Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
[แก้ไข] ร่างพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. ....
ให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุมประพฤติ
เนื่องจากปัจจุบันกรมคุมประพฤติเป็นหน่วยงานหลักเกี่ยวกับการคุมประพฤติทั้งในชั้นการพิจารณาคดี และชั้นหลังการพิพากษาคดีของศาลซึ่งเป็นภารกิจที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีภารกิจใหม่ในการคุมประพฤติผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็กหรือเยาวชน ผู้ได้รับพักการลงโทษและการลดวันต้องโทษจำคุก การตรวจพิสูจน์และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การจัดให้มีการทำงานบริการสังคม การดำเนินกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ การให้การสงเคราะห์ การให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด และจะมีการคุมประพฤติในชั้นก่อนการพิจารณาคดีของศาลอีกด้วย ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจของกรมคุมประพฤติมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและมีกฎหมายรองรับภารกิจใหม่นั้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
.......................................................................................................................................................................
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการคุมประพฤติ
..........................................................................................................................................................................
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. ....”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
“การคุมประพฤติ” หมายความว่า การสืบเสาะและพินิจ และการคุมประพฤติผู้ถูกคุมความประพฤติให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามคำสั่งหรือหนังสือแจ้งของศาล พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ รวมทั้งการใช้มาตราการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด
“การสืบเสาะและพินิจ” หมายความว่า การแสวงหาข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ถูกสืบเสาะและพินิจเพื่อประมวลข้อเท็จจริง จัดทำรายงานและความเห็นเสนอประกอบการพิจารณาของศาล พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ
“ผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ” หมายความว่า ผู้ต้องหา จำเลย นักโทษเด็ดขาดหรือบุคคลอื่นซึ่งมีกฎหมายกำหนดให้เข้าสู่กระบวนการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ
“การคุมประพฤติ” หมายความว่า การควบคุมและสอดส่องผู้ถูกคุมประพฤติให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
“ผู้ถูกคุมประพฤติ” หมายความว่า ผู้ต้องหา จำเลย นักโทษเด็ดขาดหรือบุคคลอื่นที่ศาล พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจกำหนดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติภายใต้การคุมความประพฤติของพนักงานคุมประพฤติ
“ การทำงานบริการสังคม” หมายความว่า การทำงานเพื่อสังคมโดยไม่มีค่าตอบแทนเพื่อเป็นการแก้ไขฟื้นฟู เพื่อเป็นการชดเชยความเสียหาย และให้ความหมายรวมถึงการทำกิจกรรมบริการสังคมตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติ และการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย
“ผู้ประสานงาน” หมายความว่า พนักงานคุมประพฤติหรือบุคคลอื่นใดที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติให้ทำหน้าที่จัดให้มีกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์
“สำนักงานคุมประพฤติ” หมายความว่า สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดหรือสำนักงานคุมประพฤติประจำศาล แล้วแต่กรณี
“กองทุน” หมายความว่า กองทุนป้องกันอาชญากรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการคุมประพฤติ
“พนักงานคุมประพฤติ” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้มีอำนาจหน้าที่ในการคุมประพฤติตามพระราชบัญญัตินี้
“ผู้ช่วยพนักงานคุมประพฤติ” หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยพนักงานคุมประพฤติตามพระราชบัญญัตินี้
“อาสาสมัครคุมประพฤติ” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีหรือบุคคลได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ช่วยเหลือพนักงานคุมประพฤติ และผู้ช่วยพนักงานคุมประพฤติตามพระราชบัญญัตินี้
“ยาเสพติด” หมายความว่า ยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษวัตถุออกฤทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และสารละเหยตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารละเหย
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมคุมประพฤติ
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนพนักงานคุมประพฤติ กับออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
[แก้ไข] หมวด ๑ คณะกรรมการคุมประพฤติ
มาตรา ๕ ให้มีคณะกรรมการคุมประพฤติประกอบด้วยปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานกรรมการ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมซึ่งปลัดกระทรวงยุติธรรมมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนกรมการจัดหางาน ผู้แทนกรมการแพทย์ ผู้แทนกรมพระธรรมนูญ ผู้แทนกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้แทนกรมสุขภาพจิต ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนกรุงเทพมหานคร และผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกินหกคนซึ่งปลัดกระทรวงยุติธรรมแต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ในการทำงานด้านกฎหมาย ด้านอาชญาวิทยา ทัณฑวิทยาหรืองานยุติธรรม ด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านจิตวิทยา หรือด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่องานคุมประพฤติ เป็นกรรมการ และให้อธิบดีเป็นกรรมการและเลขานุการ
ให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการในกรมคุมประพฤติไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขาการ
มาตรา ๖ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบาย แผนงาน งบประมาณและมาตราการต่างๆ ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) เสนอความคิดเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศ เพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(๓) กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด
(๔) กำหนดนโยบายเกี่ยวกับกองทุนป้องกันอาชญากรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด
(๕) ให้คำปรึกษา ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะแก่ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐและองค์กรต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารและดำเนินงานคุมประพฤติ
(๖) อำนาจหน้าที่อื่นตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
มาตรา ๗ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละสองปี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้
มาตรา ๘ นอกจากการพพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ปลัดกระทรวงยุติธรรมให้ออกเพราะบกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ
(๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๕) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
มาตรา ๙ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับกับการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและการประชุมของคณะกรรมการโดยอนุโลม
มาตรา ๑๐ คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้ และในมาตรา ๙ ในส่วนที่เกี่ยวกับการประชุมมาใช้บังคับโดยอนุโลม
[แก้ไข] หมวด ๒ อำนาจหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงาน
มาตรา ๑๑ นอกจากอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นแล้ว ให้พนักงานคุมประพฤติมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) สืบเสาะและพินิจผู้ถูกสืบเสาะและพินิจในเรื่องอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม สภาพความผิด เหตุอันควรปราณี รวมถึงการทำรายงานและความเห็นเกี่ยวกับความสามารถในการแก้ไขปรับปรุงตนเอง ตลอดจนความต้องการของบุคคลเกี่ยวกับวิธีการคุมความประพฤติ
(๒) สอดส่อง ติดตาม สอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือน ผู้ถูกคุมความประพฤติให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขและสามารถแก้ไขปรับปรุงตนเองได้เพื่อประโยชน์ในการป้องกันอาชญากรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด
(๓) แสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ได้รับการสงเคราะห์เพื่อให้การสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้
(๔) กำหนดรายละเอียดในการปฏิบัติตามเงื่อนไขตามที่ได้ตกลงกับผู้ถูกคุมความประพฤติเพื่อประโยชน์ในการคุมความประพฤติ
(๕) พิจารณาส่งตัวผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ ผู้ถูกคุมความประพฤติ และผู้ได้รับการสงเคราะห์ ให้แพทย์ตรวจสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ หรือส่งตัวไปบำบัดรักษาการติดยาเสพติดความบกพร่องทางกายหรือจิตใจ หรือความเจ็บป่วยอย่างอื่น
(๖) จัดการหรือดำเนินการเกี่ยวกับตัวผู้ถูกสืบเสาะและพินิจและผู้ถูกคุมความประพฤติ เช่น ถ่ายภาพ พิมพ์ลายนิ้วมือ ตรวจร่างกาย รวมทั้งสั่งหรือจัดให้ผู้ถูกสืบเสาะและพินิจหรือผู้ถูกคุมความประพฤติในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อว่าบุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(๗) เรียกผู้ถูกคุมความประพฤติและผู้ได้รับการสงเคราะห์เข้ารับการอบรมความรู้และทักาะต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขฟื้นฟูและป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ทั้งนี้ อาจเชิญบุคคลในครอบครัวของบุคคลดังกล่าวเข้าร่วมการอบรมด้วยก็ได้
(๘) ในกรณีที่ผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ ผู้ถูกคุ้มความประพฤติ หรือผู้ได้รับการสงเคราะห์เป็นเด็กหรือเยาวชน ให้มีการให้คำแนะนำแก่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนดังกล่าวพักอาศัยอยู่ด้วย เกี่ยวกับการเลี้ยงดู การอบรมสั่งสอน และการใด ๆ ที่จำเป็นและเหมาะสม รวมตลอดถึงการปรับปรุงตนเองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนดังกล่าวพักอยู่อาศัยด้วย
(๙) มอบหมายและกำกับดูแลให้อาสาสมัครคุมประพฤติดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
(๑๐) รายงานให้คณะกรรมการพักการลงโทษหรือคณะกรรมการลดวันลงโทษจำคุกที่มีคำสั่งทราบเมื่อนักโทษเด็ดขาดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เพื่อให้คณะกรรมการดังกล่าวดำเนินการต่อไป
(๑๑) ปฎิบัติหน้าที่อื่นตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีมอบหมาย
มาตรา ๑๒ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานคุ้มประพฤติมีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ ที่ผู้ถูกสืบเสาะและพินิจหรือผู้ถูกคุ้มความประพฤติอาศัยหรือทำงาน และสอบถามบุคคลซึ่งอยู่ในสถานที่นั้นเกี่ยวกับกรณีที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๑(๑) และ(๒) เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและตก
(๒) เรียกบุคคลที่สามารถให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๑ (๑) และ(๒) มาพบและให้ถ้อยคำ
(๓) สั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองส่งวัตถุหรือเอกสารอันจะใช้เป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับกรณีที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๑ (๑) และ(๒)
มาตรา ๑๓ ให้พนักงานคุมประพฤติดำเนินการหรือประสานงานเพื่อให้หน่วยงานของรัฐ องค์กรภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน มีส่วนรวมในการดำเนินงานสร้างเครือข่ายชุมชนเพื่อป้องกันอาชญากรรม ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๑๔ ให้กรมคุมประพฤติจำแนกผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ ผู้ถูกคุมความประพฤติและบุคคลที่ศาล พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจมีคำสั่งให้อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานคุมความประพฤติ เพื่อแก้ไขฟื้นฟูให้เหมาะสมกับผู้กระทำผิดแต่ละราย โดยให้คำนึงถึงความเสี่ยงในการกระทำความผิดซ้ำ
มาตรา ๑๕ ให้ผู้ช่วยพนักงานคุมประพฤติมีอำนาจหน้าที่ช่วยเหลือพนักงานคุมประพฤคิตามอธิบดีมอบหมาย
ให้อธิบดีแต่งตั้งและถอดถอนผู้ช่วยพนักงานคุมประพฤติ
คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการปฏิบัติงานของผู้ช่วยพนักงานคุมประพฤติให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๖ ให้มีอาสาสมัครคุมปประพฤติเพื่อช่วยเหลือพนักงานคุมประพฤติและผู้ช่วยพนักงานคุมประพฤติตามที่อธิบดีมอบหมาย
ให้รัฐมนตรีหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีแต่งตั้งและถอดถอนอาสาสมัครคุมประพฤติ
คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครคุมประพฤติให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๑๗ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานคุมประพฤติ ผู้ช่วยพนักงานคุมประพฤติ และอาสาสมัครคุมประพฤติแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง
บัตรประจำตัวให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๑๘ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานคุมประพฤติ และผู้ช่วยพนักงานคุมประพฤติเป็นเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๙ ให้ตำแหน่งพนักงานคุมประพฤติเป็นตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษที่จะได้รับเงินเพิ่มตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน และในการกำหนดให้ได้รับเงินเพิ่มต้องคำนึงถึงภาระหน้าที่ คุณภาพของงาน และการดำรงตนอยู่ในความยุติธรรม โดยเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระบวนการยุติธรรมด้วย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
มาตรา ๒๐ ในกรณีผู้เสียหาย ผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ ผู้ถูกคุมประพฤติ ผู้ได้รับการสงเคราะห์ หรือผู้เกี่ยวข้องไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทยหรือภาษาไทยท้องถิ่นได้และไม่มีล่าม ให้จัดหาล่ามให้
ในกรณีที่ผู้เสียหาย ผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ ผู้ถูกคุมความประพฤติ ผู้ได้รับการสงเคราะห์ หรือผู้เกี่ยวข้องไม่สามารถพูดหรือได้ยินหรือสื่อความหมายได้และไม่มีล่าม ให้จัดหาล่ามภาษามือหรือล่ามที่สามารถสื่อความหมายโดยวิธีอื่นตามที่เห็นสมควร
ให้กรมคุมประพฤติจัดหาล่ามตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้โดยมิชักช้า
ให้จ่ายค่าป่วยการแก่ล่ามที่จัดหาให้ตามมาตรานี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
[แก้ไข] หมวด ๓ การสืบเสาะและพินิจคุมความประพฤติ
มาตรา ๒๑ ในกรณีที่ศาล พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจ ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานนั้นส่งคำสั่งและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังสำนักงานคุมประพฤติภายในสามวันนับแต่วันที่มีคำสั่ง
เมื่อมีการพักการลงโทษหรือการลดวันต้องโทษจำคุกให้นักโทษเด็ดขาดให้กรมราชทัณฑ์ส่งหนังสือและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังสำนักงานคุมประพฤติโดยเร็ว
มาตรา ๒๒ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อได้รับคำสั่งตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง ให้พนักงานคุมประพฤติดำเนินการสืบเสาะและพินิจให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่สำนักงานคุมประพฤติได้รับคำสั่ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็น อาจร้องขอต่อศาล พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามมาตรา ๒๑ เพื่อสั่งให้ขยายเวลาออกไปอีกได้ไม่เกินสามสิบวัน
เมื่อได้รับหนังสือตามมาตรา ๒๑ วรรคสอง ให้พนักงานคุมประพฤติดำเนินการสืบเสาะและพินิจให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่สำนักงานคุมประพฤติได้รับหนังสือ
หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสืบเสาะและพินิจให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๓ ในกรณีที่ศาล พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจมีคำสั่งให้ดำเนินการคุมความประพฤติ ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานนั้นส่งคำสั่งและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังสำนักงานคุมประพฤติโดยเร็ว
ให้พนักงานคุมประพฤติชี้แจงให้ผู้คุมความประพฤติทราบถึงเงื่อนไขพื่อคุมความประพฤติด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษรรวมทั้งแจ้งผลที่จะได้รับจากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขให้ทราบด้วย
ในกรณีที่ผู้คุมความประพฤติตามวรรคสองเป็นเด็กหรือเยาวชน จะต้องมีบิดามารดา ผู้ปกครอง บุคคลที่เด็กหรือเยาวชนพักอาศัยอยู่ด้วย หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนร้องขอเข้าร่วมรับฟังการชี้แจงด้วย
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการคุมความประพฤติให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๔ ให้พนักงานคุมประพฤติจัดจำแนกแผนการคุมความประพฤติและแผนการแก้ไขฟื้นฟูให้เหมาะสมกับผู้ถูกคุมความประฟฤติแต่ละราย โดยให้ผู้ถูกคุมความประพฤติมีส่วนร่วมในการจัดแผนด้วย
ในกรณีที่ผู้ถูกคุมความประพฤติเป็นเด็กหรือ เยาวชน ให้บิดามารดา ผู้ปกครอง บุคคลที่เด็กหรือเยาวชนพักอาศัยอยู่ด้วย หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนร้องขอ มีส่วนร่วมในการจัดแผนด้วย
หลักเณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับแผนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๕ ในกรณีที่ผู้ถูกคุมความประพฤติไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยคำสั่งศาล พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ หรือพฤติการณ์เกี่ยวกับการคุมความประพฤติของผู้ถูกคุมความประพฤติเปลี่ยนแปลงไป ให้พนักงานคุมประพฤติตรวจสอบถึงเหตุการณิดังกล่าวและแก้ไขฟื้นฟูเท่าที่จะสามารถกระทำได้ก่อน หากไม่อาจดำเนินการเพื่อการคุมความประพฤติต่อไปได้หรือควรจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการคุมประพฤติ ให้รีบรายงานต่อศาล พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจโดยเร็ว
มาตรา ๒๖ ผู้สืบเสาะและพินิจ ผู้ถูกคุมความประพฤติ และผู้ได้รับการสงเคราะห์ พึงได้รับการให้ความช่วยเหลือแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต การพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ การปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือพฤติกรรม การบำบัดรักษาอาการติดยา การทำงานบริการสังคม การศึกษา การฝึกอาชีพ การประกอบอาชีพ ตลอดจนการสงเคราะห์อื่นๆ ตามความจำเป็น
[แก้ไข] หมวด ๔ การทำงานบริการสังคม
มาตรา ๒๗ ในกรณีที่ศาล พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจมีคำสั่งหู้ถูกคุมความประพฤติทำงานบริการสังคม หรือกรณีที่พนักงานคุมความประพฤติเห็นควรให้คุมความประพฤติทำงานบริการสังคม ให้พนักงานคุมประพฤติจัดให้ผู้ถูกคุมความประพฤติทำงานบริการสังคมเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม
การจัดให้ผู้ถูกคุมความประพฤติทำงานบริการสังคมอย่างหนึ่งอย่างใดตามวรรคหนึ่งให้พนักงานคุมประพฤติพิจารณาฐานความผิด พฤติกรรม ความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิด และเงื่อนไขการคุมความประพฤติที่กำหนด โดยคำนึงถึงเพศ อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ ความรู้ และความสามารถของผู้ถูกคุมความประพฤติ ทั้งนี้ งานที่จัดให้ทำจะต้องไม่ขัดหรือแย้งกับขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น ความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง
การจัดให้ผู้ถูกคุมความประพฤติทำงานบริการสังคมอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลอื่นใด ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความสะดวก และระยะเวลาเดินทางระหว่างที่พักอาศัยของผู้ถูกคุมความประพฤติกับสถานที่ทำงานบริการสังคม
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการตามวรรคสองและวรรคสามให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๘ องค์กรเอกชนหรือบุคคลผู้ถูกควบคุมดูแลการทำงานบริการสังคมของผู้ถูกคุมความประพฤติ ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวในบรรดาความเสียหายที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการควบคุมดูแลการทำงานบริการสังคมนั้น เว้นแต่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำโดยจงใจหรือโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากกรมคุมประพฤติ
[แก้ไข] หมวด ๕ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์
มาตรา ๒๙ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นกระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่ให้ความสำคัญกับการบรรเทาผลร้าย หรือการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิด โดยการชดใช้เยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหายและชุมชน การสร้างความสำนึกผิดและความรับผิดชอบของผู้กระทำผิดในการกระทำของตน และการให้ผู้เสียหาย ผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ ผู้ถูกคุมความประพฤติและสมิกของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมได้ร่วมการหาวิธีการในการแก้ไขปัญหา
ให้สำนักงานคุมประพฤติมีหน้าที่ดำเนินการกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในหมวดนี้
มาตรา ๓๐ ในระหว่างการคุมประพฤติ เมือผู้เสียหาย หรือผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ หรือผู้ถูกคุมความประพฤติ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอให้มีการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และอีกฝ่ายหนึ่งยินยอม ให้ผู้ประสานงานพิจารณาจัดให้มีกระบวนการดังกล่าว
มาตรา ๓๑ ให้ผู้ประสานงานมีหน้าที่จัดให้มีการประชุม กำหนดตัวบุคคลที่จะเข้าร่วมประชุม ดำเนินการประชุม และดำเนินการอื่นใดตามกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์
ผู้ประสานงานที่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดกรมคุมประพฤติ และบุคคลที่เข้าร่วมประชุมให้ได้รับค่าตอบแทนตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๓๒ ให้ผู้ประสานงานมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย ผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ ผู้ถูกคุมประพฤติ และสมาชิกของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมในการประชุมเพื่อทำความตกลงร่วมกัน เช่น การกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้อง การตกลงกันเกี่ยวกับการชดใช้ความเสียหาย การสร้างความสัมพันธ์ปรองดองกันในครอบครัวและชุมชน การส่งเสริมให้มีการแก้ไขปัญหาในชุมชน หรือหน้าที่อื่นที่จำเป็นเพื่อก่อให้เกิดความสมานฉันท์
ในกรณีที่สามารถตกลงกันได้ ให้จัดทำบันทึกข้อตกลงไว้เป็นหลักฐานแล้วอ่านให้ผู้เข้าร่วมประชุมตามวรรคหนึ่งฟังและลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน
หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้บันทึกไว้เป็นหลักฐานและแจ้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบ
มาตรา ๓๓ ในกรณีที่มีการทำข้อตกลงกันและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรจะเสนอให้ศาล พนักงานอัยการ หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจกำหนดเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการคุมความประพฤติก็ได้
มาตรา ๓๔ ในระหว่างการคุมความประพฤติ หากผู้เสียหาย หรือผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ หรือผู้ถูกคุมความประพฤติไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงตามมาตรา ๓๓ หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ผู้ประสานงานอาจจัดให้มีการดำเนินกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์อีกได้ เมื่อได้รับการร้องขอ
[แก้ไข] หมวด ๖ การสงเคราะห์
มาตรา ๓๕ การให้การสงเคราะห์พระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นความรับผิดชอบของรัฐในการช่วยเหลือ แนะนำ แก้ไขฟื้นฟู หรือการดำเนินการใดๆ แก่ผู้สมควรได้รับการสงเคราะห์ เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้และเพื่อเป็นการป้องกันอาชญากรรม ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการของบุคคลนั้น
การบริหารจัดการ การกำหนดมาตรฐานการสงเคราะห์ รวมทั้งรายละเอีดยที่เกี่ยวข้องกับการสงเคราะห์ ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๓๖ ให้กรมคุมประพฤติพิจารณาให้การสงเคราะห์แก่บุคคลดังต่อไปนี้
(๑) ผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ
(๒) ผู้ถูกคุมความประพฤติ และผู้พ้นจากการคุมความประพฤติ
(๓) ผู้อยู่ระหว่างการตรวจสอบพิสูจน์และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดและผู้ผ่านการฟื้นฟูสมรรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
(๔) ผู้อยู่ระหว่างการทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ
(๕) ผู้ได้รับการปล่อยตัวเมื่อพ้นโทษหรือได้รับพระราชทานอภัยโทษ
(๖) เด็กและเยาวชนที่ได้รับการปล่อยตัวพ้นจากการฝึกอบรมครบตามคำพิพากษาแล้ว
(๗) ผู้พ้นจากการถูกกักขังแทนค่าปรับหรือพ้นจากการทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ
(๘) บุคคลอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๓๗ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขฟื้นฟูและการสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจจัดตั้งและยุบเลิกบ้านสงเคราะห์ผู้กระทำผิดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ในบ้านสงเคราะห์ผู้กระทำผิดที่ได้จัดตั้งขึ้นตามวรรคหนึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม
มาตรา ๓๘ ในกรณีที่เห็นสมควร ให้รัฐมนตรีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้สถานที่อื่นใดเป็นสถานที่เพื่อให้การสงเคราะห์ผู้กระทำผิดนอกเหนือจากบ้านสงเคราะห์ผู้กระทำผิดได้ และให้สำนักงานคุมประพฤติมีหน้าที่ให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานตามความเหมาะสมกับสถานที่ดังกล่าว มาตรา
[แก้ไข] หมวด ๗ กองทุนป้องกันอาชญากรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด
,มาตรา ๓๙ ให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง เรียกว่า “กองทุนป้องกันอาชญากรรมและแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ” เพื่อประโยชน์ในการป้องกันอาชญากรรม แก้ไขฟื้นฟู และการสงเคราะห์ผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔๐ กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์ ดังต่อไปนี้
(๑) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้
(๒) เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
(๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้
(๔) เงินอุดหนุนจากต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ
(๕) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนหรือที่กองทุนได้รับตามกฎหมายหรือโดยนิติกรรมอื่น
(๖) เงินค่าปรับตามคำพิพากษาในคดีอาญาตามจำนวนที่กรมคุมประพฤติจะได้ตกลงกับกระทรวงการคลังโดยให้เพียงพอต่อการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
(๗) ดอกผลที่ เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน
มาตรา ๔๑ เงิน ทรัพย์สิน และดอกผลที่กองทุนได้รับตามมาตรา ๔๐ ไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
มาตรา ๔๒ ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนคณะหนึ่งประกอบด้วปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมคุมประพฤติเป็นรองประธานกรรมการ ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานงบประมาณ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งไม่เกินสามคนซึ่งในจำนวนนี้ ต้องมีผู้แททนจากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการแก้ไขฟื้นฟูอย่างน้อยหนึ่งคนเป็นกรรมการ และให้รองอธิบดีกรมคุมประพฤติซึ่งอธิบดีมอบหมายเป็นกรรมการและเลขานุการ
อธิบดีจะแต่งตั้งงข้าราชการในกรมคุมประพฤติไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการก็ได้
มาตรา ๔๓ ให้นำมาตรา ๗ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ การประชุมของคณะกรรมการกองทุน และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานของคณะกรรมการบริหารกองทุนโดยอนุโลม
มาตรา ๔๔ ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนมีอำนาจหน้าที่บริหารกองทุน พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินเพื่อการป้องกันอาชญากรรม แก้ไขฟื้นฟู และสงเคราะห์ผู้กระทำผิด และรายงานสถานะการเงินและการบริหารกองทุนต่อคณะกรรมการ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๔๕ การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการจัดสรรผลประโยชน์ของกองทุน ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๔๖ ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนจัดทำงบดุลและบัญชีทำการ ส่งผู้สอบบัญชี ตรวจสอบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ วันสิ้นปีบัญชี ทุกปี
มาตรา ๔๗ ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนจำนวนห้าคน ซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ด้านการเงิน การป้องกันอาชญากรรม หรือแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด
ให้กรรมการตามวรรคหนึ่งเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ
ให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการของกรมคุมประพฤติเป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๔๘ ให้นำมาตรา๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ มาใช้บังคับการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง กราประชุมของคณะการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนโดยอนุโลม
มาตรา ๔๙ คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน
(๒) รายงานผลการปฏิบัติงานของกองทุนพร้อมข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการ
(๓) เรียกเอกสารหรือพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกองทุนจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการพิจารณาประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน
[แก้ไข] หมวด ๘ บทกำหนดโทษ
มาตรา ๕๐ ผู้ใดขัดขวางมิให้พนักงานคุมประพฤติปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๒ (๑) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๕๑ ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควร ไม่ยอมให้ถ้อยคำตามที่พนักงานคุมประพฤติสอบถามตามมาตรา ๑๒ (๑) หรือไม่มาพบหรือไม่ยอมให้ถ้อยคำตามมาตรา ๑๒(๒) หรือไม่ยอมส่งพยานหลักฐานตามมาตรา ๑๒ (๓) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๕ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีตำแหน่งหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ และได้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นเพราะการปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ นำความลับนั้นไปเปิดเผยนอกอำนาจหน้าที่ของตน โดยประการที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
..........................................
นายกรัฐมนตรี











