.:: สารระเหย - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
สารระเหย
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

        สารระเหย คือ สารที่ได้จากขบวนการสกัดน้ำมันปิโตรเลียม มีลักษณะเป็น ไอ ระเหย ได้ในอากาศ ประกอบด้วย Toluene ,Acetone ,Butane , Benzen ,Trichloroe Thylene เมื่อ ซึ่งพบในกาว แลคเกอร์ ทินเนอร์ น้ำมัน เบนซิน ยาล้างเล็บ เมื่อสูดดมเข้าไปจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย

สารบัญ

[แก้ไข] ประวัติความเป็นมา

        สารระเหยคือสารที่ได้จากขบวนการผลิตน้ำมันปิโตรเลียม การเสพสารระเหย Hydrocarbon ในรูปของ อีเธอร์ (ether) ได้มีมานานแล้วในยุโรป อังกฤษ และอเมริกาเหนือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2343 (ค.ศ.1800) ส่วนการสูดดมกาว ติดพลาสติกและน้ำยาล้างเล็บ เริ่มแพร่หลายมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 (ค.ศ.1960) ต่อมามีการผลิตน้ำยาพ่นฝอย (Aerosol Spray)ขึ้นมาใช้อย่างแพร่หลาย ที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ กาวหรือซีเมนต์ที่ใช้สำหรับติดเครื่องบินเด็กเล่น ในประเทศไทย เริ่มพบว่ามีการนำเอาทินเนอร์ไปสูดดมตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 เนื่องจากหาง่ายเพราะมีใช้กันอย่างแพร่หลายในทางอุตสาหกรรม และราคาถูกกว่า และสมัยก่อนยังไม่มีกฎหมายควบคุม ต่อมาในปี พ.ศ.2524 รัฐบาลตระหนักถึงปัญหา จึงได้ให้กระทรวงสาธารณสุขออกกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษมีบทบัญญัติว่า ผู้ใดเสพสารใดซึ่งอาจ\ทำลายสุขภาพได้เข้าสู่ร่างกายจนเกิดอาการติดสารนั้น ให้ได้รับโทษ ต่อมาในปี พ.ศ. 2533 จึงได้ประกาศใช้พระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหยขึ้นเมื่อวันที่ 19มกราคม 2533 สาระสำคัญเน้นหลักการใหญ่ 4 ประการคือ การควบคุม การป้องกัน การปราบปราม และการบำบัด

[แก้ไข] ประเภทของยา

        สารระเหยจัดเป็นยาเสพติดตาม พระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ.2533

[แก้ไข] สารเคมีที่ออกฤทธิ์

        โทลูอีน , อาซีโทน ฯลฯ

[แก้ไข] ลักษณะทางกายภาพ

        สารระเหยเกือบทุกชนิดเป็นของเหลว มีกลิ่นเฉพาะตัว หรือกลิ่นหอม ระเหยได้ดี มีความหนืดต่ำค่าแรงตึงผิวต่ำ บางตัวติดไฟได้ เช่น Toluene , Ethyl Acetate , Acetone และ Methyl Ethyl Ketone เป็นต้น ส่วนมากมักไม่มี สีใส ไม่มีตะกอน ค่าความดันไอต่ำ ละลายในน้ำได้ไม่ดี แต่มีคุณสมบัติละลายได้ดีในไขมัน


        ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2538) กำหนดให้สารเคมีและผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้ เป็นสารระเหย

1. สารเคมี มี 14 รายการ คือ

  1. โทลูอีน (Toluene)
  2. อาซีโทน (Acetone)
  3. เมทิลเอทิลคีโทน (Methyl Ethyl Ketone)
  4. ไอโซโปรปิลอาซีโทน (Isopropylacetone)
  5. เอทิลอาซีเทต (Ethyl Acetate)
  6. เซลโลโซล์ฟอาซีเทต (Cellosolve Acetate)
  7. เมทิลอาซีเทต (Methyl Acetate)
  8. นอร์มาลบิวทิลอาซีเทต (n-Butyl Acetate)
  9. เซคันดารีบิวทิลอาซีเทต (sec- Butyl Acetate)
  10. นอร์มาล-บิวทิลไนไตรท์ (n- Butyl Nitrite)
  11. ไอโซ-บิวทิลไนไตรท์ (iso- Butyl Nitrite)
  12. บิวทิลเซลโลโซล์ฟ (Butyl Cellosolve)
  13. เซลโลโซล์ฟ (Cellosolve)
  14. เมทิลเซลโลโซล์ฟ (Methyl Cellosolve)

2. ผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีสารเคมีที่เป็นสารระเหยผสมอยู่ มี 5 รายการ คือ

  1. ทินเนอร์ (Thinners)
  2. แลคเกอร์ (Lacquers)

3. กาวอินทรีย์สังเคราะห์ (Synthetic Organic Adhesives) ที่มียางนิโอปรีน หรือสารกลุ่ม ไวนิลเป็นตัวประสาน

4. กาวอินทรีย์ธรรมชาติ (Natural Organic Adhesives) ที่มียางสนหรือชันสนยางธรรมชาติหรือสารเซลลูโลสเป็นตัวประสาน

5. ลูกโป่งวิทยาศาสตร์หรือลูกโป่งพลาสติก (Blowing Balloon)

[แก้ไข] พิษของสารระเหย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

        1. พิษเฉียบพลัน ภายหลังการสูดดม จะเกิดอาการ ตื่นเต้น หัวใจเต้นเร็ว ต่อมามีอาการมึนงงคล้ายคนเมาสุรา ควบคุมตนเองไม่ได้ ระคายเคือง เยื่อบุในปากและจมูก น้ำลายไหล คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงซึม หมดสติ อาจกดศูนย์การหายใจทำให้ตายได้ ทั้งนี้อาการมากหรือน้อย ขึ้นกับชนิด และปริมาณ ของสารระเหยที่สูดดม

        2. พิษเรื้อรัง การสูดดมติดต่อเป็นเวลานาน ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างการทุกระบบเสื่อมสมรรถภาพกดการทำงานของไขกระดูก ทำให้เกิด โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว อาการอักเสบของเนื้อปอด ทำให้อาการไอ หอบ เหนื่อย เจ็บหน้าอก กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ยไม่มีแรง เกิดเป็นอัมพาตได้ การทำงานของตับ และไตล้มเหลว มีอาการทางจิตประสารนอัมพาตได้ การทำงานของตับ และไตล้มเหลว มีอาการทางจิตประสาท สมองเสื่อม ประสาทหลอด ก้าวร้าว มุทะลุ พฤติกรรมและอุปนิสัยเปลี่ยน ทำลายสมองส่วนควบคุมการประสานการทำงานของกล้ามเนื้อ พูดไม่ชัด มือสั่น แขนขาสั่น เดินไม่ตรงทาง เป็นมาก มีอาการสั่นทั้งตัว นับว่าเป็นความพิการอันเกิดจากสารระเหย

[แก้ไข] การออกฤทธิ์

        สาระเหยจะออกฤทธิ์ในการกระตุ้นและกดประสาทส่วนกลาง อาการที่มักจะเกิดขึ้นทันทีหลังเสพสารระเหย คือ ในระยะแรกจะทำให้มีความรู้สึกเป็นสุข ร่าเริง ศรีษะเบา ตื่นเต้น ต่อมาจะมีอาการเหมือนคนเมาสุรา พูดจาอ้อแอ้ไม่ชัด ไม่รู้เวลาและสถานที่ ควบคุมตนเองไม่ได้ มีอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุภายในปากและจมูก ทำให้น้ำลายไหลออกมา ตามีความไวต่อแสงมากขึ้น มีเสียงในหู กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน ในตอนแรกจะมีผลกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้นอนไม่หลับ ต่อมาจะมีฤทธิ์กด ทำให้ง่วงซึม หมดสติ ถ้าเสพในขนาดสูงสารระเหยจะไปกดศูนย์หายใจทำให้ตายได้ สารระเหยบางชนิด เช่น กลุ่ม Ketone ทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ โดยเฉพาะถ้าสูดดมในสภาวะตึงเครียดหรือเหน็ดเหนื่อยจากการออกกำลังกาย การสูดดมเป็นเวลาสั้นก็อาจถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ยังพบอาการจาม ไอ คลื่นไส้ ท้องเดิน สั่น และชักแบบลมบ้าหมู

[แก้ไข] อาการผู้เสพติดสารระเหย

        ผู้เสพจะมีอาการเคลิบเคลิ้ม ศีรษะเบาหวิว ตื่นเต้น พูดจาอ้อแอ้ พูดไม่ชัด น้ำลายไหลออกมามาก เนื่องจากสารที่สูดดมเข้าไป ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุภายในจมูกและปาก การสูดดมลึก ๆ หรือ ซ้ำ ๆ กันแม้ในช่วง เวลาสั้น ๆ ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ทำให้ขาดสติหรือเป็นลมชัก กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกันระบบประสาทอัตโนมัติ ( Reflexes) ถูกกด มีเลือดออกทางจมูก หายใจไม่สะดวก

[แก้ไข] โทษของการเสพติดสารระเหย

        สารระเหยออกฤทธิ์กดระบบประสาท มีอาการเสพติดทางร่างกายเล็กน้อย มีอาการเสพติดทางจิตใจ มีอาการขาดยาแต่ไม่รุนแรง

[แก้ไข] โทษต่อร่างกาย

  • ระบบทางเดินหายใจ มีอาการระคายเคืองหลอดลม เยื่อบุจมูกมีเลือดออก หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ
  • ระบบทางเดินอาหาร มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร เนื้อตับถูกทำลาย
  • ระบบทางเดินปัสสาวะ ไตอักเสบจนถึงพิการ ปัสสาวะเป็นเลือดเป็นหนอง หรือมีลักษณะคล้ายไข่ขาว
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด หัวใจเต้นผิดปกติ
  • ระบบสร้างโลหิต ไขกระดูกซึ่งมีหน้าที่สร้างเม็ด โลหิตหยุดทำงาน เกิดเม็ดโลหิตแดงต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ ทำให้ซีด เลือดออกได้ง่าย ตลอดจนทำให้เลือดแข็งตัวช้าในขณะที่เกิดบาดแผง บางรายเกิดเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว
  • ระบบประสาท ปลายประสาทอักเสบ มีอาการชาตามปลายมือและปลายเท้า เกิดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ ทำให้ลูกตาแกร่ง ลิ้นแข็ง พูดลำบาก สมองถูกทำลายจนเซลส์สมองฝ่อ เป็นโรคสมองเสื่อมก่อนอันควร

[แก้ไข] โทษทางกฎหมาย

        สารระเหยจัดเป็นสารเสพติดตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. 2533เป็นสารเคมีที่ระเหยได้งานที่ใช้ในการอุตสาหกรรม ได้แก่ ทินเนอร์ แลคเกอร์ กาว เป็นต้น เด็กและเยาวชนจำนวนมากที่ใช้สารระเหยในทางที่ผิด โดยน้ำมาสูดดม และเกิดภาวะ เสพติด เป็นอันตรายต่อสุขภาพรัฐบาลได้แก้ปัญหานี้ โดยออกกฎหมายที่พระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. 2533 ซึ่งมีบทกำหนดโทษผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขาย และผู้ใช้สารระเหย เพื่อบำบัด ความต้องการหรือจิตใจ สารระเหย เมื่อสูดดมเข้าไปสู่ปอด จะถูกดูดซึมไปตามกระแสโลหิต สู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อย่างรวดเร็ว และทำลายระบบต่าง ๆ รวมทั้งอวัยวะที่สำคัญ เช่น สมอง ตับ ไต หัวใจ ปอด เป็นต้น


[แก้ไข] การป้องกัน

        เด็กและเยาวชน สามารถป้องกันตนเองได้โดย หาความรู้เรื่องโทษพิษภัยของสารระเหย เพื่อป้องกันตนเอง และแนะนำผู้อื่นได้ รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น อ่านหนังสือ ช่วยกิจกรรมในบ้าน และโรงเรียน เล่นดนตรี หรือ กีฬา ปลูกต้นไม้ ฯลฯ ประพฤติดี มีคุณธรรม เพื่อประโยชน์สุขของตนเอง ครอบครัว และสังคม บิดามารดาผู้ปกครอง สำคัญ ในการป้องกันบุตรหลานโดย มีความรู้เรื่องโทษ พร้อมแนวทางการป้องกันอันตรายจากสารระเหย อบรมเลี้ยงดู บุตรหลาย ด้วยความรัก ความเข้าใจ ปลูกฝังให้ประพฤติดีมีคุณธรรม มีความเชื่อมันในตนเอง ไม่หลงตามเพื่อน เมื่อถูกชักชวนไปในทางที่ผิด ส่งเสริมให้บุตรหลานใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ควรเก็บผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารระเหยไว้ในที่ปลอดภัย


[แก้ไข] ข้อควรระวัง

        สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้หรือทำงานเกี่ยวข้องกับสารระเหย

  • ควรใช้อย่างระวังและถูกต้องตามคำแนะนำที่ติดมากับผลิตภัณฑ์ นั้น ๆ
  • ป้องกันอย่าให้สารระเหยเข้าสู่ร่างกายโดยทางหายใจ หรือทางผิวหนัง โดยสวมหน้ากาก หรือใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูก และสวมเสื้อผ้าปกคลุมให้มิดชิด ขณะใช้สารระเหย
  • ขณะใช้สารระเหย ควรอยู่เหนือลม และในที่ ที่มีอากาศ ถ่ายเทสะดวก

[แก้ไข] เมื่อติดสารระเหยจะทำอย่างไร

        รีบปรึกษาแพทย์หรือขอรับการบำบัดรักษาสถานบำบัดรักษายาเสพติด โรงพยาบาลของรัฐ ทุกแห่ง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 
 
 
   Hosted by kapook.com