Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
[แก้ไข] ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. ...
สืบเนื่องจากกรมทรัพยากรธรณีขุดค้นพบซากกระดูก ไดโนเสาร์ มากขึ้น จุดที่ประชาชนเกิดความสนใจมากที่สุด คือ การขุดค้นซากไดโนเสาร์ที่หลุมขุดค้นที่ 1 อุทยานแห่งชาติภูเวียง จ.ขอนแก่น ในปี 2525 ซึ่งกระดูกในหลุมนี้ ต่อมาในปี 2537 ผลการวิจัยพบเป็นไดโนเสาร์กินพืช สกุลและชนิดใหม่ของโลก ชื่อภูเวียงโกซอรัส สิรินทรเน่ โดยชื่อชนิดใดได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ใช้พระนามาภิไธยของพระองค์ หลังจากปี 2525 เป็นต้นมา เกิดความสนใจในซากไดโนเสาร์กันมากมาย ในปี 2532 กรมทรัพยากรธรณี ค้นพบซากกระดูกคอของไดโนเสาร์กินพืชที่หลุม 2 ในปีนั้น สมเด็จพระเทพฯ เสด็จทอดพระเนตร และในปี 2533 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอกรมหลวงนราธิวาช ราชนครินทร์ได้เสด็จเยี่ยมชมด้วย จึงยิ่งเพิ่มความโด่งดังยิ่งขึ้น และที่โด่งดังที่สุด คือ ปี พ.ศ.2539 เมื่อผลการวิจัยของกรมทรัพยากรธรณี เรื่อง ไดโนเสาร์กินเนื้อสกุลและชนิดใหม่ของโลก สยามโบไทรันนัสอิสานเอ็นซิส จากหลุมขุดที่ 9 ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ทั่วโลก การซื้อขายกระดูกไดโนเสาร์น่าจะเกิดในช่วงระหว่างปี 2530 เป็นต้นมา และมีมากในปี 2538-39 เมื่อมีการซื้อขาย ทำให้เกิดการลักลอบขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ ทำให้แหล่งซากดึกดำบรรพ์ถูกทำลาย ประเทศสูญเสียข้อมูลมีคุณค่าทางวิชาการ และโลกสูญเสียมรดกทางธรรมชาติ กรมทรัพยากรธรณีจึงจำเป็นต้องหาหนทางเพื่อทำการอนุรักษ์ซากและแหล่งซากดึกดำบรรพ์เหล่านี้ไว้ ความพยายามสัมฤทธิผลในปี พ.ศ.2546 เมื่อ กฟผ. ค้นพบแหล่งซากหอยแม่เมาะ จ.ลำปาง ในพื้นที่ทำเหมือง เมื่อรัฐบาลทราบเรื่องจึงได้มอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 6 (ฝ่ายสังคม) เป็นผู้ดูแล กรมทรัพยากรจึงได้ นำเรื่องแนวทางการอนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะ เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ได้นำเรื่องร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ และขอใช้งบประมาณงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการพัฒนา คือ สภาพการแข่งขันของประเทศ จำนวน 200 ล้านบาท เพื่อพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว จ.กาฬสินธุ์ ให้เสร็จ ขณะนี้แนวทางการอนุรักษ์แหล่งซากหอยแม่เมาะ งบประมาณ 200 ล้าน ได้รับมติจากคณะกรรมการกลั่นกรองส่งเข้าขอความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และได้ผ่านมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 ส่วนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ได้รับมติจากคณะรัฐมนตรีแล้วเช่นกัน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2547 ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองซากดึกดำบรรพ์กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล ขณะนี้ทราบว่าฝ่ายกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ศึกษาร่างกฎหมายฉบับนี้เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ นำเสนอเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หลังจากนั้นจึงจำเสนอ ค.ร.ม. พิจารณานำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
โดยที่มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ซากดึกดำบรรพ์เหล่านั้นล้วนมีความสำคัญทางด้านการศึกษาวิจัย ความเป็นมาของประวัติของโลก การเป็นมรดกทางธรรมชาติของแผ่นดิน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น ถือเป็นสมบัติของแผ่นดินที่ควรอนุรักษ์ไว้ แต่ในปัจจุบันการบริหารจัดการซากดึกดำบรรพ์ยังไม่มีกฎหมายที่ควบคุมดูแลโดยเฉพาะ เป็นเหตุให้ซากดึกดำบรรพ์ถูกทำลาย หรือขุดค้นโดยไม่ถูกหลักวิชาการ หรือนำไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ทำให้สูญเสียมรดกของแผ่นดินที่มีคุณค่ายิ่งเป็นจำนวนมาก สมควรกำหนดให้มีกฎหมายเพื่อให้การบริหารจัดการซากดึกดำบรรพ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ที่มีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
………………………………………………………………………………………………...……………………………………………..
โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
………………………………………………………………………………………………………………………………………..
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ เรียกว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. . . . .
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
"ซากดึกดำบรรพ์" หมายความว่า ซากหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในสมัยดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในชั้นเปลือกโลก และให้หมายรวมถึงซากดึกดำบรรพ์ที่หลุดหรือที่นำออกมาจากชั้นเปลือกโลกด้วยซึ่งมีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติของโลก หรือบรรพชีวินวิทยา หรือบรรพชีววิทยา หรือการลำดับชั้นหิน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงโบราณวัตถุตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
"แหล่งซากดึกดำบรรพ์" หมายความว่า บริเวณที่มีซากดึกดำบรรพ์ที่มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติของโลก หรือบรรพชีวินวิทยา หรือบรรพชีววิทยา หรือการลำดับชั้นหิน
"ที่ดินของรัฐ" หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐและให้หมายความรวมถึง สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินอื่นมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่นตามกฎหมายที่ดิน
(๒) อสังหาริมทรัพย์สำหรับพลเมืองใช้หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นต้น ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ
"พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
"อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่
(๑) กรมทรัพยากรธรณีในการกระทำเพื่อประโยชน์แก่การสำรวจ การศึกษาวิจัย การอนุรักษ์ และการบริหารจัดการเกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์ แหล่งซากดึกดำบรรพ์ ศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ สถานที่จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ หรือพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา
(๒) บุคคลและซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา ๕๔ วรรคสาม
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียม ยกเว้นค่าธรรมเนียม และกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๖ เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษา คุ้มครองและอนุรักษ์แหล่งซากดึกดำบรรพ์ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษาขึ้นทะเบียนแหล่งซากดึกดำบรรพ์ใดๆ ตามที่รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายเห็นสมควรได้และให้มีอำนาจกำหนดเขตที่ดินตามที่เห็นสมควรเป็นเขตของแหล่งซากดึกดำบรรพ์โดยให้ถือว่าเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนด้วยก็ได้ ประกาศดังกล่าวรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายจะเพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมก็ให้กระทำได้โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การขึ้นทะเบียนแหล่งซากดึกดำบรรพ์ตามวรรคหนึ่ง ถ้าแหล่งซากดึกดำบรรพ์นั้นอยู่ในที่ดินที่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายแจ้งเป็น
หนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินทราบ ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินไม่เห็นด้วย ก็ให้มีสิทธิ์ร้องต่อศาลภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายระงับการขึ้นทะเบียนหรือการกำหนดเขตที่ดินให้เป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์แล้วแต่กรณีได้ ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินมิได้ร้องขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว หรือศาลมีคำสั่งคดีถึงที่สุดให้ยกคำร้องขอของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินให้รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายดำเนินการขึ้นทะเบียนได้ การขึ้นทะเบียนแหล่งซากดึกดำบรรพ์ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา ๗ แหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วและอยู่ในที่ดินที่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ชำรุด พังทลาย หรือเสียหายไม่ว่าด้วยประการใดๆ เว้นแต่เป็นเหตุสุดวิสัยให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้น แจ้งการชำรุด พังทลาย หรือเสียหายเป็นหนังสือต่ออธิบดีภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่ทราบหรือควรทราบการชำรุด พังทลาย หรือเสียหายนั้น
มาตรา ๘ แหล่งซากดึกดำบรรพ์ตามมาตรา ๗ ที่ได้จัดให้มีการเรียกเก็บค่าเข้าชมหรือค่าบริการอื่นเป็นปกติธุระหรือจัดเก็บผลประโยชน์ใดๆ อันเกิดจากแหล่งซากดึกดำบรรพ์นั้นให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่อธิบดีกำหนด
การกำหนดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมแหล่งซากดึกดำบรรพ์ตามวรรคหนึ่งให้อธิบดีแต่งตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่งจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน แต่ไม่เกินเจ็ดคน โดยให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินร่วมเป็นกรรมการด้วย
มาตรา ๙ ห้ามมิให้ผู้ใดซ่อมแซม แก้ไข เปลี่ยนแปลง รื้อถอน ต่อเติม ทำลาย แหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว หรือขุดค้นสิ่งใดๆ หรือปลูกสร้างอาคารภายในบริเวณแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว เว้นแต่จะกระทำตามคำสั่งของอธิบดี หรือได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดี และถ้าใบอนุญาตนั้นกำหนดเงื่อนไขไว้ประการใดก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นด้วย
มาตรา ๑o แหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วนั้น แม้จะเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในที่ดินที่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้อธิบดีมีอำนาจ หรือสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดๆ ทำการซ่อมแซมหรือกระทำการด้วยประการใดๆ อันเป็นการบูรณะหรือรักษาไว้ให้คงสภาพเดิมได้ แต่ ทั้งนี้ ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นทราบก่อน
มาตรา ๑๑ ในกรณีที่ได้มีการโอนที่ดินที่มีแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ผู้โอนจะต้องแจ้งการโอนเป็นหนังสือโดยระบุชื่อและที่อยู่ของผู้รับโอนและวัน เดือน ปีที่โอนต่ออธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันโอน
ผู้ได้รับกรรมสิทธ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินที่มีแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วโดยทางมรดกหรือพินัยกรรมต้องแจ้งการได้รับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองต่ออธิบดีภายในหกสิบวันนับแต่วันได้รับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ในกรณีที่มีผู้ได้รับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินที่มีแหล่งซากดึกดำบรรพ์เดียวกันหลายคน เมื่อได้มีการมอบหมายให้ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองรวมคนใดคนหนึ่งเป็นผู้แจ้งการรับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองและผู้ได้รับมอบหมายได้แจ้งภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองรวมทุกคนได้แจ้งแล้วด้วย
มาตรา ๑๒ เพื่อประโยชน์ในการรักษาสภาพ ความปลอดภัย ความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดให้ผู้เข้าชมปฎิบัติในระหว่างเข้าชมได้ และจะกำหนดให้ผู้เข้าชมเสียค่าเข้าชมหรือค่าบริการด้วยก็ได้
มาตรา ๑๓ เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการศึกษาและเผยแพร่แหล่งซากดึกดำบรรพ์ อธิบดีมีอำนาจอนุญาตเป็นหนังสือให้บุคคลใดเข้าไปดำเนินการใดๆ เพื่อประโยชน์ในบริเวณแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วและอยู่ในที่ดินของรัฐได้ ทั้งนี้ต้องได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินจากหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อน โดยให้ผู้รับอนุญาตออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการทั้งสิ้น และผู้รับใบอนุญาตต้องจ่ายเงินค่าตอบแทนและค่าธรรมเนียมอื่นให้แก่กรมทรัพยากรธรณีเพื่อสมทบกองทุนบริหารจัดการซากดึกดำบรรพ์ ทั้งนี้ตามระเบียบที่อธิบดีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๑๔ ซากดึกดำบรรพ์ที่พบในที่ดินของรัฐ หรือในที่ดินที่มีเจ้าของ หรือผู้ครอบครอง ให้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน หากซากดึกดำบรรพ์ที่พบนั้นเป็นสิ่งหายากหรือมีคุณค่าเป็นพิเศษ ในการศึกษาประวัติของโลก หรือบรรพชีวินวิทยา หรือบรรพชีววิทยา หรือการลำดับชั้นหิน ให้อธิบดีประกาศในราชกิจจานุเบกษาขึ้นทะเบียนซากดึกดำบรรพ์นั้น
มาตรา ๑๕ ผู้ใดพบซากดึกดำบรรพ์จากการสำรวจแร่ การทำเหมืองแร่ การขุดเจาะน้ำบาดาล การสำรวจปิโตรเลียม ขุดดิน ขุดทราย หรือกรณีอื่นใดไม่ว่าจะเป็นการพบในที่ดินของรัฐหรือที่ดินที่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองให้แจ้งกรมทรัพยากรธรณีทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่พบ
มาตรา ๑๖ เมื่ออธิบดีเห็นว่าซากดึกดำบรรพ์ที่มิได้อยู่ในความครอบครองของกรมทรัพยากรธรณีเป็นสิ่งหายากหรือมีคุณค่าเป็นพิเศษ ในการศึกษาประวัติของโลก หรือบรรพชีวินวิทยา หรือบรรพชีววิทยา หรือการลำดับชั้นหิน อธิบดีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษาขึ้นทะเบียนซากดึกดำบรรพ์นั้น
ในกรณีที่อธิบดีเห็นว่าซากดึกดำบรรพ์ใดไม่ว่าจะได้ขึ้นทะเบียนหรือไม่ มีความสำคัญตามความในวรรคหนึ่ง สมควรเก็บรักษาไว้ที่กรมทรัพยากรธรณีหรือสถานที่ที่อธิบดีเห็นสมควร ให้อธิบดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ครอบครองส่งมอบซากดึกดำบรรพ์นั้นให้แก่กรมทรัพยากรธรณีภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งและให้ผู้นั้นมีสิทธิ์ได้รับรางวัลตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
มาตรา ๑๗ เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์และจัดการทำทะเบียนซากดึกดำบรรพ์ที่มีผู้ครอบครอง ให้อธิบดีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้เขตท้องที่ใดเป็นเขตสำรวจจัดทำทะเบียนซากดึกดำบรรพ์ โดยให้ผู้ครอบครองแจ้งปริมาณ รูปพรรณ และสถานที่เก็บรักษาซากดึกดำบรรพ์นั้นต่ออธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
เมื่อได้มีการประกาศตามวรรคหนึ่งแล้ว อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในเคหสถานของผู้ครอบครองหรือสถานที่เก็บรักษาซากดึกดำบรรพ์ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือระหว่างเวลาทำการ ในกรณีที่เห็นว่าซากดึกดำบรรพ์ใดเป็นสิ่งหายาก หรือมีคุณค่าเป็นพิเศษ ในการศึกษาประวัติของโลก หรือบรรพชีวินวิทยา หรือบรรพชีววิทยา หรือการลำดับชั้นหิน ให้อธิบดีมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา ๑๖ ได้
มาตรา ๑๘ ในกรณีซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ชำรุด เสียหาย สูญหาย หรือมีการย้ายสถานที่เก็บรักษา ให้ผู้ครอบครองซากดึกดำบรรพ์นั้นแจ้งเป็นหนังสือต่ออธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบการชำรุด เสียหาย สูญหาย หรือมีการย้ายสถานที่เก็บรักษา
มาตรา ๑๙ ซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วนั้น ห้ามมิให้ผู้ใดซ่อมแซม แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดี และถ้าใบอนุญาตนั้นกำหนดเงื่อนไขไว้ประการใดก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นด้วย
มาตรา ๒๐ ซากดึกดำบรรพ์ที่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินจะโอนกันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจของบทกฎหมาย แต่ถ้าซากดึกดำบรรพ์ใดมีเหมือนกันอยู่มากเกินต้องการ อธิบดีจะอนุญาตให้โอนโดยวิธีขาย หรือแลกเปลี่ยนเพื่อการศึกษา ค้นคว้า หรือประโยชน์อื่นใด หรือให้เป็นรางวัล หรือเป็นค่าแรงแก่ผู้ขุดค้นก็ได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่อธิบดีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๑ ผู้ใดจะจัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ โดยเรียกเก็บค่าเข้าชมหรือค่าบริการอื่นต้องแจ้งเป็นหนังสือให้อธิบดีทราบก่อน และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้ผู้ใดส่งหรือนำซากดึกดำบรรพ์ ไม่ว่าซากดึกดำบรรพ์นั้นจะเป็นซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วหรือไม่ ออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี
การขอรับใบอนุญาตและการอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่การนำซากดึกดำบรรพ์ผ่านราชอาณาจักร
มาตรา ๒๓ บุคคลใดประสงค์จะส่งซากดึกดำบรรพ์ออกนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่ออธิบดี ในกรณีที่อธิบดีมีคำสั่งไม่อนุญาต ผู้ขอมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของอธิบดีต่อรัฐมนตรีภายในกำหนดสามสิบวันนับตั้งแต่วันทราบคำสั่ง คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควร หรือรัฐมนตรีวินิจฉัยให้ออกใบอนุญาต ให้ผู้ยื่นคำขอส่งซากดึกดำบรรพ์ออกนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวและเมื่อผู้ยื่นคำขอได้ยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไข วิธีการ และข้อกำหนดว่าด้วยการวางเงินประกันและหรือการชำระค่าปรับตามที่กำหนดในกฎกระทรวงเกี่ยวกับการนำซากดึกดำบรรพ์ออกนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวแล้วให้อธิบดีออกใบอนุญาตให้นำซากดึกดำบรรพ์ออกนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวได้
มาตรา ๒๔ ในกรณีที่มีความจำเป็นที่ต้องส่งหรือนำซากดึกดำบรรพ์ หรือชิ้นส่วนของซากดึกดำบรรพ์ ที่อยู่ในความครอบครองของกรมทรัพยากรธรณีออกนอกราชอาณาจักรเพื่อการศึกษา การวิเคราะห์ การวิจัย การซ่อมแซม หรือ ประกอบ ให้อธิบดีมีอำนาจส่งหรือนำซากดึกดำบรรพ์หรือชิ้นส่วนของซากดึกดำบรรพ์ออกนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวได้ เว้นแต่เป็นชิ้นส่วนของซากดึกดำบรรพ์ที่ต้องนำไปแปรสภาพหรือทำลายไปโดยกระบวนการวิเคราะห์ หรือการวิจัยนั้น อธิบดีจะส่งหรือนำออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ต้องนำกลับมาก็ได้
มาตรา ๒๕ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการสำรวจและการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแหล่งซากดึกดำบรรพ์หรือซากดึกดำบรรพ์ ให้อธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้พื้นที่ใดๆ เป็นเขตสำหรับการดำเนินการสำรวจและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแหล่งซากดึกดำบรรพ์หรือซากดึกดำบรรพ์ได้
ภายในเขตที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ผู้ใดขุดค้น เคลื่อนย้าย ทำให้เสียหาย ทำลาย หรือนำเอาไปซึ่งแหล่งซากดึกดำบรรพ์ หรือซากดึกดำบรรพ์ แล้วแต่กรณี เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
เมื่อไม่มีความจำเป็นที่จะใช้เขตที่กำหนดตามวรรคหนึ่งอีกต่อไป ให้อธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษายกเลิกเขตดังกล่าว
มาตรา ๒๖ สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านซากดึกดำบรรพ์ใด ประสงค์จะทำการสำรวจ และหรือ ศึกษาวิจัย เกี่ยวกับแหล่งซากดึกดำบรรพ์ หรือซากดึกดำบรรพ์ นอกเขตพื้นที่ที่กำหนดตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เมื่อได้แจ้งให้อธิบดีทราบและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
มาตรา ๒๗ ให้มีศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ สถานที่จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ หรือพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา เป็นที่เก็บรักษาซากดึกดำบรรพ์ อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน
ศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ สถานที่จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ หรือพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาจะจัดตั้งขึ้น ณ ที่ใด หรือจะให้สถานที่ใดเป็นศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ สถานที่จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ หรือ พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา ตลอดถึงการถอนสภาพศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ สถานที่จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ หรือพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๘ ซากดึกดำบรรพ์ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินและอยู่ในความดูแลรักษาของกรมทรัพยากรธรณีนั้นจะเก็บรักษา ณ สถานที่อื่นใดนอกจากศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ สถานที่จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ หรือ พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยามิได้ ในกรณีที่ไม่อาจ หรือไม่สมควรจะนำมาเก็บรักษา ณ ศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ สถานที่จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ หรือ พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา และได้รับอนุญาตจากอธิบดีแล้ว จะเก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ใดตามที่อธิบดีเห็นสมควรก็ได้
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่อธิบดีอนุญาตให้นำซากดึกดำบรรพ์ไปแสดง ณ ที่ใดๆเป็นการชั่วคราว หรือในกรณีที่อธิบดีมีคำสั่งให้นำซากดึกดำบรรพ์ออกจากศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ สถานที่จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ หรือพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา เพื่อประโยชน์ในการซ่อมแซม หรือ บูรณะ
ในกรณีที่ซากดึกดำบรรพ์ใดมีเหมือนกันหลายชิ้น อธิบดีจะอนุญาตให้กระทรวง ทบวง กรมใดเป็นผู้เก็บรักษาซากดึกดำบรรพ์บางชิ้นก็ได้
มาตรา ๒๙ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัย ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ สถานที่จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ หรือ พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดให้ผู้เข้าชมปฏิบัติในระหว่างเข้าชมได้ และจะกำหนดให้ผู้เข้าชม เสียค่าเข้าชม หรือเสียค่าบริการอื่นด้วยก็ได้
มาตรา ๓๐ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในกรมทรัพยากรธรณีเรียกว่า "กองทุนบริหารจัดการซากดึกดำบรรพ์" เพื่อใช้จ่ายในกิจการอันเป็นประโยชน์แก่ แหล่งซากดึกดำบรรพ์ ซากดึกดำบรรพ์ ศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ สถานที่จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ หรือ พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา
มาตรา ๓๑ กองทุนบริหารจัดการซากดึกดำบรรพ์ ประกอบด้วย
- (๑) ค่าธรรมเนียมการอนุญาตที่ได้รับตามพระราชบัญญัตินี้
- (๒) เงินค่าตอบแทนและค่าธรรมเนียมอื่นอันเกิดจากแหล่งซากดึกดำบรรพ์ ตามมาตรา ๑๓
- (๓) เงินค่าปรับที่ได้รับจากการลงโทษผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
- (๔) เงินค่าเข้าชม ค่าบริการอื่น หรือผลประโยชน์ใดๆ อันเกิดจากแหล่งซากดึกดำบรรพ์ ศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ สถานที่จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ หรือ พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาในความครอบครองของกรมทรัพยากรธรณีซึ่งกรมทรัพยากรธรณีเป็นผู้เรียกเก็บ
- (๕) เงิน หรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้
- (๖) เงินจากดอกผล หรือผลประโยชน์ใดๆที่เกิดจากกองทุนนี้
- (๗) เงินรายได้อื่น
เงินและทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเข้ากองทุนบริหารจัดการซากดึกดำบรรพ์โดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
การเก็บรักษา และการจ่ายเงินกองทุนบริหารจัดการซากดึกดำบรรพ์ ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๓๒ ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง ประกาศ หรือระเบียบที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด อธิบดีมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้มีกำหนดครั้งละไม่เกินหกสิบวัน แต่ในกรณีที่มีการฟ้องผู้รับใบอนุญาตต่อศาลว่าได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ อธิบดีจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตไว้จนกว่าจะม ีคำพิพากษาถึงที่สุดก็ได้
ผู้ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตจะขอรับใบอนุญาตใดๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตนั้นไม่ได้
มาตรา ๓๓ เมื่อปรากฏว่าผู้รับใบอนุญาตผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ หรือฝ่าฝืนคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต อธิบดีมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้
ผู้ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจะขอรับใบอนุญาตใดๆ ตามพระราชบัญญัตินี้อีกไม่ได้จนกว่าจะพ้นสองปี นับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต
มาตรา ๓๔ คำสั่งพักใช้และคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ให้ทำเป็นหนังสือแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตทราบ ในกรณีที่ไม่พบตัวหรือบุคคลดังกล่าวไม่ยอมรับคำสั่ง ให้ปิดคำสั่งไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตหรือภูมิลำเนาของผู้รับใบอนุญาตนั้น และให้ถือว่าบุคคลดังกล่าวได้ทราบคำสั่งนั้นแล้ว ตั้งแต่วันที่ปิดคำสั่ง
คำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๓๕ ผู้ถูกสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
การอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตนั้น
มาตรา ๓๖ ในกรณีที่ใบอนุญาตที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้สูญหายหรือถูกทำลายในสาระสำคัญ ให้ผู้รับใบอนุญาตยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตต่ออธิบดีภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ทราบการสูญหายหรือถูกทำลาย
การขอรับใบแทนใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๓๗ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ
(๑) เข้าไปในแหล่งซากดึกดำบรรพ์ เพื่อตรวจดูว่าได้มีการซ่อมแซม แก้ไข เปลี่ยนแปลง รื้อถอน ต่อเติม ทำลาย แหล่งซากดึกดำบรรพ์ หรือมีการขุดค้นสิ่งใดๆ หรือปลูกสร้างอาคารภายในบริเวณแหล่งซากดึกดำบรรพ์หรือไม่ ในการนี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดหรืออายัดซากดึกดำบรรพ์ที่มีเหตุอันสมควรสงสัยว่าจะเป็นซากดึกดำบรรพ์ที่ได้จากการขุดค้นในบริเวณแหล่งซากดึกดำบรรพ์ได้ แต่การยึดหรืออายัดนั้น ต้องกระทำในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก และเมื่อดำเนินการตรวจยึด หรืออายัดแล้ว ให้รายงานให้อธิบดีทราบ
(๒) เข้าไปในสถานที่ผลิต สถานที่ทำการค้า สถานที่แสดง สถานที่เก็บรักษา หรือสถานที่พักอาศัยของผู้ครอบครองซากดึกดำบรรพ์ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือระหว่างเวลาทำการเพื่อตรวจดูว่าได้มีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหรือไม่ หรือเพื่อตรวจดูว่ามีซากดึกดำบรรพ์ที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายอยู่ในสถานที่นั้นหรือไม่ และในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามิได้มีการปฏิบัติ
ให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัตินี้ หรือมีซากดึกดำบรรพ์ที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้พนักงานเจัาหน้าที่มีอำนาจยึดหรืออายัดซากดึกดำบรรพ์นั้นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีได้
มาตรา ๓๘ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวเมื่อผู้ซึ่งเกี่ยวข้องร้องขอ บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๔๐ ผู้ใดเก็บได้ซึ่งซากดึกดำบรรพ์ และเบียดบังเอาซากดึกดำบรรพ์นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินเจ็ดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๑ ผู้ใดซ่อนเร้น จำหน่าย เอาไปเสีย รับซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งซากดึกดำบรรพ์ อันได้มาโดยการกระทำความผิดตามมาตรา ๔๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ได้กระทำไปเพื่อการค้า ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินเจ็ดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๒ ผู้ใดบุกรุกแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว หรือทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๓ ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า ทำให้ไร้ประโยชน์ หรือทำให้สูญหายซึ่งซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๔ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๗ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ หรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๑๒ หรือมาตรา ๒๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๕ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๙ หรือมาตรา ๒๕ วรรคสอง หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดไว้ในใบอนุญาตตามมาตรา ๙ หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๒๕ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๖ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ วรรคสอง หรือ มาตรา ๒๑ หรือประกาศที่ออกตามมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๗ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๙ หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดไว้ในใบอนุญาตตามมาตรา ๑๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๘ ผู้ใดส่งหรือนำซากดึกดำบรรพ์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนออกนอกราชอาณาจักร อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๒ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินเจ็ดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๙ ผู้ใดส่งหรือนำซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วออกนอกราชอาณาจักร อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๒ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท
มาตรา ๕๐ สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านซากดึกดำบรรพ์ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๖ หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๒๖ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๕๑ ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกตามสมควรแก่อธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๕๒ ให้ผู้จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ ให้บุคคลชมโดยเรียกเก็บค่าเข้าชมเป็นปกติธุระอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแจ้งต่ออธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ผู้จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ซึ่งไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๖
มาตรา ๕๓ ให้ศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ สถานที่จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ หรือพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา ที่มีอยู่ก่อนแล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ สถานที่แสดงซากดึกดำบรรพ์ หรือพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕๔ ผู้ใดเป็นเจ้าของซากดึกดำบรรพ์อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มีหนังสือแจ้งให้อธิบดีทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ในกรณีที่อธิบดีเห็นว่าซากดึกดำบรรพ์ตามวรรคหนึ่ง สมควรสงวนและเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ ให้อธิบดีมีอำนาจจัดซื้อซากดึกดำบรรพ์นั้นไว้ได้ตามค่าของซากดึกดำบรรพ์นั้น และให้นำความในมาตรา ๑๖ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้ประกาศรายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งและปริมาณและรูปพรรณของซากดึกดำบรรพ์ที่บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าของในราชกิจจานุเบกษาเฉพาะรายชื่อบุคคลและปริมาณและร ูปพรรณซากดึกดำบรรพ์ที่อธิบดีไม่ได้จัดซื้อไว้ตามวรรคสอง
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
……………………….
นายกรัฐมนตรี
ขอขอบคุณข้อมูลจาก











