.:: สำมะโนครัว - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
สำมะโนครัว
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

        สำมะโนครัว ถ้าจะให้เรียกกันในสมัยนี้ คงต้องเปลี่ยนมาเป็น ทะเบียนบ้าน ระบบการทะเบียนราษฎรไทยก็พัฒนามากยิ่งขึ้นมาเป็นลำดับไกลจากจุดเริ่มต้น คือ จาก“บัญชีรุ่น แล่น จูง อุ้ม” มาจนถึง “ทะเบียนราษฎรออนไลน์และบัตรสมาร์ทการ์ด” มากแล้ว แต่กลับมีพัฒนาการในทางตรงกันข้ามของความเป็นจริงในทางปฏิบัติของการทะเบียนราษฎรไทย คือ พัฒนาการระหว่างประชาชนพลเมืองผู้อยู่ใต้ปกครองกับเจ้าหน้าที่พนักงานสำรวจหรือเจ้าหน้าที่นายทะเบียนการราษฎรไทย เรามาทำความรู้จักและเรียนรู้เกี่ยวกับ สำมะโนครัว และวิวัฒนาการของ สำมะโนครัว จนกลายมาเป็นมาเป็นทะเบียนบ้าน จนปัจจุบัน

สารบัญ

[แก้ไข]
สำมะโนครัว

[แก้ไข] วิวัฒนาการ

         "ทะเบียนบ้าน" เป็นเอกสารราชการที่สำคัญซึ่งทางราชการจัดทำขึ้นเพื่อระบุรายละเอียดที่ตั้งของบ้าน และรายการต่าง ๆ ของบุคคลในบ้าน ได้แก่ ชื่อ นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน ชื่อบิดามารดา ภูมิลำเนาเดิม ฯลฯ และจัดทำขึ้นอีกหนึ่งฉบับมอบให้กับเจ้าบ้านแต่ละบ้านถือใช้ประโยชน์ เรียกว่า "สำเนาทะเบียนบ้าน" ทะเบียนบ้านถือเป็นส่วนหนึ่งของทะเบียนราษฏร ซึ่งรวมทะเบียนคนเกิด คนตาย ย้ายที่อยู่ และการดำเนินการเกี่ยว กับบ้าน เช่น การขอเลขที่บ้าน การรื้อถอนบ้าน เป็นต้น

        ทะเบียนราษฎรของไทยนั้น จะเริ่มเมื่อใด และมีวิธีปฏิบัติอย่างไรนั้น ไม่มีหลักฐานปรากฏให้แน่ชัด แต่อาจกล่าวได้ว่า จุดเริ่มของงาน ทะเบียนราษฎรนั้นน่าจะมาจากการจดทะเบียนชายฉกรรจ์ เพื่อไว้ใช้ในราชการสงคราม ซึ่งเรียกว่า "การจดบัญชีพลเมืองหรือสารบัญชี"

        การเกณฑ์ชายฉกรรจ์เพื่อเข้ารับราชการทหารนั้น มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย หรือก่อนตั้งสุโขทัยก็ว่าได้ จนสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ยังมีการจดบัญชีพลเมืองเหมือนกัน แต่เรียกว่าการสักข้อมือ หลังมือ หรือการสักเลข ซึ่งนอกจากจะใช้เพื่อประโยชน์ในการเกณฑ์พลเมืองมาเป็นทหารแล้ว ยังสามารถใช้ ประโยชน์ในการใช้เก็บภาษีอากรได้ด้วย

        ในปี พ.ศ.2452 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นว่า สมควรที่จะให้คิดจัดทำบัญชีคนในพระราชอาณาเขต เพื่อทราบความแน่นอนว่ามีคนอยู่เท่าใด และเพื่อประโยชน์ที่จะบำรุงความสุขและรักษาการแผ่นดินให้เหมือนกับที่เป็นอยู่ในประเทศทั้งปวง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตรา พ.ร.บ.สำหรับทำบัญชีคนในพระราชอาณาจักร ร.ศ.128 ขึ้น โดยกำหนดหลักการที่จะต้องดำเนินการสำคัญตามกฏหมาย ฉบับนี้เป็น 3 ประการ ด้วยกัน

ประการแรก ให้จัดทำบัญชีสำมะโนครัวขึ้น
ประการที่สอง ให้จัดทำบัญชีคนเกิดและคนตาย
ประการที่สาม ให้จัดทำบัญชีคนเข้าออกขึ้น

[แก้ไข] บัญชีสำมะโนครัว : ต้นกำเนิดของทะเบียนบ้าน

        ในปี พ.ศ.2457 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นว่า พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.116 สมควรที่จะแก้ไขให้ตรงกับวิธีการปกครองที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ จีงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไข โดยกำหนดว่า กรณีที่แห่งใดยังใช้ได้ให้คงไว้ แห่งใดที่เก่าเกินกว่าวิธีปกครองทุกวันนี้ ก็แก้ไขให้ตรงกับเวลา และได้รวบรวมตราเป็นพ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 ขึ้น ซึ่งได้มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำทะเบียนสำมะโนครัวในหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และ อำเภอ ดังนี้


        ".........เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านที่จะจัดทำบัญชีสำมะโนครัวในหมู่บ้านของตน และคอยแก้ไขให้ถูกต้องอยู่เสมอ กำนันต้องรักษาบัญชีสำมะโนครัว และทะเบียนบัญชี ของรัฐบาลในตำบลนั้น และคอยแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องกับบัญชีของผู้ใหญ่บ้าน และ หน้าที่ของกรมการอำเภอในการทะเบียนบัญชี นั่นคือทำบัญชีสำมะโนครัวและทะเบียน ทุก ๆ อย่างบรรดาที่ต้องการใช้ในราชการ..........."

        ต่อมา พ.ศ.2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นว่า ตามที่ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตรา พ.ร.บ.การทำบัญชีคนในพระราชอาณาจักรขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2452 แล้ว และบัดนี้การปกครองท้องที่ก็ได้จัดเป็นหลักฐานมั่นคงแล้ว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจดทะเบียนคนเกิด คนตายตามหัวเมือง พุทธศักราช 2459 โดยให้ใช้ กฏนี้ในหัวเมืองทุกมณฑล นอกจากมณฑลกรุงเทพ ซึ่งให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2459 เป็นต้นไป พร้อมนี้ได้ออกระเบียบว่าด้วยการแจ้งความ และจดทะเบียนคนเกิด คนตาย ในหัวเมืองด้วย นับแต่ปี พ.ศ. 2452 เป็นต้นมา


[แก้ไข] ต้นกำเนิดของพรบ.สำหรับทำบาญชีบุคคลในราชอาณาจักร...ต้นกำเนิดของการทะเบียนราษฎรไทย

        แต่ความจริงแล้วความพยายามที่จะทำให้เกิดการจัดทำการทะเบียนราษฎรในลักษณะของรัฐสมัยใหม่น่าจะมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๔๐ ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ มีการตราพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ รศ. ๑๑๖ ขึ้น โดยกำหนดให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และอำเภอมีหน้าที่สำรวจ “บัญชีสำมะโนครัว” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทรงเปลี่ยนการเรียกการทะเบียนราษฎรในสมัยเดิมที่ใช้ว่า “การทำสารบัญชี”มาเป็น “บัญชีสำมะโนครัว” แต่หลักการบัญชีนั้น ก็ยังคงใช้หลักการทำสารบัญชีเดิม คือ มีการแยกข้าราชการพลเรือน ออกจากข้าราชการทหาร

แต่ก็เป็นครั้งแรกที่มีการทำบัญชีสำรวจประชากรในดินแดนเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะทราบได้ว่ามีประชากรอยู่เท่าใด ลักษณะเช่นใด อยู่ที่ไหนบ้างเพื่อประโยชน์ในการปกครอง โดยมิใช่เพื่อประโยชน์ในการเกณฑ์กำลังพลเมืองไปใช้ทำในกิจการบางอย่าง หรือ เพื่อการเก็บภาษีและการป้องกันประเทศ เหมือนการทำบัญชีดังเช่นที่ผ่านมาหรือในสมัยโบราณ

        ด้วยการทำบัญชีในครั้งนั้นมีข้อจำกัดที่ว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านในสมัยนั้นซึ่งเป็นผู้ดำเนินการสำรวจแม้จะอ่านหนังสือออกแต่ส่วนมากก็เขียนไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถบันทึกการสำรวจบุคคลออกมาเป็นรายชื่อได้ บัญชีการทะเบียนราษฎรฉบับนั้นจึงเรียกว่า บัญชี “ รุ่น แล่น จูง และอุ้ม” คือ เป็นบัญชีที่แสดงจำนวนบุคคลในบ้าน โดยจำแนกตามวัยและตอบว่าบ้านๆ หนึ่งมีคนในวัยใดเท่าไหร่บ้าง อันได้แก่ “วัยรุ่น คือ คนฉกรรจ์ขึ้นไป” “วัยแล่น คือ เด็กโต” “วัยจูง คือ เด็กเล็ก” และ “วัยอุ้ม คือ เด็กอ่อน” และต่อมาในปี ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖) ได้ให้ปลัดอำเภอและเสมียนที่ได้รับการอบรมชี้แจงในวิธีการสำรวจแล้วเป็นพนักงานสำรวจออกสำรวจอีกครั้งเป็นรายบ้านในท้องที่อำเภอจนครบ ยกเว้นแต่ชาวป่าชาวเขาซึ่งทำการสำรวจได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามก็ทำได้เพียง ๑๒ มณฑล เท่านั้น การทำทะเบียนราษฎรในครั้งนั้นจึงเป็นการสำรวจครั้งแรกและเป็นที่มาในการพัฒนาระบบการทะเบียนราษฎรในเวลาต่อมา


[แก้ไข] ทะเบียนบ้านยุคแรก ปี 2499

        พ.ร.บ. และกฏเสนาบดีต่าง ๆ ที่บังคับใข้เพื่อการทะเบียนราษฎรนั้น จะเห็นว่ามีอยู่หลายฉบับ และแต่ละฉบับจะมีกฏข้อบังคับ และระเบียบการวางไว้ ให้ปฏิบัติอีกมาก ล้วนแยกเขตอำนาจหน้าที่ไว้อย่างสับสน เช่นในเขตเทศบาลก็ให้ใช้ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรในเขตเทศบาล พ.ศ. 2479 เฉพาะเจตมณฑลกรุงเทพฯ ก็ใช้ พ.ร.บ. การตรวจสอบบัญชีสำมะโนครัวและการจดทะเบียนคนเกิด คนตาย คนย้ายตำบล พระพุทธศักราช 2460 และนอกมณฑลกรุงเทพฯ นอกเขตเทศบาลให้ใช้ พ.ร.บ. ทำบัญชีคนในพระราชอาณาจักร ร.ศ.128 เป็นต้น นับว่าเป็นการยากแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติและแก่ราษฎรผู้จะต้องปฏิบัติตามกฏหมายด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เห็นสมควรให้ปรับปรุงกฏหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร โดยรวยรวมยกร่างขึ้นใหม่ และรวมวิธีปฏิบัติไว้ในที่แห่งเดียวกัน เรียกว่า "พ.ร.บ.การทะเบียน ราษฎร พ.ศ.2499" พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2499 ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2499 แต่ยังมิได้มีการบัคับใช้ทุกมาตรา โดยในมาตรา 8 และมาตรา 11 ถึงมาตรา 35 จะใช้บังคับเมื่อใดให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา การที่ไม่ได้ประกาศใช้บังคับพร้อมกันหมด ทุกมาตรานั้น เนื่องจากในระยะเวลาที่รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้เป็นระยะเวลา ที่มีการสำรวจตรวจสอบทะเบียนราษฎรทั่วราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา36 แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2499 ซึ่ง ประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2499 ให้มีการสำรวจ ตรวจสอบทะเบียนราษฎรทั่วราชอาณาจักรใน พ.ศ. 2499 ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2499 โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งวิธีดำเนินการนี้คงมีหลักการปฏิบัติคล้ายคลึงกับการสำรวจสำมะโนครัวทั่วราชอาณาจักรคือ

1. ในการสำรวจตรวจสอบทะเบียนราษฎรนี้ ไม่มีการสำรวจเจ้า บ้านล่วงหน้า แต่ได้จัดทำบัญชีเจ้าบ้านขึ้น เพื่อให้นายทะเบียนคัดรายชื่อเจ้าบ้านจากทะเบียนสำมะโนครัวที่มีอยู่ และจากสมุดคู่มือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ดังนี้

ก. ท้องที่ในเขตเทศบาลให้นายทะเบียนท้องถิ่น(ให้นายกเทศมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง) เตรียมคัดบัญชีเจ้าบ้านจากทะเบียนสำมะโนครัว โดยให้ปรากฏ ชื่อเจ้าบ้าน เลขบ้าน ถนน ตรอก ซอย ตำบล อำเภอ ตลอดจนจำนวนคนที่อยู่ในบ้านนั้นลงในบัญชีเจ้าบ้าน
ข. ท้องที่นอกเขตเทศบาลในเขตมณฑลกรุงเทพเดิม คือ จังหวัด พระนคร ธนบุรี นนทบุรี และสมุทรปราการ ให้นายอำเภอดำเนินการเช่น เดียวกับนายทะเบียนท้องถิ่น โดยจัดเจ้าหน้าที่ ระดมกันคัดบัญชีเจ้าบ้านขึ้น
ค. ท้องที่นอกเขตเทศบาล และนอกเขตมณฑลกรุงเทพฯ เดิมให้นายอำเภอแยกทะเบียนสำมะโนครัวออกเป็นรายหมู่บ้านและมอบให้ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่สำรวจตรวจสอบ ไปตรวจ สอบกับสมุดคู่มือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านของตน แล้วคัดชื่อเจ้าบ้านลงในบัญชีเจ้าบ้านทั้งนี้ ให้ผู้ใหญ่บ้านได้ตรวจตราให้ตรงกับความเป็นจริงกับบ้านที่อยู่ใน การปกครองของตนอย่าให้ตกหล่นได้การดำเนินการในเรื่องนี้จะต้องกระทำให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 15 เมษายน 2499

2. ในการสำรวจตรวจสอบจำเป็นจะต้องแบ่งเป็นเขตตรวจสอบโดยให้นายอำเภอกำหนดเขตหมู่บ้านหนึ่ง เป็นเขตตรวจสอบ ถ้าหมู่บ้านใดมีราษฎรน้อยจะรวมหลายหมู่บ้านเป็นเขตเดียวกันก็ได้ แต่จำนวนราษฎรในเขตนั้นต้องไม่เกิน 1,000 คน สำหรับในเขตเทศบาลให้แบ่งเขตตรวจสอบโดยใช้เกณฑ์จำนวนราษฎรไม่เกิน 2,000 คน ต่อหนึ่งเขต

3. เจ้าหน้าที่สำรวจตรวจสอบให้แต่งตั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าหน้าที่สำรวจตรวจสอบในเขตหมู่บ้าน ของตน ถ้าพิจารณาเห็นว่าไม่เหมาะสม หรือเป็นท้องที่ที่ไม่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็ให้มอบหมายให้ผู้ที่มี ความรู้ความสามารถทำการสำรวจตรวจสอบได้ เช่น ครู นักศึกษา ฯลฯ เป็นเจ้าหน้าที่การสำรวจตรวจสอบ ให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน เมื่อการสำรวจตรวจสอบทะเบียนราษฎรเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้มีการ จัดทำ "ทะเบียนบ้าน" ของแต่ละบ้านขึ้น โดยคัดลอกรายการคนที่อยู่ในบ้านจากแบบสำรวจตรวจสอบ หรือทะเบียนสำมะโนครัวที่จัดทำไว้ก่อนนั้น และนับจากวันที่ 15 เมษายน 2499 เป็นต้นมา จึงได้มีการใข้หลักฐาน "ทะเบียนบ้าน" เพื่อเป็นทะเบียนประจำบ้านอย่างเป็นทางการ โดยเรียก ทะเบียนบ้านฉบับแรกนี้ว่า "ทะเบียนบ้านฉบับปี 2499"


[แก้ไข] ทะเบียนบ้านรุ่นที่สอง ปรับปรุงรายการเพิ่มเติม

        ต่อมาในปี 2515 ได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 234 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2515 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฏร พ.ศ. 2499 บางมาตรา เพื่อให้ข้อกฏหมายบางเรื่อง มีความชัดเจนและเหมาะสมกับระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป และในปีนี้เองได้มีการกำหนดรูปแบบ ทะเบียนบ้านขึ้นใหม่ โดยปรับปรุงแก้ไขช่องบันทึกรายการบุคคลในบ้านให้มีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น เช่น ช่องรายการบิดา และมารดาผู้ให้กำเนิด เป็นต้น โดยเรียกทะเบียนบ้านฉบับนี้ว่า "ทะเบียนบ้านฉบับปี 2515"


[แก้ไข] ทะเบียนบ้านรุ่นที่สาม : กำหนดเลขประจำตัวประชาชน

        ปี 2526 ภายหลังจากที่ได้ดำเนินงานโครงการจัดทำเลขประจำตัวประชาชนได้ 1 ปี ผู้อำนวยการทะเบียน อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฏร พ.ศ. 2499 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 234 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2515 ข้อ 2 กำหนดแบบพิมพ์ทะเบียนบ้านขึ้นใหม่ โดยเพิ่มช่องตารางกำหนดเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เลขรหัสประจำบ้าน และเลขรหัสกำกับรายการต่าง ๆ ของบุคคลในบ้านเพื่อประโยชน์ในการบันทึก และประมวลผลข้อมูลการทะเบียนราษฎรด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งในช่วงนั้นนับได้ว่าเป็นยุคบุกเบิก งานการทะเบียนราษฏรที่ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการปฏิบัติงานเป็นครั้งแรก และสำหรับทะเบียน บ้านที่กำหนดขึ้นใหม่ครั้งนี้ เรียกว่า "ทะเบียนบ้านฉบับปี 2526"


[แก้ไข] ทะเบียนบ้านรุ่นที่สี่ : พิมพ์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์

        "ทะเบียนบ้านฉบับคอมพิวเตอร์" ปี 2531 ได้มีการปรับปรุงแบบทะเบียนบ้านฉบับปี 2526 อีก ครั้ง โดยเปลี่ยนแปลงขนาด และชนิดของกระดาษพิมพ์ให้สอดคล้องกับ ระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถ รายการต่าง ๆ ในทะเบียนบ้านที่กำหนดใหม่นี้ได้โดยอัตโนมัติ ส่วนช่องรายการต่าง ๆ คงรูปแบบเดียวกันกับฉบับปี 2526 และเรียกทะเบียน บ้านที่กำหนดใหม่ในปีนี้ว่า "ทะเบียน”

        กรมการปกครองจัดทำ "สำเนาทะเบียนบ้านฉบับคอมพิวเตอร์" ซึ่งพิมพ์จากฐานข้อมูลกลางทะยอยแจกจ่ายให้กับเจ้าบ้านทั้งประเทศจำนวน ประมาณ 14 ล้านหลัง ระหว่างปี พ.ศ.2531-2539 จึงครบทุกหลังคา เรือน และในปี 2531 ได้เริ่มเปิดบริการคัดสำเนาทะเบียนบ้านของทั่วราช อาณาจักรได้ที่ "หน่วยบริการข้อมูล" ซึ่งตั้งที่สำนักทะเบียนกลาง นางเลิ้ง

        ในการปฏิบัติงานการทะเบียนราษฎร ตามโครงการจัดทำเลข ประจำตัว ประชาชน ผู้อำนวยการทะเบียนได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.การ ทะเบียนราษฎร พ.ศ.2499 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 234 ลงนที่ 31 ตุลาคม 2515 ข้อ 2 วางระเบียบรองรับในการปฏิบัติงาน เรียกว่า "ระเบียบสำนักงานกลางทะเบียนราษฎร กรมการปกครองว่าด้วย การจัดทำทะเบียนราษฎรสำหรับสำนักทะเบียนในเขตปฏิบัติการตาม โครงการจัดทำเลขประจำตัวประชาชน พ.ศ.2528

        ในปี พ.ศ.2534 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตรา "พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534" ขึ้น โดยยกเลิกฏหมายการทะเบียนราษฎรเดิมทั้งหมดแล้วใช้ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 เพียงฉบับเดียว มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2535 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน นับเป็นกฏหมายการทะเบียนราษฎรฉบับแรกที่มีบทบัญญัติรอง รับการปฏิบัติในเรื่องการจัดเก็บบันทึกและประมวลผลข้อมูล ตลอดจนการ เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนประวัติราษฏรด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซั่งมีผลต่อ การวางแนวทางในการใช้ทะเบียนบ้านแบบใหม่ในยุคต่อมา ในที่สุดความพยายามในการที่จะนำรูปแบบการบริการประชาชนที่สะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง ซึ่งกรมการปกครองได้ใช้เวลาประมวลผลข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรทั้งประเทศมาเป็นระยะเวลายาวนานตั้งแต่ปี 2526 มาใช้ก็บังเกิดผล โดยเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2538 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการตามโครงการให้บริการประชาชนด้านทะเบียนและบัตรแบบใหม่ ตามที่กรมการปกครองเสนอ


[แก้ไข] ทะเบียนบ้านแบบใหม่ : ทะเบียนบ้านฉบับสมุดพก

        นายชูวงศ์ ฉายะบุตร อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะผู้อำนวยการ ทะเบียนกลาง ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8(1) กำหนดแบบพิมพ์ ทะเบียนบ้านขึ้นมาใหม่ เรียกว่า "ทะเบียนบ้านฉบับสมุดพก" มีลักษณะคล้าย สมุดเงินฝากธนาคาร นับเป็นการปฏิวัติรูปแบบทะเบียนบ้านที่เคยมีมาแต่เดิมอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ การประกาศใช้ทะเบียนบ้านฉบับสมุดพก เริ่มในเขต พื้นที่อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เป็นแหล่งแรกของประเทศเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2538 เพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพรนมพรรษาและต่อมาก็ประกาศใช้ในทุกเขตพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539

        นอกเหนือจากเอกสาร "ทะเบียนบบ้าน" ตามกฏหมายการทะเบียนราษฎรฉบับต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ยังได้มีการกำหนดให้ จัดทำหลักฐานเอกสารสำคัญอื่น ๆ ด้วย ที่สำคัญควบคู่กับทะเบียนบ้าน คือ รายงานคนเกิด ทะเบียนคนเกิด สูติบัตร ใบแจ้งความย้ายที่อยู่ ใบแจ้งการย้ายที่อยู่ รายงานคนตาย ทะเบียนคนตายและมรณบัตร เป็นต้น

        เอกสารการทะเบียนราษฎรต่าง ๆ ดังกล่าว ได้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงรูปแบบในแต่ละยุคสมัยเป็นลำดับ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็น เอกสารที่ได้จัดทำให้แก่บุคคลได ๆ แล้วระยะเวลาจะผ่านพ้นไปนานเท่า ใดก็ตาม ก็สามารถนำมาอ้างอิง พิสูจน์ หรือตรวจสอบตัวบุคคลอันก่อให้เกิดผลทางด้านกฎหมายได้


ภาพ:สำมะโนครัว1.jpg


ภาพ:สำมะโนครัว2.jpg


ภาพ:สำมะโนครัว3.jpg


ภาพ:สำมะโนครัว4.jpg

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 
 
 
   Hosted by kapook.com