Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2432 ได้รับพระราชทานนามเป็นมหาวิทยาลัยมหิดล ตามพระนามใน “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศ อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก” เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2512 ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อที่จะเอื้ออำนวยให้มหาวิทยาลัยได้ขยายจัดการศึกษาได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ครอบคลุมสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เป็นศาสตร์สำคัญ ๆ ในการพัฒนาประเทศ
[แก้ไข] วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล College of Music, Mahidol University
ก่อนที่จะมาเป็นวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีบุคลากรสำคัญ ๆ ที่มีชื่อเสียงทางด้านดนตรีหลายท่าน อาทิ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนีย์ ศาสตราจารย์นายแพทย์สุพจน์ อ่างแก้ว ศาสตราจารย์นายแพทย์วราวุธ สุมาวงศ์ ศาสตราจารย์นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล ทุกท่านได้มีส่วนช่วยผลักดันให้มหาวิทยาลัยมหิดลเห็นความสำคัญของวิชาดนตรี
ในปี 2530 โดยอธิการบดี ศาสตราจารย์นายแพทย์ณัฐ ภมรประวัติ ได้ตั้งโครงการพัฒนาวิชาการขึ้นและได้โอนให้ ดร.สุกรี เจริญสุข ข้าราชการสังกัดวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กระทรวงศึกษาธิการ มาเป็นหัวหน้าโครงการ โดยเปิดสอนวิชาดนตรีให้เป็นวิชาเลือกในระดับปริญญาตรี ขึ้นในมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นครั้งแรก
ในปีการศึกษา 2532 เปิดรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา แขนงวัฒนธรรมดนตรี โดยสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท ในปีการศึกษา 2536 ได้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาวิชาการดนตรีขึ้นในบัณฑิตวิทยาลัย เพื่อเปิดสอนแขนงวิชาดนตรีวิทยา ขณะเดียวกันได้มีโครงการจัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ โดยอธิการบดี ศาสตราจารย์นายแพทย์ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี และชื่อวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ศาสตราจารย์นายแพทย์อดุลย์ วิริยเวชกุล รองอธิการบดีในขณะนั้นเป็นผู้เสนอตั้ง
วันที่ 1 มิถุนายน 2538 อนุกรรมการจัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปี สำนักนายกรัฐมนตรีเห็นชอบเสนอโครงการก่อสร้างอาคาร “ภูมิพลสังคีต” ซึ่งเป็นอาคารเฉลิมพระเกียรติของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่ออาคาร “ภูมิพลสังคีต” และตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2539
วันที่ 23 ธันวาคม 2538 วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ได้เปิดโครงการสอนดนตรีสำหรับบุคคลทั่วไปขึ้น ณ ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์ เพื่อบริการ วิชาการดนตรีสำหรับประชาชนโดยมีโครงการวิจัยพรสวรรค์ศึกษารองรับ ซึ่งมีผู้ปกครองและผู้สนใจเข้าศึกษาในโครงการจำนวนมาก (ปัจจุบัน 1,200 คน)
ในปี 2539 อธิการบดี ศาสตราจารย์นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้พัฒนาโครงการจัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มีฐานะเทียบเท่าคณะหนึ่ง ในกำกับมหาวิทยาลัยมหิดล
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นวิทยาลัยการดนตรีแห่งแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนและวิจัยดนตรีทุกสาขาจัดการสอนสำหรับ บุคคลทั่วไปกระทั่งบัณทิตศึกษา ปัจจุบันวิทยาลัยมีโครงการเปิดหลักสูตรเตรียมอุดมดนตรี ในปีการศึกษา 2544 รับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับปริญญา ในระดับปริญญาตรี วิทยาลัยเปิดสอน 4 แขนงวิชาด้วยกัน มีแขนงวิชาดนตรีไทยและดนตรีตะวันออก แขนงวิชาดนตรีแจ๊ส แขนงวิชาดนตรี คลาสสิค แขนงวิชาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีดนตรี ทั้งนี้วิทยาลัยมีโครงการขยายในแขนงวิชาธุรกิจดนตรีบำบัดอีกด้วย สำหรับในระดับปริญญาโทนั้น วิทยาลัยได้เปิดสอน 3 แขนงวิชาด้วยกันคือ แขนงวิชาดนตรีศึกษา แขนงวิชาดนตรีวิทยา และแขนงวิชาดนตรีปฏิบัติ ทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากล นอกจากนี้วิทยาลัยมีโครงการที่จะเปิดสอนแขนงการสอนเปียโนโดยเฉพาะ(Piano Pedagogy) เนื่องจากมีนักเรียนและครู เปียโนจำนวนมากที่มีความต้องการอย่างเร่งด่วน
ในปีการศึกษา 2545 วิทยาลัยจะเปิดโครงการรับนักศึกษาระดับปริญญาเอกแขนงวิชาดนตรีศึกษาและแขนงวิชาดนตรีวิทยา เพื่อที่จะพัฒนา นักวิชาการดนตรี ครูดนตรี และนักวิจัยดนตรีให้ออกไปรับใช้สังคม ซึ่งจะเป็นสถาบันแห่งแรกในประเทศไทยที่ สามารถเปิดสอนดนตรีตั้งแต่ อนุบาลจนกระทั่งปริญญาเอก
[แก้ไข] ๙ ปี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ บทความจาก สุกรี เจริญสุข ในวารสารเพลงดนตรี มหาวิทยาลัยมหิดล
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ครบ ๙ ปี
ในวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นวันครบรอบ ๙ ปี ของการก่อตั้งโครงการ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะกรรมการบริหารวิทยาลัยฯ มีความเห็นว่าควรจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อสร้างไว้เป็นที่ระลึกตามธรรมเนียมไทย ๆ ก็สรุปได้ว่าจะทำของที่ระลึก ๒ อย่างด้วยกัน อย่างแรกก็คือ การสร้างอนุสาวรีย์ นักดนตรีไทย "อนุสาวรีย์ครูมีแขก" ซึ่งเป็นนักดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงคนแรก สร้างไว้ในบริเวณพื้นที่ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ และอย่างที่สองก็คือ การจัดกิจกรรมดนตรี มีการแสดงละครดึกดำบรรพ์ ผลิตแผ่นเสียงผลงานของครูมีแขก ๑ ชุด มีอยู่ ๔ แผ่นซีดีด้วยกัน จัดงานเสวนาเรื่องครูมีแขก และพิมพ์หนังสือ ๙ ปี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ไว้เป็นที่ระลึก และรวบรวมความเห็นของผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ผู้ติดตามความเป็นไปของวิทยาลัยตลอดมา ในฐานะของผู้อำนวยการ ก็ขอเขียนภาพรวมของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ในระยะ ๙ ปีที่ได้เป็นวิทยาลัยฯ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งทางกายภาพ อาคารสถานที่ บุคลากร คนทำงาน อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา หลักสูตรทุกระดับที่เปิดสอนในวิทยาลัยฯ กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับดนตรี นอกจากนี้ปรากฏการณ์ทางดนตรีระดับชาติ ระดับนานาชาติ ที่จัดขึ้นโดยวิทยาลัยฯ และรวมไปถึงทิศทาง เป้าหมายในอนาคตของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
กายภาพของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ นั้นอาศัยอาคารบัณฑิตวิทยาลัย ชั้น ๔ ซึ่งมีสิทธิ์อาศัยอยู่ ๒ ห้อง ทุกอย่างและทุกคนอยู่ใน ๒ ห้องนั้น โดยเป็นที่ตั้งของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาวิชาการดนตรี ห้องพักอาจารย์ ธุรการ ดำเนินงานขึ้นอยู่กับบัณฑิตวิทยาลัย รับผิดชอบหลักสูตร ปริญญาโท แขนงดนตรีศึกษาและดนตรีวิทยา ซึ่งได้เปิดสอนเป็นครั้งแรกในปีการศึกษา ๒๕๓๘ ในสำนักงานเดียวกันนั้น ก็เป็นที่ตั้งของ "โครงการจัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์" ซึ่งขึ้นอยู่กับสำนักงานอธิการบดี คนทำงานก็เป็นคนกลุ่มเดียวกัน โดยความเอื้อเฟื้อของ รองศาสตราจารย์นายแพทย์มันตรี จุลสมัย เป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ให้ความเมตตา อนุเคราะห์ที่อยู่ ค่าน้ำค่าไฟ ให้ตำแหน่งอาจารย์ (ข้าราชการ) ๑ คน คือผู้อำนวยการ มีพนักงาน ๒ คน (มนต์กับเม่ง) และผู้เชี่ยวชาญ ๑ คน คืออาจารย์สงัด ภูเขาทอง นักศึกษาปริญญาโท แขนงดนตรีศึกษาและดนตรีวิทยา รุ่นแรก (พ.ศ. ๒๕๓๘) ชื่อรุ่นว่า "รุ่นสุริยุปราคา" เพราะเกิดมีสุริยุปราคาครั้งใหญ่ นักศึกษารุ่นต่อ ๆ มาก็ได้ตั้งชื่อรุ่นกันมาเรื่อยๆรุ่นที่สองชื่อว่า "รุ่นกาญจนาภิเษก" เพราะเป็นปีที่วิทยาลัยฯ ได้รับงบประมาณสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ ภูมิพลสังคีต กาญจนาภิเษก ๕๐ ปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชครบ ๕๐ ปี พอดี ต่อมาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ก็ได้ตำแหน่งข้าราชการเพิ่มอีก ๓ คน โดยโอนอาจารย์อนรรฆ จรัณยานนท์ จากกรมการฝึกหัดครู โอนอาจารย์ศักดิ์ชัย หิรัญรักษ์ จากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท และได้โอนอาจารย์ณรงค์ชัย ปิฎกรัชต์ จากวิทยาลัยครูสงขลา มาเพิ่มอีก ๑ คน โดยได้รับความเอื้อเฟื้อตำแหน่งจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
เปิดโครงการวิจัยที่เสรีเซ็นเตอร์
วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๘ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ได้เปิดโครงการสอนดนตรีสำหรับบุคคลทั่วไป ที่เสรีเซ็นเตอร์ ชั้น ๓ มีพื้นที่ ๘๕๓ ตารางเมตร โดยบริษัทเสรีเซ็นเตอร์ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมด (เล่ากันว่าเสรีเซ็นเตอร์ใช้งบประมาณ ๑๒ ล้านบาท ในการจัดการ) เป็นค่าออกแบบ ค่าก่อสร้าง ค่าวัสดุครุภัณฑ์ ค่าเครื่องดนตรี และอุปกรณ์สนับสนุนการเรียนดนตรี โดยมีข้อแม้ว่าวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ จะต้องเช่าอยู่อย่างน้อย ๓ ปี ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของวิทยาลัยฯ ส่วนค่าเช่าพื้นที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ เงินเดือนพนักงาน และค่าดำเนินการ วิทยาลัยฯ จะต้องหาเงินมาดำเนินการเอง มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ความอนุเคราะห์เงิน ๑ ล้านบาท โดยผ่านศูนย์ประยุกต์และบริการทางวิชาการ โดยเริ่มจากให้เปล่า เมื่อเปลี่ยนอธิการบดี นโยบายก็เปลี่ยนไปด้วย จากเงินให้เปล่าก็กลายเป็นเงินร่วมลงทุน โดยหักร้อยละ ๕ จากเงินรายได้ และต่อมาก็เปลี่ยนเป็นเงินให้ยืมในที่สุด เนื่องจากวิทยาลัยฯ ดำเนินกิจการไปไม่ไหว เมื่อตกเป็นหนี้วิทยาลัยฯ ก็พยายามชดใช้ และได้ใช้หนี้คืนหมดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๔ เงินต้นจำนวนหนึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ช่วยใช้หนี้คืนให้
เจ้าพ่อขุนทุ่งที่พึ่งทางใจ
เจ้าพ่อขุนทุ่งเป็นเจ้าที่อยู่ในพื้นที่ศาลายามาเก่าก่อน แต่เนื่องจากคนรุ่นใหม่ ผู้มาอยู่อาศัยใหม่ ไม่มีใครให้ความสำคัญเรื่องเจ้าที่นัก เมื่อใครจะทำอะไรในพื้นที่ศาลายาก็มักจะมีปัญหาเรื่องที่คาดคิดไม่ถึง มีความเดือดร้อนโดยไม่รู้สาเหตุ มีความยากลำบากในการทำงาน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ก็อยู่ในข่ายผู้มาอยู่ใหม่แถมไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่รู้วัฒนธรรมประเพณี เป็นพวกดื้อและดิบเทือกนั้น ก็พบกับปัญหาต่างๆ นานัปการ ยากที่จะเข้าใจ ยากที่จะอธิบาย และยากที่จะดำเนินการใดๆ ได้ ขณะเดียวกันเมื่อกิจการของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มีปัญหาก็ไม่รู้จะไปพึ่งใคร ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่เข้าข้างเอาเสียเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง ๒๕๓๙-๒๕๔๓ เป็นช่วงเวลาที่แสนสาหัส เมื่อพึ่งใครไม่ได้ก็ต้องพึ่งผีและเทวดา มีอยู่วันหนึ่งนักศึกษาปริญญาโทแสดงอาการผีเข้าตอนกลางวัน แสดงอิทธิฤทธิ์มากมาย แรกๆ ก็ดูแปลกๆ หลายครั้งเข้าชักจะไม่เข้าใจ พร้อมกับบอกเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่น่าจะมี ไม่น่าจะเกิดขึ้น ในที่สุดได้ปรึกษากับอาจารย์หมอพูนพิศ อมาตยุกล ท่านก็ได้ให้คำแนะนำหลายๆ อย่าง จนในที่สุดก็ได้สร้างศาลเจ้าพ่อขุ่นทุ่ง ที่ใต้ต้นไทรข้างๆ คณะสังคมฯ ใกล้วิทยาลัยนานาชาติ และอาจารย์หมอพูนพิศ ได้มอบให้เป็นผู้ทำพิธีกรรมเซ่นเครื่องสังเวยเจ้าพ่อขุนทุ่งทุกเดือนพฤษภาคม โดยมีข้าวปลาอาหาร เครื่องคาวหวาน ที่ขาดไม่ได้ก็คือ รำถวายเจ้าพ่อขุนทุ่ง เพื่อขอความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชาวศาลายา
บ้านคือวิมาน
เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ อาคารใหม่ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เกือบเสร็จ ไม่มีแอร์เพราะเครื่องปรับอากาศยังไม่ได้ติดตั้ง ซึ่งจะต้องรองบประมาณใหม่ ไม่มีลิฟต์ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆ แต่ทุกคนต่างก็ตัดสินใจไปอยู่บ้านของตนเอง เพราะเพลง "บ้านคือวิมานของเรา" ดังก้องหูอยู่ทุกขณะจิตทีเดียว ยอมร้อน ยอมเหนื่อย ยอมทุกอย่างเพื่อความสบายใจผู้อำนวยการได้ปลุกระดมกับนักศึกษาว่า "นี่คือประวัติศาสตร์ อยู่อย่างไม่มีอะไรเลย คุณ(นักศึกษาปีที่ ๑-๔) ควรจะภูมิใจที่ได้ร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยกัน ช่วยกันจดจำกันไว้ เล่าต่อๆ กันไปให้คนรุ่นหลังฟัง" ส่วนครุภัณฑ์ อุปกรณ์การศึกษาต่างๆ นั้น วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ได้ขอยืมเก้าอี้นักศึกษา จากคณะทันตแพทย์ ยืมโต๊ะอาจารย์ ตู้ โต๊ะสำนักงานจากบัณฑิตวิทยาลัย ได้ขอให้บริษัทก่อสร้างช่วยทำสะพานข้าม โดยเอาไม้ที่เหลือๆ จากงานก่อสร้าง ทำสะพานไม้ชั่วคราว ซึ่งดูโกโรโกโสดี แต่ก็ดีกว่าไม่มีสะพานจะเดิน เพื่อเชื่อมกับมหาวิทยาลัยส่วนกลางปีนี้อากาศร้อน ทำให้ครูอาจารย์ นักเรียน คนทำงาน บ่นว่าร้อนกันมาก ซึ่งร้อนกันทุกคน ต้องเปิดหน้าต่างนั่งทำงาน เดินขึ้นลงตึก ๔ ชั้น เป็นเวลา ๑๖ เดือน บ่นจนทุกคนเลิกบ่นกันไปเลย นักศึกษาที่จบรุ่นแรกนี้เป็นนักศึกษา "รุ่นไม่มีแอร์" ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ อาคารหลังแรกก็เสร็จสมบูรณ์ มีแอร์ มีลิฟต์ นำความปิติมาสู่คนของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เป็นที่สุด เพราะอย่างน้อยก็เป็นตัวเป็นตนแล้ว เห็นเป็นรูปธรรม
หลักสูตรดนตรีที่แตกต่าง
หลักสูตรของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เริ่มแต่ปีการศึกษา ๒๕๓๘ โดยเปิดสอนหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา แขนงดนตรีศึกษาและแขนงดนตรีวิทยา อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาวิชาการดนตรี บัณฑิตวิทยาลัย ที่ต้องทำอย่างนั้นก็เพราะว่า บัณฑิตวิทยาลัยให้ความช่วยเหลือในทุกๆ ด้านเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นได้ โครงการ คน สำนักงาน หลักสูตร จึงต้องอยู่ภายใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรของบัณฑิตวิทยาลัย เมื่อมีหลักสูตรสอนดนตรีสำหรับบุคคลทั่วไป ที่เสรีเซ็นเตอร์ เปิดเมื่อ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๘ ภายใต้กำกับของโครงการจัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหลักสูตรแรกของวิทยาลัยฯ สำหรับจัดขึ้นเพื่อสอนบุคคลทั่วไป ซึ่งตอนแรกก็มีเสียงคัดค้านพอสมควร และถูกผลักดันให้โครงการไปอยู่ภายใต้ศูนย์ประยุกต์วิชาการ เนื่องจากมีกฎหมายรองรับ ในส่วนของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ นั้นยังเป็นวุ้นอยู่ ไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับ ก็ตั้งเป้าไว้ว่าทำให้เกิดก่อน ใครจะเป็นเจ้าของไม่สำคัญ เพราะความเป็นจริงแล้ว คนที่ทำงานต่างหากที่เป็นผู้รับผิดชอบและเป็นเจ้าของตัวจริง คนชี้นิ้วแม้จะมีอำนาจ แต่ก็ไม่ใช่คนทำงานในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ได้เสนอหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรี เข้าที่ประชุมคณบดี ครั้งที่ ๒๒/๒๕๔๐ วาระที่ ๔.๒ โดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ได้รับอนุมัติให้เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีดนตรี ๔ สาขา ในปีการศึกษา ๒๕๔๑ รับนักศึกษารุ่นแรก เรียนที่อาคารเช่า วิทยาลัยนานาชาติในปีการศึกษา ๒๕๔๓ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ได้เสนอโครงการเปิดสอนหลักสูตร "เตรียมอุดมดนตรี" ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๔-๖ ก็ได้รับคำท้วงติงจากสภามหาวิทยาลัย (บางท่าน) ว่า มหาวิทยาลัยมหิดล มีนโยบายที่จะจัดการศึกษาระดับสูง ไม่ใช่ระดับที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ครั้งเมื่อมีโอกาสให้ผู้อำนวยการชี้แจงว่า นักเรียนดนตรีที่สมัครเข้ามาเรียนหลักสูตรปริญญาตรี-โท ของเรานั้น (ทั้งประเทศไทย) เป็นผลผลิตของซากปรักหักพังของระบบการศึกษาไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องล้วงลูกลงไปผลิตเพื่อเตรียมคนเอง โดยของเป็นโครงการทดลอง ๕ ปี ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ศาสตราจารย์ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต กรรมการสภามหาวิทยาลัย และเป็นนักการศึกษาคนสำคัญของชาติ ได้แสดงความเห็นให้การสนับสนุนที่แข็งแกร่งมีน้ำหนัก สภามหาวิทยาลัยเห็นชอบ ลงมติให้เปิดสอนในปีการศึกษา ๒๕๔๔ เป็นต้นไป ในเดือนมกราคม ๒๕๔๖ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ได้จัดสัมมนาเพื่อรณรงค์ระดมสมอง เพื่อจัดทำหลักสูตรปริญญาเอกสาขาดนตรี ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกของมหาวิทยาลัยไทย โดยที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ตั้งเป้าหมายจะเปิดสอนในปีการศึกษา ๒๕๔๗ นอกจากนี้ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ยังเตรียมที่จะเปิดหลักสูตรแขนงดนตรีบำบัดในระดับมหาบัณฑิต ในปีการศึกษา ๒๕๔๗ อีกด้วย
คนในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์
เป้าในการสร้างคนดนตรีรุ่นใหม่จะต้องแตกต่างไปจากประชาคมดนตรีที่มีอยู่แล้ว กล่าวคือต้องสร้างคนเก่งและคนดีให้เป็นคนเดียวกัน สร้างคนดนตรีให้มีทัศนคติใหม่ เนื่องจากคนดนตรีในอดีตมีทัศนคติที่เห็นแก่ตัวและเห็นแก่เงิน "เสียงดังตังมา" เป็นคนดนตรีที่สังคมดูถูก กินอย่างราชา นอนอย่างกะหมา" ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สังคมรังเกียจ ไม่มีใครอยากให้ลูกเรียนดนตรี การสร้างคนดนตรีรุ่นใหม่ ใช่ว่าจะสร้างเฉพาะแต่ฝีมือเท่านั้น จำเป็นที่จะต้องสร้างรสนิยมที่ดี สร้างบรรยากาศที่น่าศรัทธา สร้างอาชีพดนตรีให้มีเกียรติเชื่อถือได้ จึงจำเป็นที่จะต้องแสวงหาคนเก่งคนดีในเวลาเดียวกันมาทำงาน สร้างงานให้น่าเชื่อถือ เพื่อเป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจของสังคม พ่อแม่ที่มีลูกดีๆ จะได้ส่งลูกมาเรียนดนตรี เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองครบ ๙ ปี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ จึงได้สำรวจนักเรียนในหลักสูตรต่างๆ ดังนี้ หลักสูตรสอนดนตรีสำหรับบุคคลทั่วไป มีนักเรียนประมาณ ๑,๑๐๔ คน หลักสูตรเตรียมอุดมดนตรี ๓ ระดับชั้น ๔-๖ มีนักเรียน ๑๔๑ คน หลักสูตรปริญญาตรีดนตรี ๗ สาขา มีนักศึกษา ๓๐๖ คน และในระดับปริญญาโทมี ๔ แขนงวิชา มีนักศึกษา ๑๐๖ คน รวมนักเรียนและนักศึกษาทั้งหมด ๑,๖๕๗ คน สำหรับนักเรียนที่อยู่ในหลักสูตรสำหรับบุคคลทั่วไป ที่ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์นั้น นักเรียนจะเข้าออกบ่อย แต่โดยเฉลี่ยแล้วประมาณที่ ๑,๑๐๐ คน
พนักงานและอาจารย์
พนักงานของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ นั้นในปี ๒๕๓๗ เมื่อเริ่มโครงการมีเพียง ๑ คนเท่านั้น ปัจจุบันที่ศูนย์เสรีเซ็นเตอร์มีพนักงาน ๑๑ คน มีอาจารย์ประจำ ๖ คน และอาจารย์พิเศษ ๕๒ คน ส่วนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ศาลายา นั้น มีพนักงาน ๓๗ คน มีอาจารย์ประจำ ๕๑ คน (มีข้าราชการอยู่ ๕ คน เป็นชาวต่างประเทศ ๒๓ คน) และอาจารย์พิเศษ ๓๒ คน รวมแล้วมีอาจารย์ประจำ ๕๗ คน มีอาจารย์พิเศษ ๘๔ คน มีพนักงานประจำ ๔๘ คน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ จากโครงการจัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มีคนเพียงคนเดียว ในช่วงเวลา ๙ ปี ได้เพิ่มปริมาณที่มากพอสมควร จนกลายเป็นวิทยาลัยดนตรีแห่งเดียวในประเทศไทย มีนักเรียนนักศึกษาดนตรีมากที่สุด มีครูอาจารย์มากที่สุด มีคนทำงานมากที่สุด ซึ่งทำให้ทุกคนคาดหวังว่าวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ น่าจะสร้างสิ่งที่ดีๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมดนตรีของไทย ในระยะแรกๆ (พ.ศ. ๒๕๓๗-๒๕๔๐) มีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรบ่อยมาก เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ไม่มั่นคง อยู่นอกระบบราชการ เป็นหน่วยงานกำกับของมหาวิทยาลัย ไม่มีสวัสดิการใดๆ มีเงินเดือนน้อย คนที่มาอยู่ก็มาอยู่แบบศาลาพักร้อน ป้ายรถเมล์ เมื่อมีโอกาสก็จะไปอยู่ที่อื่น มาอยู่เพื่อเรียนงาน เก่งแล้วก็จะไปอยู่ที่อื่น เมื่อวิทยาลัยฯ โตขึ้น มีกำลังมากขึ้น มีโอกาสได้เลือกคนมาทำงานมากขึ้น คนทำงานก็อยู่เพื่อที่จะอยู่กับวิทยาลัยฯ มากขึ้น วิทยาลัยฯ มีความน่าอยู่มากขึ้น ทำงานอย่างมีความสุขขึ้น วิทยาลัยฯ มีความมั่นคงขึ้นและมีสวัสดิการมากขึ้นด้วย วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ วิทยาลัยฯ ได้ลงนามการก่อสร้างอาคาร B และ C ซึ่งเป็นอาคารหอแสดงดนตรีและหอสมุดดนตรี ใช้เวลาในการก่อสร้าง ๔๕๐ วัน จะเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ทุกคนต่างก็รอคอย เพราะจะเป็นวิทยาลัยดนตรีที่มีความสมบูรณ์ทางกายภาพมากที่สุดในประเทศไทย
ผู้เฒ่าเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร
ปัญหาของดนตรีไทยก็คือ ไม่มีคนเก่งดนตรีไทยในมหาวิทยาลัย คนเก่งดนตรีไทยก็จะอยู่ตามบ้าน เป็นชาวบ้านที่ไม่มีใบปริญญา มหาวิทยาลัยก็ไม่มีปัญญาที่จะจ้างชาวบ้านที่ไม่มีใบปริญญาเป็นอาจารย์สอนใน มหาวิทวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยสนใจเฉพาะผู้มีใบปริญญาไปผลิตใบปริญญา ครูดนตรีไทยที่เป็นชาวบ้านก็เป็นเพียงครูพิเศษสอนรายชั่วโมง (ราคาถูก) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหน่วยงานแรกที่มีครูดนตรีไทยชาวบ้านสอนดนตรีไทย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเทียบเท่าชาวต่างประเทศ ทั้งๆ ที่ส่วนราชการมีกฎเกณฑ์มากมายสำหรับผู้ที่อายุเกิน ๖๐ ปี อายุเกิน ๖๕ ปี แต่ความจริงแล้ว "ผู้เฒ่า" ทั้งหลายเป็นหนังสือเล่มใหญ่ของสังคมไทย วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มีหนังสือเล่มใหญ่ๆ หลายเล่ม อาทิ ครูกำนันสำราญ เกิดผล อายุ ๗๖ ปี ครูกาหลง พึ่งทองคำ อายุ ๗๓ ปี ครูพินิจ ฉายสุวรรณ อายุ ๗๒ ปี ครูสงัด ภูเขาทอง อายุ ๗๒ ปี ครูอุดม อรุณรัตน์ อายุ ๖๘ ปี ครูบุญชู ทองเชื้อ อายุ ๖๔ ปี เป็นต้น ครูดนตรีไทย เหล่านี้มีความรู้ความสามารถมหาศาล เป็นบุญที่ท่านกรุณามหาวิทยาลัยมหิดล เพราะท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่ลูกหลานในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ และมีแนวโน้มว่ามหาวิทยาลัยไทย เริ่มสนใจผู้เฒ่ากันมากขึ้นด้วย ในขณะเดียวกันใครๆ (มหาวิทยาลัยด้วยกัน) ต่างก็อิจฉาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ กันมากที่มีผู้เฒ่าอยู่ เพราะท่านเป็นหลักของวงการดนตรีไทย
กิจกรรมของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์
กิจกรรมดนตรีของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ นั้นมีอยู่จำนวนมาก สามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ลักษณะด้วยกัน คือ กิจกรรมเพื่อราชการ กิจกรรมเพื่อชุมชนและสังคม และกิจกรรมเพื่องานวิชาการ ทั้งที่เป็นกิจกรรมราชการ กิจกรรมทำให้ชุมชน ทำให้กับสังคม ทำให้เปล่าๆ กิจกรรมรับจ้างเล่นดนตรี กิจกรรมทางวิชาการ บริการสังคม กิจกรรมของเพื่อนร่วมงาน เล่นดนตรีในงานศพ งานสังสรรค์รื่นเริง งานกินเลี้ยงเนื่องในโอกาสต่างๆ งานพิธีกรรม งานฉลองครบรอบ และงานราชการตามแต่กรณี งานพิธี ราชพิธี และพระราชพิธี ซึ่งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ รับหมด แล้วแต่ว่าโอกาสใดๆ จะมา เพราะโอกาสที่ได้ทำกิจกรรมก็คือโอกาสเกิดของวิทยาลัยฯ สำหรับงานกิจกรรมทางวิชาการนั้น เป็นงานที่ยากมากกว่ากิจกรรมใดๆ เพราะต้องลงทุนสร้างกิจกรรมดีๆ ต้องพัฒนาฝีมือนักเรียนดนตรีให้เก่ง ต้องพัฒนาผู้ฟังให้มีส่วนร่วม สนับสนุนกิจกรรมวิชาการดนตรี เพื่อสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมทางดนตรี รายการวิทยุของสถานีวิทยุรัฐสภา รายการเพลงไทยจากรัฐสภา รายการวิทยุของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายการเพลินเพลงไทย รายการโทรทัศน์ เสียงใสใจสะอาด รายการดนตรีเที่ยววัน รายการแสดงดนตรีตามหอประชุมต่างๆ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หอประชุมไทย-เยอรมันเกอเธ่ หอประชุมมหาวิทยาลัยต่างๆ สงขลา เชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลราชธานี และที่ห้องพระเจนดุริยางค์ (๔๐๗) ฯลฯ ซึ่งเป็นเวทีดนตรีที่ได้ไปแสดงมาแล้วปีละประมาณ ๕๐ ครั้ง ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ได้ใช้เงินสำหรับทำกิจกรรมดนตรีประมาณ ๙ ล้านบาท ทั้งนี้เป็นเงินที่มาจากหาผู้สนับสนุนกิจกรรมดนตรี อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย งบประมาณกลางของรัฐบาล บริษัทเอกชนที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมดนตรี เป็นต้น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

















