.:: วัคซีน - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
วัคซีน
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

        การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายมีสองวิธีที่สำคัญ วิธีแรกคือการให้ภูมิคุ้มกันชนิดสำเร็จรูปหรือที่เรียกกันเป็นภาษาหมอว่า “อิมมูโกลบุลิน” ซึ่งเมื่อให้เข้าสู่ร่างกาย ภูมิคุ้มกันนี้จะสามารถออกฤทธิ์ต่อต้านเชื้อโรคได้ทันที ส่วนวิธีที่สองคือ การให้วัคซีนเพื่อกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี ซึ่งวิธีนี้อาจใช้เวลานับสัปดาห์หรือเดือน กว่าจะมีภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคได้


        วัคซีนจะทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเครื่องป้องกันของร่างกาย และทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย


        การให้วัคซีนเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ที่มีความคุ้มค่ากว่าเมื่อต้องทำการรักษาหลังจากติดเชื้อหรือเป็นโรคแล้ว และต้องไม่ลืมว่าโรคบางโรคได้สูญหายไปจากโลก ส่วนหนึ่งคงเนื่องจากการนำวัคซีนมาใช้ เช่น โรคฝีดาษ และโรคบางโรคกำลังใกล้จะถูกกำจัดให้หมดไปด้วยการใช้วัคซีนเช่นกัน เช่น โรคโปลิโอ


สารบัญ

[แก้ไข]
วัคซีน

         วัคซีน คือ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพซึ่งกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของผู้รับ (คนหรือสัตว์) ให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรค สารพิษ หรือชีวโมเลกุลก่อโรค ซึ่งมีผลในการป้องกันการเกิดโรคหรือทำให้ความรุนแรงของโรคนั้นลดลง คำว่า “วัคซีน” (vaccine) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินว่า “vacca” แปลว่าวัว เนื่องจากในอดีต (พ.ศ.2339) เอ็ดวาร์ด เจนเนอร์ สังเกตพบว่าคนเลี้ยงวัวที่เคยติดเชื้อฝีดาษวัวจะไม่ป่วยเป็นไข้ทรพิษ เขาจึงลองเอาหนองของคนที่กำลังป่วยด้วยโรคฝีดาษวัวไปสะกิดที่ผิวหนังของเด็กหนุ่ม ผู้ที่ไม่เคยป่วยด้วยโรคฝีดาษวัวหรือไข้ทรพิษมาก่อน ต่อมาอีก 6 สัปดาห์ เมื่อนำหนองของผู้ป่วยไข้ทรพิษไปสะกิดที่ผิวหนังของเด็กผู้นั้น ปรากฎว่าเด็กนั้นไม่ป่วยเป็นไข้ทรพิษจึงเป็นที่มาของการคิดค้นวัคซีนเพื่อป้องกันโรค

        วัคซีนประกอบด้วยสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันซึ่งเรียกว่า “แอนติเจน (antigen)” และสารประกอบอื่นๆ ได้แก่ สารเสริมฤทธิ์ (adjuvant) สารกันเสีย (preservative) และของเหลวสำหรับแขวนตะกอน (suspending fluid) สารเสริมฤทธิ์เป็นตัวช่วยให้เกิดภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น เช่น เกลืออะลูมิเนียม ส่วนของเหลวแขวนตะกอนอาจเป็นน้ำ น้ำเกลือ เป็นต้น

[แก้ไข] ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เกี่ยวข้องอย่างไรกับวัคซีน

        ภูมิคุ้มกัน หมายถึง สารบางอย่างที่ร่างกายสร้างขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อหรือป่วย แอนติบอดี หมายถึง กลุ่มของโปรตีน ในน้ำเลือด/น้ำเหลือง ที่ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคที่จำเพาะต่อมัน(เป็นภูมิคุ้มกัน ชนิดหนึ่ง)

[แก้ไข] เราสร้างภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อโรคได้อย่างไร

การสร้างภูมิคุ้มกันจำเพาะมี 2 แบบ คือ

        1. ร่างกายสร้างได้เองโดยธรรมชาติ เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นหลังจากการติดเชื้อโดยธรรมชาติ ขบวนการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดนี้ มีดังนี้คือ เม็ดเลือดขาวหลักที่ทำงานร่วมกันในระบบนี้คือ ทีเซลล์ ( T ), บีเซลล์ ( B )และ เอ็มเซลล์ ( แมคโครฟาจ =M )

        เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย M จะเข้ามาล้อมจับเชื้อโรคไว้ และส่งสัญญาณให้ T เซลล์ ซึ่ง T เซลล์เอง ทำหน้าที่ในการกำจัดเชื้อโรคและกระตุ้น B เซลล์ให้ทำงาน B เซลล์ จะทำ 2หน้าที่ คือ จับกินเชื้อโรคและสร้างสารภูมิคุ้มกัน ( แอนติบอดิ้ )ขึ้นมาเฉพาะกับเชื้อโรคที่พบ สารภูมิคุ้มกันนี้จะต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านั้น B เซลล์ตัวที่สร้างภูมิคุ้มกันจะเป็นตัวที่มีหน่วยความจำ เมื่อเชื้อโรคตัวเดิมเข้ามาครั้งต่อไป ก็จะมีความไวในการสร้างสารภูมิคุ้มกันไม่ต้องรอการสั่งการจาก T เซลล์

ภาพ:วัคซีน1.jpg
การสร้างภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อโรค

        การสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับเชื้อโรคแต่ละชนิด จะใช้เวลาในการสร้างแอนติบอดิ้ไม่เท่ากัน ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อโดยธรรมชาติ มีประสิทธิภาพสูงและอยู่ไปได้ตลอดชีวิต แต่การติดเชื้อนี้อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วย ทรมาน และตายได้

        2. การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดย

- การได้รับวัคซีน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดิ้ ขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคชนิดนั้นๆ

- การได้รับแอนติบอดี้(ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป)

- การได้รับยา หรือ สารเคมี บางอย่างเพื่อเสริมหรือกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ไม่จำเพาะ เช่น อินเตอร์เฟอรอน


[แก้ไข] วัคซีนทำจากอะไรได้บ้าง

สิ่งที่นำมาเพื่อเตรียมเป็นวัคซีน มีดังนี้ คือ

1. เชื้อโรคที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่อ่อนฤทธิ์แล้ว และไม่ก่อให้เกิดโรค ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันได้ยาวนานตัวอย่าง วัคซีนนี้ที่ใช้กันในปัจจุบัน ก็เช่น วัณโรค ( บี ซี จี ) หัด หัดเยอรมัน ไข้เหลือง โปลิโอ (ชนิดกิน) ไข้ไทฟอยด์ ชนิดกิน

2. เชื้อโรคที่ตายแล้ว เช่น วัคซีนไข้ไอกรน พิษสุนัขบ้า ไข้หวัดใหญ่ อหิวาต์ และ วัคซีนไข้ไทฟอยด์ ( ชนิดฉีด )

3. พิษของเชื้อโรค ที่อ่อนฤทธิ์แล้ว เช่น บาดทะยัก

4. สารสังเคราะห์ชีวภาพ ซึ่งสังเคราะห์จากส่วนประกอบบางส่วนของเชื้อ ส่วนมากเป็น พวกโปรตีน หรือ สารพันธุกรรม ( ดี เอ็น เอ )



[แก้ไข] ขั้นตอนการพัฒนาวัคซีน

ก่อนที่จะนำมาใช้ได้จริง วัคซีนจะต้องผ่านทดสอบดังต่อไปนี้
ภาพ:วัคซีน2.jpg


[แก้ไข] ประเภทของวัคซีน

         1. วัคซีนป้องกันโรค

        วัคซีนที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันโดยทั่วไป เป็นวัคซีนที่ป้องกันไม่ให้เกิดโรคโรคทั่วไปที่วัคซีนป้องกันได้ ได้แก่ อีสุกอีใส ตับอักเสบชนิด เอ และ บี ไข้หวัดใหญ่ หัด หัดเยอรมัน คางทูม ไอกรน คอตีบ บาดทะยัก โปลิโอ ไข้สมองอักเสบ

         2. วัคซีนรักษาโรค

        หลังจากมีการติดเชื้อแล้ว เพื่อ ลด หรือ ยับยั้งความรุนแรงของโรค ซึ่งวัคซีนเหล่านี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาทั้งหมด


[แก้ไข] ช่องทางการใช้วัคซีน

• การฉีด โดยการฉีดเข้ากล้ามหรือใต้ผิวหนัง เช่น วัณโรค (บี ซี จี) บาดทะยัก โปลิโอ

• การกิน โดยการหยดเข้าทางปาก เช่น โปลิโอ ไทฟอยด์

• การสูดดม เช่น ไข้หวัดใหญ่ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันเฉพาะที่


[แก้ไข] ผลข้างเคียงของการได้รับวัคซีน

        การให้วัคซีน อาจมีอาการที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ เช่น มีไข้ เจ็บ ปวด บวม แดง ร้อน ในบริเวณที่ฉีดคล้ายกับการฉีดยาอื่นๆ บางรายอาจมีอาการแพ้ เช่น เป็นลมพิษ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ได้ ( พบได้น้อย )

[แก้ไข] อาการแพ้วัคซีน

        ที่อาจเกิดขึ้นได้ อาการทั่วไป ได้แก่ อาการบวมแดงบริเวณที่ฉีด ไข้ต่ำ ซึ่งอาจเช็ดตัวเพื่อลดอาการได้ ในรายที่ฉีดวัคซีนบีซีจี มักพบตุ่มหนองบริเวณที่ฉีด ประมาณสัปดาห์ที่ 2- 3 อาการนี้เป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ตุ่มนี้จะแตกและแห้งกลายเป็นแผลเป็น ในราวสัปดาห์ที่ 3 – 4 เด็กที่ได้รับวัคซีนบีซีจีแล้วไม่พบแผลเป็น จะต้องรับการฉีดกระตุ้นซ้ำ อาการแพ้ที่รุนแรง เช่น มีผื่นขึ้นทั่วตัว มีไข้สูง ชัก ควรรายงานให้โรงพยาบาลที่รับวัคซีนทราบเพื่อบันทึกในประวัติเด็กว่าแพ้วัคซีนนั้น การแพ้อาจเกิดจากสารประกอบในวัคซีน เช่น ยาปฏิชีวนะนีโอมัยซิน ซึ่งมักมีอยู่ในวัคซีน MMR หรือแพ้สารในไข่ซึ่งเป็นส่วนประกอบของวัคซีนไวรัสไข้หวัดใหญ่


[แก้ไข] ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการให้วัคซีน

        ไม่ควรให้วัคซีนในขณะที่เด็กไม่สบาย เช่น มีไข้สูง เด็กที่มีประวัติการแพ้วัคซีนนั้น ไม่ควรให้วัคซีนเชื้อเป็น เช่น วัคซีนบีซีจี, โปลิโอ (OPV), MMR แก่เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น โรคเอดส์ หรือเด็กที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันในขนาดสูงและนาน เด็กที่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน แล้วมีไข้สูง ชัก ร้องไห้นาน ผู้ปกครองต้องแจ้งแพทย์เพื่อการฉีดวัคซีนครั้งต่อไป อาจให้เป็นวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก หรือวัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรนชนิดทอกซอยด์


[แก้ไข] คำแนะนำทั่วไปในการรับวัคซีน

1. ผู้ปกครองควรทราบว่า บุตรหลานของท่านจะได้รับวัคซีนอะไรบ้าง ในแต่ละช่วงอายุโดยศึกษาจากตารางการให้วัคซีนในสมุดสุขภาพ

2. วัคซีนหลายชนิดสามารถให้พร้อมกันได้โดยไม่เกิดอันตรายต่อเด็ก


3. วัคซีนบางชนิดต้องให้มากกว่า 1 ครั้ง และต้องฉีดกระตุ้นอีกเป็นครั้งคราวจึงจะได้ผลในการป้องกันเต็มที่จึงควรพาเด็กมาตามนัดทุกครั้ง

4. ถ้าเด็กมีอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวันนัดผู้ปกครองสามารถพาเด็กมารับวัคซีนตามนัดได้

5. ในกรณี ที่ไม่สามารถตามนัดได้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ ให้รับวัคซีนต่อไปได้เลยจนครบ ตามที่กำหนด

6. ถ้าเด็กเคยมีอาการผิดปกติหลังการฉีดวัคซีนครั้งก่อน ๆ เช่น ชัก ไข้สูงมาก ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนฉีดครั้งต่อไปอีก


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 
 
 
   Hosted by kapook.com