสืบเนื่องมาจากความด้อยโอกาส ขาดความรู้ ขาดเงินทอง บางคนรู้สึกว่าเป็นปัญหาของเด็กและผู้หญิงเท่านั้น ! และบางคนรู้สึกว่า เป็นเรื่องที่ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ยินยอมไปเอง!

        อย่างไรก็ตาม ...เนื่องด้วยปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แท้ที่จริง เป็นปัญหาส่วนรวมไม่ใช่ปัญหาส่วนตัว และเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบกับความสงบสุขของสังคมอย่างรุนแรง ตามเหตุผลสามประการคือ

1.ผู้กระทำความรุนแรงในสังคม เช่น ฆ่า ข่มขืน ทำร้ายร่างกาย ผู้อื่น ตามที่เห็นเป็นข่าวประจำวัน ฯลฯ ส่วนใหญ่มักจะถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวมาก่อน
2.การกระทำความรุนแรงในครอบครัวนั้น สามารถส่งต่อยังรุ่นลูกรุ่นหลานได้ เช่นพ่อที่จับลูกมัดเสา เฆี่ยนตี เมื่อย้อนกลับไป พบว่าวัยเด็กของพ่อ เคยถูกปู่ทำเช่นนี้มาก่อน
3.ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว ที่ถูกแจ้งความดำเนินคดี ทำทัณฑ์บน ปรับ จับ มักจะกระทำผิดซ้ำ ลดลง

        ดังนั้น ... ประชาชนทุกคน ควรช่วยกันลดการกระทำความรุนแรงในครอบครัวซึ่งเป็นรากเหง้าของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม ถ้าท่านละเลย ... ไม่แน่ว่า วันใดวันหนึ่งท่านและญาติสนิทมิตรสหาย อาจจะตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงนั้นเสียเอง

        ทุกท่านสามารถมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม โดย

1.สนับสนุนพระราชบัญญัติขจัดความรุนแรงในครอบครัว และเสนอแนะแก้ไข พระราชบัญญัติ เพื่อให้สมบูรณ์ และครอบคลุมที่สุด ส่งไปยัง ชมรมรัฐสภาสตรีไทย
2.ช่วยกันสอดส่องดูแลการกระทำของความรุนแงในครอบครัว ไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพใด สถานะใดเป็นพี่เลี้ยงเด็ก เป็นครู เป็นหมอ เป็นผู้นำชุมชน เป็นสมาชิกในชุมชน เป็นเพื่อนบ้าน ฯลฯ โดยทุกคนควรถือเป็นหน้าที่ ที่จะปกป้องคุ้มครองสังคมร่วมกัน
3.ทุกคนซึ่งอยู่ในฐานะสมาชิกหนึ่งของครอบครัว ควรจะดูแลครอบครัวตนเอง ปกป้องคุ้มครองสมาชิกในครอบครัว ไม่ให้เคยชินกับความรุนแรง ทั้งด้านพฤติกรรมความรุนแรงของผู้ใหญ่ ความรุนแรงที่ซุกซ่อนมาตามสื่อต่างๆ เช่นหนังสือการ์ตูน ทีวี ภาพยนตร์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
4.ผู้หญิงทุกคน ควรจะต้องพยายามพึ่งตนเองให้ได้ ทั้งด้านความรู้ และด้านเศรษฐกิจ ทำหน้าที่ของเมีย และแม่ที่ดี เพื่อให้ครอบครัวอบอุ่น ผาสุก โดยเฉพาะเมื่อเป็นแม่ ก็ต้องมีสิทธิ์ มีเสียง มีอำนาจต่อรอง ในการดูแลลูก ปกป้องลูกไม่ให้ถูกคนในครอบครัวกระทำความรุนแรง
5.สนับสนุนการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว ผ่านสื่อต่างๆ โดยเปิดเผยข้อมูล กระตุ้นเตือน ให้สังคม รับรู้ถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รวมทั้ง ท้วงติง เมื่อสื่อสนับสนุนความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม
6.ช่วยกันสนับสนุน มูลนิธิ และองค์กรต่างๆ ที่ช่วยปกป้องคุ้มครอง ช่วยเหลือ ผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว เช่น มูลนิธิเด็กและสตรีต่างๆ ไม่ว่าจะโดยแรงกาย แรงใจ บริจาคเงิน ฯลฯ

        หากทุกคนได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อแก้ไขความรุนแรงในครอบครัวในวันนี้ ผู้เขียนเชื่อว่า นอกจากความรุนแรงในสังคมโดยรวมจะลดลงให้เห็นแล้ว ท่านยังจะเกิดความสุขความภาคภูมิใจที่มีส่วนร่วมสร้างสังคมที่ปราศจากความรุนแรงในอนาคต ให้ลูกหลานของท่านอีกด้วย



ปัจจุบันกฎหมายนี้เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น พรบ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ และประกาศใช้บังคับแล้วครับ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • รศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ จิตแพทย์ประจำ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี
  • พ.ญ.ชัญวลี ศรีสุโข จาก หนังสือพิมพ์มติชน 14 ส.ค.46
 
 
 
   Hosted by kapook.com