.:: หลักการพูด - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หลักการพูด
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

        การพูด เป็นวิธีหนึ่งของการสื่อสาร การถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก หรือความต้องการ ด้วยเสียง ภาษา และกิริยาท่าทาง เพื่อให้ผู้รับฟังรับรู้ เข้าใจได้ตรงตามจุดประสงค์ของผู้พูด การสื่อสารจึงจะบรรลุผลได้


สารบัญ

[แก้ไข]
หลักการพูด

ภาพ:การพูด2.jpg


[แก้ไข] ความหมายของการพูด

        ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 พูด คือ การเปล่งเสียงออกเป็นถ้อยคํา, พูดจา

การพูด เป็นการสื่อสารด้วยภาษา จากตัวผู้พูดไปยังผู้ฟัง เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นทราบความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของตน รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ความรู้ ความคิดเห็น ก่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันช่วยให้กิจการต่างๆ ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย


[แก้ไข] องค์ประกอบของการพูด

        การพูดมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 3 ประการ ดังนี้

[แก้ไข] ผู้พูด

        ผู้พูดเป็นผู้ที่จะต้องถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดเห็น ข้อเท็จจริง ตลอดจนทัศนคติของตนสู่ผู้ฟังโดยใช้ภาษา เสียง อากับกิริยาและบุคลิกภาพของตนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้พูดจะต้องคำนึงถึงมารยาทและคุณธรรม ในการพูดด้วย

        สิ่งสำคัญที่ผู้พูดจะต้องยึดไว้เป็นแนวปฏิบัติคือ ผู้พูดจะต้องรู้จักสะสมความรู้ ความคิดและประสบการณ์ที่มีคุณค่า มีประโยชน์ แล้วรวบรวม เรียบเรียงความรู้ ความคิดเหล่านี้ ให้มีระเบียบ เพื่อที่จะได้ถ่ายทอดให้ผู้ฟังเข้าใจได้โดยง่าย แจ่มแจ้ง

        การสะสมความรู้ ความคิดและประสบการณ์ ผู้พูดสามารถทำได้หลายทาง เช่น จากการอ่าน การฟัง การสังเกต การกระทำหรือปฏิบัติด้วยตนเอง การสนทนากับผู้อื่น  

        นอกจากนี้แล้ว ผู้พูดจะต้องมีทักษะ ในการพูด การคิด การฟัง และมีความสนใจที่จะพัฒนาบุคลิกภาพอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยให้ผู้พูด เกิดความมั่นใจในตนเอง

[แก้ไข] สาระหรือเรื่องราวที่พูด

ภาพ:การพูด1.jpg

        คือ เนื้อหาสาระที่ผู้พูดพูดออกไป ซึ่งผู้พูดจะต้องคำนึงอยู่เสมอว่า สาระที่ตนพูดนั้นจะต้องมีประโยชน์ต่อผู้ฟัง อีกทั้งควรเป็นเรื่องที่ใหม่ ทันสมัย เนื้อหาจะต้องมีความชัดเจน ผู้พูดต้องขยายความคือ ความรู้ที่นำเสนอสู่ผู้ฟังให้มีความกระจ่าง ซึ่งอาจขยายความด้วยการยกตัวอย่างแสดงด้วยตัวเลข สถิติ หรือยกหลักฐานต่าง ๆ มาอ้างอิง การเตรียมเนื้อหาในการพูดมีขั้นตอน ดังนี้

         2.1) การเลือกหัวข้อเรื่อง ถ้าผู้พูดมีโอกาสเลือกเรื่องที่จะพูดเอง ควรยึดหลักที่ว่าต้อง เหมาะสมกับผู้พูด คือ เป็นเรื่องที่ผู้พูดมีความรอบรู้ในเรื่องนั้น และเหมาะสมกับผู้ฟังเป็นเรื่องที่ผู้ฟังมีความสนใจ นอกจากนี้จะต้องคำนึงถึงโอกาส สถานการณ์ สถานที่ และเวลา ที่กำหนดให้พูดด้วย

         2.2) การกำหนดจุดมุ่งหมายและขอบเขตของเรื่องที่จะพูด ผู้พูดจะต้องกำหนด จุดมุ่งหมายในการพูดแต่ละครั้งให้ชัดเจนว่าต้องการให้ความรู้ โน้มน้าวใจหรือเพื่อความบันเทิงเพื่อจะได้เตรียมเรื่องให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย   นอกจากนี้ผู้พูดจะต้องกำหนดขอบเขตเรื่องที่จะพูดด้วยว่าจะครอบคลุมเนื้อหาลึกซึ้งมากน้อยเพียงใด

         2.3) การค้นคว้าและรวบรวมความรู้ ผู้พูดต้องประมวลความรู้ ความคิดทั้งหมดไว้แล้วแยกแยะให้ได้ว่าอะไรคือความคิดหลัก อะไรคือความคิดรอง   สิ่งใดที่จะนำมาใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนความคิดนั้นๆ    และที่สำคัญ ผู้พูดจะต้องบันทึกไว้ให้ชัดเจนว่าข้อมูลที่ได้มานั้น มีที่มาจากแหล่งใด ใครเป็นผู้พูด หรือผู้เขียน ทั้งนี้ผู้พูดจะได้ อ้างอิง ที่มาของข้อมูลได้ถูกต้องในขณะที่พูด

         2.4) การจัดระเบียบเรื่อง คือ การวางโครงเรื่อง ซึ่งจะช่วยให้การพูดไม่วกวน สับสน เพราะผู้พูดได้จัดลำดับขั้นตอนการพูดไว้อย่างเป็นระเบียบ มีความต่อเนื่อง ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด   ช่วยให้ผู้ฟังจับประเด็นได้ง่าย    การจัดลำดับเนื้อเรื่องจะแบ่งเป็น สามตอน คือ คำนำ เนื้อเรื่องและการสรุป

[แก้ไข] ผู้ฟัง

        ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสัมพันธ์กัน โดยผู้พูดต้องเร้าความสนใจผู้ฟังด้วยการใช้ภาษา เสียง กิริยาท่าทาง บุคลิกภาพของตน   ในขณะเดียวกันผู้ฟังก็มีส่วนช่วยให้การพูดของผู้พูดบรรลุจุดหมายได้โดยการตั้งใจฟัง และคิดตามอย่างมีเหตุผล ก่อนจะพูดทุกครั้ง ผู้พูดต้องพยายามศึกษารายละเอียดที่เกี่ยวกับผู้ฟังให้มากที่สุด เช่น จำนวนผู้ฟัง เพศ ระดับการศึกษา ความเชื่อและค่านิยม ความสนใจของผู้ฟัง เป็นต้น   การวิเคราะห์ผู้ฟังล่วงหน้า นอกจากจะได้นำข้อมูลมาเตรียมการพูดให้เหมาะสมแล้ว   ผู้พูดยังสามารถนำข้อมูลนั้นมาใช้ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย


[แก้ไข] จุดมุ่งหมายของการพูด

        โดยทั่วไปแล้ว การพูดจะมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ ๆ อยู่ 3 ประการ

[แก้ไข] การพูดเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ

        การพูดเพื่อจุดมุ่งหมายนี้ เราได้ฟังอยู่เป็นประจำไม่ว่าจะเป็นข่าวสารจากวิทยุ โทรทัศน์ หรือจากวงสนทนาในชีวิตประจำวัน มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ผู้ฟังเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยมีประสบการณ์หรือมีความรู้ประสบการณ์บ้าง แต่ก็ยังไม่กระจ่างชัด

        การพูดประเภทนี้ ได้แก่ การรายงาน การพูดแนะนำ การบรรยาย การอธิบายการชี้แจง ดังตัวอย่างหัวข้อเรื่องที่พูดเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ เช่น

  • ทำอย่างไรจึงจะเรียนเก่งและประสบความสำเร็จ
  • ภัยแล้ง
  • ทำไมราคาพืชผลทางการเกษตรจึงตกต่ำ
  • งามอย่างไทย
  • สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

[แก้ไข] การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ

        การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ เป็นการพูดที่มีจุดมุ่งหมายให้ผู้ฟังเชื่อและมีความคิดคล้อยตาม ทำหรือไม่ทำตามที่ผู้พูดต้องการหรือมีเจตนา   ฉะนั้น ผู้พูดจะต้องชี้แจงให้ผู้ฟังเห็นว่า ถ้าไม่เชื่อหรือปฏิบัติตามที่ผู้พูดเสนอแล้ว จะเกิดโทษหรือผลเสียอย่างไร

        การพูดชนิดนี้จะประสบความสำเร็จได้ดีมากน้อยเพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับตัวผู้พูดเองว่ามีบุคลิกภาพน่าเชื่อถือเพียงใด มีการใช้ถ้อยคำภาษาที่ง่ายแก่การเข้าใจของกลุ่มผู้ฟังหรือไม่   และที่สำคัญคือ ผู้พูดจะต้องมีศิลปะและจิตวิทยาในการจูงใจผู้ฟังได้เป็นอย่างดี   ตัวอย่างการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ จะเห็นได้จากการพูดเพื่อหาเสียงในการเลือกตั้งเพื่อเป็นหัวหน้าชั้น ผู้แทนกลุ่ม หรือองค์การต่างๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือการพูดเพื่อรณรงค์ให้ผู้ฟังเลิกบุหรี่ หรือไม่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การพูดเพื่อให้ช่วยกันประหยัดการใช้น้ำมัน ไฟฟ้า   นอกจากนี้ การพูดเพื่อโน้มน้าวใจจะนำไปใช้มากในด้านธุรกิจการขาย การโฆษณาเพื่อให้ผู้คนหันมานิยมใช้หรือซื้อสินค้าของตน

ตัวอย่างหัวข้อเรื่องที่พูดโน้มน้าวใจ

  • บริจาคโลหิตช่วยชีวิตมนุษย์
  • มาเลี้ยงลูกด้วยนมมารดากันเถอะ
  • ฟังดนตรีเถอะชื่นใจ
  • ช่วยทำเมืองไทยให้เป็นสีเขียวดีกว่า
  • ออกกำลังกายวันละนิดชีวิตแจ่มใส
  • เหรียญบาทมีความหมายเพื่อเด็กยากไร้ในชนบท

[แก้ไข] การพูดเพื่อความบันเทิง

        การพูดเพื่อจุดมุ่งหมายนี้ เป็นการพูดที่มุ่งให้ผู้ฟังเกิดความเพลิดเพลิน รื่นเริง สนุกสนาน ผ่อนคลายความตึงเครียด   ในขณะเดียวกันก็แทรกเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังด้วย   ผู้พูดจะต้องเป็นบุคคลที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เป็นคนเคร่งเครียดเอาจริงเอาจังเกินไป เพราะสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการสร้างบรรยากาศความเป็นกันเองให้เกิดขึ้นได้ ดังจะเห็นได้จากรายการต่างๆ ทางสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นวิทยุโทรทัศน์

ตัวอย่างหัวข้อเรื่องที่พูดเพื่อความบันเทิง

  • เราจะได้อะไรจากการฟังเพลงลูกทุ่ง
  • ทำอะไรตามใจคือไทยแท้
  • พูดใครคิดว่าไม่สำคัญ
  • ที่ว่ารัก รักนั้นเป็นฉันใด

[แก้ไข] หลักการพูดที่ดี

        ผู้พูดที่ต้องการสื่อความเข้าใจกับผู้ฟังให้เกิดความสำเร็จในการส่งสารได้ดีนั้นต้องคำนึงถึงหลักการพูด ดังต่อไปนี้

[แก้ไข] การออกเสียงให้ถูกต้องตามหลักภาษา

        ได้แก่

1.1 การออกเสียงสั้น-ยาว ต่างกัน ความหมายก็ต่างกันไปด้วย เช่น เก้า-ก้าว, เข้า-ข้าว, เท้า-ท้าว

ตัวอย่าง

  1. ก้าวเท้าไปเก้าครั้ง
  2. เขาเดินเข้าไปรับประทานข้าว
  3. เขาบาดเจ็บที่เท้า

1.2 การออกเสียงคำหลายพยางค์ให้ถูกต้องตามหลักการออกเสียง  คำบางคำออกเสียงแบบอักษรนำ เช่น

ดำริ อ่านว่า ดำ – หฺริ
กนก อ่านว่า กะ – หฺนก
ดำรัส อ่านว่า ดำ – หฺรัด
ปรอท อ่านว่า ปะ – หฺรอด
ผลิต อ่านว่า ผะ – หฺลิด

บางคำไม่ใช่ คำสมาส แต่อ่านออกเสียงต่อเนื่องแบบคำสมาส เช่น

ผลไม้ อ่านว่า ผน – ละ – ไม้
พลเมือง อ่านว่า พน – ละ – เมือง
เทพเจ้า อ่านว่า เทบ – พะ – เจ้า
ดาษดา อ่านว่า ดาด – สะ – ดา

คำบางคำไม่นิยมออกเสียงให้มีเสียงต่อเนื่อง เช่น

ทิวทัศน์ อ่านว่า ทิว – ทัด
สัปดาห์ อ่านว่า สับ – ดา
ดาษดื่น อ่านว่า ดาด – ดื่น
วิตถาร อ่านว่า วิด – ถาน
รสนิยม อ่านว่า รด – นิ – ยม
คุณค่า อ่านว่า คุน – ค่า

1.3 ออกเสียงให้ถูกต้องตามความนิยม เช่น

กำเนิดอ่านว่า กำ – เหนิด
ยมบาล อ่านว่า ยม – มะ – บาน
ชักเย่อ อ่านว่า ชัก – กะ – เย่อ
เทศบาล อ่านว่า เทด – สะ – บาน

1.4 ออกเสียงคำควบกล้ำ ร, ล, ว หรือเป็นอักษรนำให้ชัดเจนถูกต้อง เช่น

ตราด อ่านว่า ตราด เป็น อักษรควบ
ตลาด อ่านว่า ตะ – หลาด เป็น อักษรนำ
จริง อ่านว่า จิง เป็น อักษรควบไม่แท้
ปรักหักพัง อ่านว่า ปะ – หรัก – หัก – พัง เป็นอักษรนำ

คำต่อไปนี้ออกเสียงแบบควบแท้ทั้งหมด เช่น

ปรับปรุง เปลี่ยนปลง ปลาบปลื้ม
ปลอดโปร่ง พร้อมเพรียง เพราะพริ้ง
แพรวพราว เพลิดเพลิน พลุกพล่าน
แกว่งไกว กว้างขวาง ไขว่คว้า
คลุกเคล้า คลาดเคลื่อน คลอนแคลน

คำบางคำเป็นคำเรียงพยางค์กันไม่ออกเสียงแบบควบกล้ำ เช่น

ปริญญา ออกเสียงว่า ปะ – ริน – ยา
ปราชัย ออกเสียงว่า ปะ – รา – ไช
ปรัมปรา ออกเสียงว่า ปะ – รำ – ปะ – รา
ปรินิพพาน ออกเสียงว่า ปะ – ริ – นิบ – พาน

1.5 ไม่ควรออกเสียงให้ห้วนสั้น ตัดคำ หรือรัวลิ้นจนฟังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะ คำหลายพยางค์ เช่น

มหาวิทยาลัย ไม่ควรออกเสียงว่า หมา – ลัย
วิทยาลัย ไม่ควรออกเสียงว่า วิด – ลัย
ประกาศนียบัตร ไม่ควรออกเสียงว่า ปะ – กาด – บัด
กิโลเมตร ไม่ควรออกเสียงว่า กิโล หรือ โล
กิโลกรัม ไม่ควรออกเสียงว่า กิโล หรือ โล
สวัสดี ไม่ควรออกเสียงว่า หวัด – ดี
ประธานาธิบดี ไม่ควรออกเสียงว่า ปะ – ธา – นา – ดี
เฉลิมพระชนมพรรษา ไม่ควรออกเสียงว่า ฉะ – เหลิม – ชน – สา

1.6 ไม่ควรใช้ภาษาพูด ภาษาตลาด ภาษาสื่อมวลชนหรือภาษาโฆษณา ในการพูดกับคนทั่วไป ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังเข้าใจยากและไม่เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล เช่น

  • สาวคนนั้นจัดอยู่ในวัยเอ๊าะๆ
  • รัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในวัยดึก
  • นายตำรวจถูกเตะโด่งออกจากพื้นที่
  • เขาวิ่งเต้นเพื่อขอย้ายไปในที่เจริญ
  • นายตำรวจเต้น ถูก นสพ. คุ้ยเบื้องหลัง
  • เจ้าหน้าที่บุกคุกลำปางหาข้อมูลปรับปรุงเรือนจำ

1.7 การออกเสียงคำแผลง ควรออกเสียงให้ถูกต้องตามหลักภาษาและความนิยม เช่น

บำราศ ออกเสียงว่า บำ – ราด
บำราบ ออกเสียงว่า บำ – หราบ
ตำรวจ ออกเสียงว่า ตำ – หรวด
ผนวช ออกเสียงว่า ผะ – หนวด
สำเร็จ ออกเสียงว่า สำ – เหร็ด
จำหน่าย ออกเสียงว่า จำ – หน่าย
แสดง ออกเสียงว่า สะ – แดง
ถลก ออกเสียงว่า ถะ – หลก
จรวด ออกเสียงว่า จะ – หรวด

[แก้ไข] หลักการพูดที่ดีต้องคำนึงถึง

  1. การใช้ภาษา ต้องเลือกใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่ายเหมาะสมกับวัยของผู้ฟัง
  2. ผู้พูดและผู้ฟังมีจุดมุ่งหมายตรงกัน ผู้พูดมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการสื่อความหมายไปยังผู้ฟังเพื่อให้เข้าใจเรื่องราวต่างๆ ผู้ฟังก็มีความตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้พูดสื่อความหมายให้
  3. ออกเสียงพูดให้ชัดเจน ดังพอประมาณ อย่าตะโกนหรืออย่าพูดค่อยเกินไป
  4. สีหน้า ท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นกันเอง ไม่เคร่งเครียด
  5. ท่าทางในการยืน นั่ง ควรสง่าผ่าเผย   การใช้ท่าทางประกอบการพูดก็มีความสำคัญ เช่น การใช้มือ นิ้ว จะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายยิ่งขึ้น
  6. ต้องรักษามารยาทการพูดให้เคร่งครัดในเรื่องเวลาในการพูด พูดตรงเวลาและจบทันเวลา
  7. พูดเรื่องใกล้ตัวให้ทุกคนรู้เรื่อง เป็นเรื่องสนุกสนานแต่มีสาระ และพูดด้วยท่าทางและกิริยานุ่มนวล เวลาพูดต้องสบตาผู้ฟังด้วย
  8. ไม่ควรพูดเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา การเมือง โดยไม่จำเป็น และไม่ควรพูดแต่เรื่องของตัวเอง
  9. ไม่พูดคำหยาบ นินทาผู้อื่น ไม่พูดแซงขณะผู้อื่นพูดอยู่ และไม่ชี้หน้าคู่สนทนา

[แก้ไข] มารยาทในการพูด

        การพูดที่ดีไม่ว่าจะเป็นการพูดในโอกาสใด หรือประเภทใด ผู้พูดต้องคำนึงถึงมารยาทในการพูด ซึ่งจะมีส่วนส่งเสริมให้ผู้พูดได้รับการชื่นชมจากผู้ฟัง ซึ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในการพูด มารยาทที่สำคัญของการพูดสรุป ได้ดังนี้

  1. พูดด้วยวาจาสุภาพ แสดงหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
  2. ไม่พูดอวดตนข่มผู้อื่น และยอมรับฟังความคิดของผู้อื่นเป็นสำคัญ
  3. ไม่กล่าววาจาเสียดแทง ก้าวร้าวหรือพูดขัดคอบุคคลอื่น ควรใช้วิธีที่สุภาพเมื่อต้องการแสดงความคิดเห็น
  4. รักษาอารมณ์ในขณะพูดให้เป็นปกติ
  5. ไม่นำเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นมาพูด
  6. หากนำคำกล่าวของบุคคลอื่นมากล่าว ต้องระบุนามหรือแหล่งที่มา เป็นการให้เกียรติบุคคลที่กล่าวถึง
  7. หากพูดในขณะที่ผู้อื่นยังพูดไม่จบ ควรกล่าวคำขอโทษ
  8. ไม่พูดคุยกันข้ามศีรษะผู้อื่น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • ใบความรู้เรื่อง “การพูดเชิญชวนและพูดในโอกาสต่าง ๆ” ใช้ประกอบแผนการสอนวิชาภาษาไทย ท 3212 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 , อาจารย์ผู้สอน ส่งศรี อามาตย์
  • ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน
 
 
 
   Hosted by kapook.com