Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ มีหน้าที่หลักในการดำเนินการควบคุม กำกับดูแลการใช้ประโยชน์ทางพลังงานนิวเคลียร์ หรือพลังงานปรมาณูให้เกิดความปลอดภัยต่อประเทศชาติ
[แก้ไข] ประวัติความเป็นมา
สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ จัดตั้งขึ้นจากแนวคิดตามแผนการปรมาณูเพื่อสันติ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองโดยมีลำดับ ความเป็นมาที่สำคัญดังนี้
- 17 พ.ย. 2497 รัฐบาลจัดตั้ง "คณะกรรมการเกี่ยวกับพลังงานปรมาณู" ขึ้นเพื่อเจรจาและหารือกับคณะทูตโครงการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ประเทศสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับแผนการปรมาณูเพื่อสันติ (ATOMS FOR PEACE)
- 13 มี.ค. 2499 ได้มีการลงนาม " ความตกลงสำหรับการร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการใช้ พลังงานปรมาณูทางพลเรือน " โดยสหรัฐฯ ยินยอมให้รัฐบาลไทยเช่าซื้อวัสดุนิวเคลียร์พิเศษ เพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเดินเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู และได้ให้ความช่วยเหลือให้ทุนแก่นักวิทยาศาสตร์ไทยในการฝึกอบรม ในแขนงต่างๆ ของพลังงานปรมาณูและวิทยาศาสตร์สาขาอื่น- 21 เม.ย. 2499 คณะรัฐมนตรีกำหนดชื่อคณะกรรมการฯ ใหม่ว่า " คณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ "
- 15 ต.ค. 2500 รัฐบาลไทยยื่นสัตยาบันสารรับรองธรรมนูญของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศเป็นประเทศสมาชิก ลำดับที่ 58 ของทบวงการฯ
- 13 พ.ค. 2503 คณะรัฐมนตรีมีอนุมัติให้คณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู ในวงเงินงบประมาณ 14 ล้านบาท
- 25 เม.ย. 2504 รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ 2504 และพระราชบัญญัติ จัดระเบียบราชการสำนักนายกรัฐมนตรี(ฉบับที่ 8) พ.ศ.2504 ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 78 ตอนที่ 36 และนับเป็นการจัดตั้งสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติขึ้น มีฐานะเป็นหน่วยงานราชการ ระดับกรม สังกัด สำนักนายกรัฐมนตรี
- 9 เม.ย. 2505 ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารสำหรับติดตั้ง เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูและกำหนดเรียก ชื่อเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูว่า " เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย-1 (ปปว-1) " และใช้ภาษาอังกฤษว่า " Thai Research Reactor-1 (TRR-1 ) "
- 27 ต.ค. 2505 นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และเจ้าหน้าที่ส่วนเครื่องปฏิกรณ์ บรรจุเชื้อเพลิงปรมาณูเข้าสู่แกนเครื่องปฏิกรณ์ และเดินเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย-1 บรรลุขั้นวิกฤตครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อเวลา 18.32 น. โดยใช้เวลา ในการดำเนินการ ทั้งสิ้น 8 ชั่วโมงครึ่ง
- 20 ธ.ค. 2505 พล.ต. พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงประกอบพิธีเปิดอาคารเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู
- 23 พ.ค. 2506 โอนกิจการอำนาจหน้าที่จากสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีมาสังกัดกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ
- พ.ศ. 2506 เริ่มการวิจัยด้านการใช้รังสีช่วยในการถนอมอาหารและยืดอายุการเก็บพืชผักผลไม้และเนื้อสัตว์
- พ.ศ. 2507 เริ่มทดลองผลิตสารไอโซโทปรังสีขึ้นเพื่อใช้ในกิจการแพทย์ การเกษตร และการศึกษาวิจัยต่างๆ
- พ.ศ. 2508 ก่อสร้างโรงงานขจัดกากของเหลวกัมมันตรังสีสามารถขจัดกากของเหลวได้ 5 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง
- 26 มิ.ย. 2512 สมเด็จเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ เสด็จทอดพระเนตรกิจการสำนักงานฯ และทรงฟังการบรรยายเกี่ยวกับเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู
- 25 ก.ย. 2513 เริ่มก่อสร้างอาคารต้นกำเนิดรังสีแกมมา ( โคบอลต์-60 ) พร้อมทั้งสั่งซื้อเครื่องฉายรังสีแกมมา ( โคบอลต์-60 ) ขนาด 31,670 คูรี
- 5 ก.ย. 2511 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร กิจการของสำนักงานพลังงานปรมาณู เพื่อสันติ- พ.ศ. 2513 เริ่มให้บริการถ่ายภาพด้วยรังสี ( เรดิโอกราฟฟี ) เพื่อประโยชน์ทางกิจการอุตสาหกรรม
- 1 ต.ค. 2515 โอนกิจการอำนาจหน้าที่ จากกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติมาสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม
- 7 ธ.ค. 2515 ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ทำให้อยู่ในข่ายที่จะได้รับ ความคุ้มครอง และช่วยเหลือจากประเทศภาคีสนธิสัญญา
- 16 พ.ค. 2517 ข้อตกลงพิทักษ์ความปลอดภัยวัสดุนิวเคลียร์ที่ไทยทำไว้กับ ทบวงการพลังงานปรมาณู ระหว่างประเทศ ( IAEA ) มีผลบังคับใช้
- 7 ส.ค. 2518 เริ่มการวิจัยและพัฒนาแปรสภาพแร่โมนาไซต์ออกเป็นผลผลิตต่างๆ
- 14 ก.ย. 2518 ทำสัญญาสั่งซื้อ และติดตั้งระบบเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู ใหม่กับบริษัท เจเนอรัลอะตอมมิค เป็นแบบ TRIGA MARK III และติดตั้ง ณ อาคารปฏิกรณ์เดิม กำหนดชื่อไทยว่า "เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย -1 / ปรับปรุงครั้งที่ 1" (ปปว -1/1) และชื่อภาษาอังกฤษว่า "Thai Research Reactor -1/ Modification 1" (TRR -1/M1)
- 1 ต.ค. 2520 ขยายโครงการสกัดแร่โมนาไซต์ในระดับกึ่งโรงงานตัวอย่าง และเริ่มโครงการพัฒนาวัสดุนิวเคลียร์
- 7 พ.ย. 2520 เจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯร่วมกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทเจเนอรัลอะตอมมิค บรรจุแท่งเชื้อเพลิงปรมาณู เข้าในแกนเครื่องปฏิกรณ์ บรรลุสภาวะวิกฤต เมื่อเวลา 21.41 น. ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 11 ชั่วโมง
- พ.ศ. 2521 การก่อสร้างอาคารโรงงานระดับห้องทดลองเพื่อวิจัย และพัฒนาการแปรสภาพแร่โมนาไซต์
- 24 มี.ค. 2522 โอนกิจการอำนาจหน้าที่ จากกระทรวงอุตสาหกรรม มาสังกัด กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน
- มี.ค. 2524 จัดทำรายงานวิเคราะห์ความเหมาะสมในการจัดตั้ง " โรงงานแปรสภาพแร่โมนาไซต์ " และได้รับการบรรจุ โครงการโรงงานตัวอย่างดังกล่าว เข้าไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 ( 2525- 2529 )
- พ.ศ. 2525 เริ่มดำเนินโครงการควบคุมและกำจัดแมลงวันผลไม้ โดยเทคนิคการใช้แมลงที่เป็นหมัน ด้วยรังสี ระยะที่ 1
- พ.ศ. 2526 เริ่มดำเนินการศึกษาความเหมาะสมเชิงเศรษฐกิจในการตั้ง โรงงานฉายรังสีอาหาร ขนาดความแรงรังสีเริ่มต้น 100,000 คูรี
- 10 มิ.ย. 2529 คณะอนุกรรมการฝ่ายรัฐ ในคณะกรรมการอำนวยการ จัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เห็นชอบให้ โครงการจัดตั้งศูนย์ฉายรังสี เป็นโครงการหนึ่ง ในโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ และวันรัชมงคลาภิเษก โครงการดังกล่าวได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการ จากรัฐบาลแคนาดา โดยผ่านหน่วยงาน เพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ ของแคนาดา : CIDA ในวงเงิน 4.8 ล้านเหรียญแคนาดา
- 25 ก.ย. 2530 ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญา 2 ฉบับคือ อนุสัญญาว่าด้วยการแจ้งอุบัติเหตุ ทางนิวเคลียร์โดยเร็ว และอนุสัญญาว่าด้วย ความช่วยเหลือในกรณีเหตุฉุกเฉิน ทางนิวเคลียร์ หรือเหตุฉุกเฉินทางรังสี
- 27 พ.ค. 2531 ทำความตกลงร่วมมือในลักษณะทวิภาคีกับสาธารณรัฐชิลี กำหนด 5 ปี และมีผลบังคับใช้ต่อไปทีละ 1 ปี จนกว่าจะแจ้งบอกเลิก
- 6 มิ.ย. 2532 เริ่มดำเนินการก่อสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาธาตุหายาก
- 17 ส.ค. 2532 พิธีเปิดศูนย์ฉายรังสีอาหารและผลิตผลการเกษตร โดยรองนายกรัฐมนตรี นายพิชัย รัตตกุล เป็นประธานในพิธี
- 27 ธ.ค. 2532 คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน รับไปพิจารณาดำเนินการ ย้ายเตาปฏิกรณ์ปรมาณู ไปจัดสร้าง ณ สถานที่แห่งใหม่ที่เหมาะสม ซึ่งต่อมาคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม ได้อนุมัติ ให้ใช้ที่ดินของ สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม เพื่อก่อสร้างศูนย์นิวเคลียร์แห่งใหม่ ณ ต.ทรายมูล อ.องครักษ์ จ.นครนายก เนื้อที่ 315-2-65 ไร่ เมื่อ 2 สิงหาคม 2534
- พ.ศ. 2534 เริ่มดำเนินโครงการกำจัดแมลงวันผลไม้ด้วยรังสี ระยะที่สอง ณ บริเวณโครงการหลวงดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่
- 2 พ.ค. 2534 คณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้กำหนดนโยบายเพื่อใช้เป็น ทิศทางของงานวิจัยนิวเคลียร์ ให้เป็น เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ความเป็นอยู่ ของประชาชนใน 3 ด้าน คือ ด้านการแพทย์ การเกษตร และอุตสาหกรรม
- 4 เม.ย. 2535 มีการเปลี่ยนแปลง ชื่อต้นสังกัดเป็น กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
- พ.ศ. 2535 โครงการย้ายเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูได้รับการบรรจุในแผนปฏิบัติการของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โดยใช้ชื่อโครงการว่า " โครงการจัดตั้งศูนย์นิวเคลียร์แห่งใหม่ " และต่อมาคณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้ ดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์นิวเคลียร์แห่งใหม่ และอนุมัติให้ทำสัญญา ในลักษณะจ้างเหมาออกแบบ และก่อสร้าง โดยผู้รับเหมา รายเดียวกัน ( Lump Sum Turnkey ) ในส่วนของเครื่องปฏิกรณ์ฯ ระบบผลิตไอโซโทปรังสี และระบบจัดการ กากกัมมันตรังสี พร้อมอาคารอุปกรณ์ประกอบทั้ง 3 ระบบ โดยประกาศประกวดราคานานาชาติ และเห็นชอบให้ว่าจ้าง บริษัทวิศวกรที่ปรึกษา ต่างประเทศมาร่วมปฏิบัติงานกับ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ
- 1 มิ.ย. 2536 คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงานฯ เตรียมแผนงานวิจัยความปลอดภัย และปรับบทบาทสำนักงานฯ ให้เป็นหน่วยควบคุมดูแลความปลอดภัย หากประเทศไทยจะมีการก่อสร้าง โครงการไฟฟ้าปรมาณู ในอนาคต
- 16 ธ.ค. 2537 ลงนามทำความตกลงร่วมมือ ในลักษณะทวิภาคี กับสถาบันวิจัย ด้านพลังงานปรมาณู แห่งประเทศญี่ปุ่น มีกำหนด 4 ปี
- 5 เม.ย. 2538 โครงการจัดตั้งศูนย์นิวเคลียร์แห่งใหม่ ได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน ฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี ให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี
- 12 ธ.ค. 2538 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติ คณะกรรมการ รัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ มอบหมายให้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดำเนินการศึกษา ความเป็นไปได้ ของการก่อสร้าง โรงงานไฟฟ้า พลังงานปรมาณู ในประเทศไทย และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้สั่งการให้สำนักงานฯ ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว
- 7 มิ.ย. 2539 ลงนามความตกลงร่วมมือ ในลักษณะทวิภาคี กับรัฐบาลอาร์เจนตินา มีกำหนด 5 ปี
- 20 มี.ค. 2540 ลงนามความตกลงร่วมมือ ในลักษณะทวิภาคี กับกระทรวงการพลังงาน แห่งประเทศสหรัฐฯ เพื่อดำเนินการ sister-lab กับห้องปฏิบัติการโอคริดจ์ ( Oak Ridge )
- 26 ก.ค. 2543 พลเอกสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทรงนำคณาจารย์และนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 5 โรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้าทัศนศึกษา สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
[แก้ไข] ภารกิจของสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 25404 และ พ.ศ.2508 โดยมีภาระกิจหลักดำเนินการควบคุม กำกับดูแลการใช้ประโยชน์ทางพลังงานนิวเคลียร์ หรือพลังงานปรมาณูให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชนและผู้ใช้ ตลอดจนการเข้าแทรกแซงและการระงับเหตุการณ์ผิดปกติ และฉุกเฉินทางด้านรังสีทั้งภายในและภายนอกสำนักงานฯ ประสานงานกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด ระดับประเทศ และนานาชาติ ในการระงับเหตุฉุกเฉินทางด้านรังสี
นอกจากนี้ยังให้ความสนับสนุนด้านบุคลากร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จำเป็นในการระงับเหตุผิดปกติและเหตุฉุกเฉินแก่หน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
ปัจจุบันภัยจากอุบัติเหตุจากการใช้ประโยชน์พลังงานปรมาณู การขนส่งวัตถุอันตราย รวมทั้งการก่อการร้ายจากผู้ประสงค์ร้ายจากภายนอกประเทศมีแนวโน้มจะทวีจำนวนความถี่และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทำให้ต้องทบทวน ระเบียบ แนวปฏิบัติ เพื่อการเตรียมความพร้อมด้านกำลังคน อุปกรณ์ เครื่องมือที่จำเป็นในภาวะวิกฤติที่ต้องอาศัยองค์กรเข้ามาจัดการและประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือไม่ปกติทางด้านรังสีที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความพร้อมในการแก้ไขปัญหาอย่างมีระบบ และมีประสิทธิภาพสูงสุด
[แก้ไข] หน่วยงานต่างๆ ของสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
- สำนักงานเลขานุการกรม
- กองสุขภาพ
- กองการวัดกัมมันตภาพรังสี
- กองขจัดกากกัมมันตรังสี
- กองผลิตไอโซโทป
- กองปฏิกรณ์ปฏิบัติ
- กองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- กองวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
- กองฟิสิกส์
- กองเคมี | ศูนย์วิจัยและพัฒนาธาตุหายาก
- ศูนย์กำกับความปลอดภัยโรงงานนิวเคลียร์
- ศูนย์ฉายรังสีอาหารและผลิตผลการเกษตร
สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ จัดตั้งขึ้นตามมาตราที่ 19 ของพระราชบัญญัติ พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 2504 ที่กำหนดไว้ว่า "ให้มีสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยจัดตั้งขึ้น ตามกฏหมาย ว่าด้วย การจัดระเบียบราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ดำเนินกิจการ ให้เป็นไปตามมติ ของคณะกรรมการ และปฏิบัติงานธุรการอื่นๆ" สำนักงานฯ มีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบาย ของคณะกรรมการ พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (คณะกรรมการ พ.ป.ส.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการ และมีกรรมการจำนวน 15 ท่าน โดยมีเลขาธิการ สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นกรรมการ และเลขานุการ ความรับผิดชอบ ของสำนักงานฯ ครอบคลุมกิจกรรมหลัก 4 ประการ คือ
- เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
- เป็นหน่วยงานกลาง ติดต่อประสานงาน ระหว่างหน่วยงานทั้งใน และนอกประเทศ เกี่ยวกับกิจกรรม พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
- เป็นหน่วยงานศึกษา วิจัย พัฒนาทาง วิชาการนิวเคลียร์เทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้ง การเดินเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู เพื่อการวิจัย และพัฒนาของชาติ
- เป็นหน่วยงานเผยแพร่และส่งเสริมการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- เว็บไซต์สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
- ระบบคลังความรู้พลังงานปรมาณู
ภาพประกอบจากเว็บไซต์สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติและทางอินเทอร์เน็ต















