Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
การพูด เป็นวิธีหนึ่งของการสื่อสาร การถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก หรือความต้องการ ด้วยเสียง ภาษา และกิริยาท่าทาง เพื่อให้ผู้รับฟังรับรู้ เข้าใจได้ตรงตามจุดประสงค์ของผู้พูด การสื่อสารจึงจะบรรลุผลได้
สารบัญ |
[แก้ไข] หลักการพูด

[แก้ไข] ความหมายของการพูด
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 พูด คือ การเปล่งเสียงออกเป็นถ้อยคํา, พูดจา
การพูด เป็นการสื่อสารด้วยภาษา จากตัวผู้พูดไปยังผู้ฟัง เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นทราบความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของตน รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ความรู้ ความคิดเห็น ก่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันช่วยให้กิจการต่างๆ ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย
[แก้ไข] องค์ประกอบของการพูด
การพูดมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 3 ประการ ดังนี้
[แก้ไข] ผู้พูด
ผู้พูดเป็นผู้ที่จะต้องถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดเห็น ข้อเท็จจริง ตลอดจนทัศนคติของตนสู่ผู้ฟังโดยใช้ภาษา เสียง อากับกิริยาและบุคลิกภาพของตนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้พูดจะต้องคำนึงถึงมารยาทและคุณธรรม ในการพูดด้วย
สิ่งสำคัญที่ผู้พูดจะต้องยึดไว้เป็นแนวปฏิบัติคือ ผู้พูดจะต้องรู้จักสะสมความรู้ ความคิดและประสบการณ์ที่มีคุณค่า มีประโยชน์ แล้วรวบรวม เรียบเรียงความรู้ ความคิดเหล่านี้ ให้มีระเบียบ เพื่อที่จะได้ถ่ายทอดให้ผู้ฟังเข้าใจได้โดยง่าย แจ่มแจ้ง
การสะสมความรู้ ความคิดและประสบการณ์ ผู้พูดสามารถทำได้หลายทาง เช่น จากการอ่าน การฟัง การสังเกต การกระทำหรือปฏิบัติด้วยตนเอง การสนทนากับผู้อื่น
นอกจากนี้แล้ว ผู้พูดจะต้องมีทักษะ ในการพูด การคิด การฟัง และมีความสนใจที่จะพัฒนาบุคลิกภาพอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยให้ผู้พูด เกิดความมั่นใจในตนเอง
[แก้ไข] สาระหรือเรื่องราวที่พูด

คือ เนื้อหาสาระที่ผู้พูดพูดออกไป ซึ่งผู้พูดจะต้องคำนึงอยู่เสมอว่า สาระที่ตนพูดนั้นจะต้องมีประโยชน์ต่อผู้ฟัง อีกทั้งควรเป็นเรื่องที่ใหม่ ทันสมัย เนื้อหาจะต้องมีความชัดเจน ผู้พูดต้องขยายความคือ ความรู้ที่นำเสนอสู่ผู้ฟังให้มีความกระจ่าง ซึ่งอาจขยายความด้วยการยกตัวอย่างแสดงด้วยตัวเลข สถิติ หรือยกหลักฐานต่าง ๆ มาอ้างอิง การเตรียมเนื้อหาในการพูดมีขั้นตอน ดังนี้
2.1) การเลือกหัวข้อเรื่อง ถ้าผู้พูดมีโอกาสเลือกเรื่องที่จะพูดเอง ควรยึดหลักที่ว่าต้อง เหมาะสมกับผู้พูด คือ เป็นเรื่องที่ผู้พูดมีความรอบรู้ในเรื่องนั้น และเหมาะสมกับผู้ฟังเป็นเรื่องที่ผู้ฟังมีความสนใจ นอกจากนี้จะต้องคำนึงถึงโอกาส สถานการณ์ สถานที่ และเวลา ที่กำหนดให้พูดด้วย
2.2) การกำหนดจุดมุ่งหมายและขอบเขตของเรื่องที่จะพูด ผู้พูดจะต้องกำหนด จุดมุ่งหมายในการพูดแต่ละครั้งให้ชัดเจนว่าต้องการให้ความรู้ โน้มน้าวใจหรือเพื่อความบันเทิงเพื่อจะได้เตรียมเรื่องให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย นอกจากนี้ผู้พูดจะต้องกำหนดขอบเขตเรื่องที่จะพูดด้วยว่าจะครอบคลุมเนื้อหาลึกซึ้งมากน้อยเพียงใด
2.3) การค้นคว้าและรวบรวมความรู้ ผู้พูดต้องประมวลความรู้ ความคิดทั้งหมดไว้แล้วแยกแยะให้ได้ว่าอะไรคือความคิดหลัก อะไรคือความคิดรอง สิ่งใดที่จะนำมาใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนความคิดนั้นๆ และที่สำคัญ ผู้พูดจะต้องบันทึกไว้ให้ชัดเจนว่าข้อมูลที่ได้มานั้น มีที่มาจากแหล่งใด ใครเป็นผู้พูด หรือผู้เขียน ทั้งนี้ผู้พูดจะได้ อ้างอิง ที่มาของข้อมูลได้ถูกต้องในขณะที่พูด
2.4) การจัดระเบียบเรื่อง คือ การวางโครงเรื่อง ซึ่งจะช่วยให้การพูดไม่วกวน สับสน เพราะผู้พูดได้จัดลำดับขั้นตอนการพูดไว้อย่างเป็นระเบียบ มีความต่อเนื่อง ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด ช่วยให้ผู้ฟังจับประเด็นได้ง่าย การจัดลำดับเนื้อเรื่องจะแบ่งเป็น สามตอน คือ คำนำ เนื้อเรื่องและการสรุป
[แก้ไข] ผู้ฟัง
ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสัมพันธ์กัน โดยผู้พูดต้องเร้าความสนใจผู้ฟังด้วยการใช้ภาษา เสียง กิริยาท่าทาง บุคลิกภาพของตน ในขณะเดียวกันผู้ฟังก็มีส่วนช่วยให้การพูดของผู้พูดบรรลุจุดหมายได้โดยการตั้งใจฟัง และคิดตามอย่างมีเหตุผล ก่อนจะพูดทุกครั้ง ผู้พูดต้องพยายามศึกษารายละเอียดที่เกี่ยวกับผู้ฟังให้มากที่สุด เช่น จำนวนผู้ฟัง เพศ ระดับการศึกษา ความเชื่อและค่านิยม ความสนใจของผู้ฟัง เป็นต้น การวิเคราะห์ผู้ฟังล่วงหน้า นอกจากจะได้นำข้อมูลมาเตรียมการพูดให้เหมาะสมแล้ว ผู้พูดยังสามารถนำข้อมูลนั้นมาใช้ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย
[แก้ไข] จุดมุ่งหมายของการพูด
โดยทั่วไปแล้ว การพูดจะมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ ๆ อยู่ 3 ประการ
[แก้ไข] การพูดเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ
การพูดเพื่อจุดมุ่งหมายนี้ เราได้ฟังอยู่เป็นประจำไม่ว่าจะเป็นข่าวสารจากวิทยุ โทรทัศน์ หรือจากวงสนทนาในชีวิตประจำวัน มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ผู้ฟังเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยมีประสบการณ์หรือมีความรู้ประสบการณ์บ้าง แต่ก็ยังไม่กระจ่างชัด
การพูดประเภทนี้ ได้แก่ การรายงาน การพูดแนะนำ การบรรยาย การอธิบายการชี้แจง ดังตัวอย่างหัวข้อเรื่องที่พูดเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ เช่น
- ทำอย่างไรจึงจะเรียนเก่งและประสบความสำเร็จ
- ภัยแล้ง
- ทำไมราคาพืชผลทางการเกษตรจึงตกต่ำ
- งามอย่างไทย
- สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
[แก้ไข] การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ
การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ เป็นการพูดที่มีจุดมุ่งหมายให้ผู้ฟังเชื่อและมีความคิดคล้อยตาม ทำหรือไม่ทำตามที่ผู้พูดต้องการหรือมีเจตนา ฉะนั้น ผู้พูดจะต้องชี้แจงให้ผู้ฟังเห็นว่า ถ้าไม่เชื่อหรือปฏิบัติตามที่ผู้พูดเสนอแล้ว จะเกิดโทษหรือผลเสียอย่างไร
การพูดชนิดนี้จะประสบความสำเร็จได้ดีมากน้อยเพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับตัวผู้พูดเองว่ามีบุคลิกภาพน่าเชื่อถือเพียงใด มีการใช้ถ้อยคำภาษาที่ง่ายแก่การเข้าใจของกลุ่มผู้ฟังหรือไม่ และที่สำคัญคือ ผู้พูดจะต้องมีศิลปะและจิตวิทยาในการจูงใจผู้ฟังได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ จะเห็นได้จากการพูดเพื่อหาเสียงในการเลือกตั้งเพื่อเป็นหัวหน้าชั้น ผู้แทนกลุ่ม หรือองค์การต่างๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือการพูดเพื่อรณรงค์ให้ผู้ฟังเลิกบุหรี่ หรือไม่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การพูดเพื่อให้ช่วยกันประหยัดการใช้น้ำมัน ไฟฟ้า นอกจากนี้ การพูดเพื่อโน้มน้าวใจจะนำไปใช้มากในด้านธุรกิจการขาย การโฆษณาเพื่อให้ผู้คนหันมานิยมใช้หรือซื้อสินค้าของตน
ตัวอย่างหัวข้อเรื่องที่พูดโน้มน้าวใจ
- บริจาคโลหิตช่วยชีวิตมนุษย์
- มาเลี้ยงลูกด้วยนมมารดากันเถอะ
- ฟังดนตรีเถอะชื่นใจ
- ช่วยทำเมืองไทยให้เป็นสีเขียวดีกว่า
- ออกกำลังกายวันละนิดชีวิตแจ่มใส
- เหรียญบาทมีความหมายเพื่อเด็กยากไร้ในชนบท
[แก้ไข] การพูดเพื่อความบันเทิง
การพูดเพื่อจุดมุ่งหมายนี้ เป็นการพูดที่มุ่งให้ผู้ฟังเกิดความเพลิดเพลิน รื่นเริง สนุกสนาน ผ่อนคลายความตึงเครียด ในขณะเดียวกันก็แทรกเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังด้วย ผู้พูดจะต้องเป็นบุคคลที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เป็นคนเคร่งเครียดเอาจริงเอาจังเกินไป เพราะสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการสร้างบรรยากาศความเป็นกันเองให้เกิดขึ้นได้ ดังจะเห็นได้จากรายการต่างๆ ทางสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นวิทยุโทรทัศน์
ตัวอย่างหัวข้อเรื่องที่พูดเพื่อความบันเทิง
- เราจะได้อะไรจากการฟังเพลงลูกทุ่ง
- ทำอะไรตามใจคือไทยแท้
- พูดใครคิดว่าไม่สำคัญ
- ที่ว่ารัก รักนั้นเป็นฉันใด
[แก้ไข] หลักการพูดที่ดี
ผู้พูดที่ต้องการสื่อความเข้าใจกับผู้ฟังให้เกิดความสำเร็จในการส่งสารได้ดีนั้นต้องคำนึงถึงหลักการพูด ดังต่อไปนี้
[แก้ไข] การออกเสียงให้ถูกต้องตามหลักภาษา
ได้แก่
1.1 การออกเสียงสั้น-ยาว ต่างกัน ความหมายก็ต่างกันไปด้วย เช่น เก้า-ก้าว, เข้า-ข้าว, เท้า-ท้าว
ตัวอย่าง
- ก้าวเท้าไปเก้าครั้ง
- เขาเดินเข้าไปรับประทานข้าว
- เขาบาดเจ็บที่เท้า
1.2 การออกเสียงคำหลายพยางค์ให้ถูกต้องตามหลักการออกเสียง คำบางคำออกเสียงแบบอักษรนำ เช่น
| ดำริ | อ่านว่า | ดำ – หฺริ |
| กนก | อ่านว่า | กะ – หฺนก |
| ดำรัส | อ่านว่า | ดำ – หฺรัด |
| ปรอท | อ่านว่า | ปะ – หฺรอด |
| ผลิต | อ่านว่า | ผะ – หฺลิด |
บางคำไม่ใช่ คำสมาส แต่อ่านออกเสียงต่อเนื่องแบบคำสมาส เช่น
| ผลไม้ | อ่านว่า | ผน – ละ – ไม้ |
| พลเมือง | อ่านว่า | พน – ละ – เมือง |
| เทพเจ้า | อ่านว่า | เทบ – พะ – เจ้า |
| ดาษดา | อ่านว่า | ดาด – สะ – ดา |
คำบางคำไม่นิยมออกเสียงให้มีเสียงต่อเนื่อง เช่น
| ทิวทัศน์ | อ่านว่า | ทิว – ทัด |
| สัปดาห์ | อ่านว่า | สับ – ดา |
| ดาษดื่น | อ่านว่า | ดาด – ดื่น |
| วิตถาร | อ่านว่า | วิด – ถาน |
| รสนิยม | อ่านว่า | รด – นิ – ยม |
| คุณค่า | อ่านว่า | คุน – ค่า |
1.3 ออกเสียงให้ถูกต้องตามความนิยม เช่น
| กำเนิด | อ่านว่า | กำ – เหนิด |
| ยมบาล | อ่านว่า | ยม – มะ – บาน |
| ชักเย่อ | อ่านว่า | ชัก – กะ – เย่อ |
| เทศบาล | อ่านว่า | เทด – สะ – บาน |
1.4 ออกเสียงคำควบกล้ำ ร, ล, ว หรือเป็นอักษรนำให้ชัดเจนถูกต้อง เช่น
| ตราด | อ่านว่า | ตราด | เป็น อักษรควบ |
| ตลาด | อ่านว่า | ตะ – หลาด | เป็น อักษรนำ |
| จริง | อ่านว่า | จิง | เป็น อักษรควบไม่แท้ |
| ปรักหักพัง | อ่านว่า | ปะ – หรัก – หัก – พัง | เป็นอักษรนำ |
คำต่อไปนี้ออกเสียงแบบควบแท้ทั้งหมด เช่น
| ปรับปรุง | เปลี่ยนปลง | ปลาบปลื้ม |
| ปลอดโปร่ง | พร้อมเพรียง | เพราะพริ้ง |
| แพรวพราว | เพลิดเพลิน | พลุกพล่าน |
| แกว่งไกว | กว้างขวาง | ไขว่คว้า |
| คลุกเคล้า | คลาดเคลื่อน | คลอนแคลน |
คำบางคำเป็นคำเรียงพยางค์กันไม่ออกเสียงแบบควบกล้ำ เช่น
| ปริญญา | ออกเสียงว่า | ปะ – ริน – ยา |
| ปราชัย | ออกเสียงว่า | ปะ – รา – ไช |
| ปรัมปรา | ออกเสียงว่า | ปะ – รำ – ปะ – รา |
| ปรินิพพาน | ออกเสียงว่า | ปะ – ริ – นิบ – พาน |
1.5 ไม่ควรออกเสียงให้ห้วนสั้น ตัดคำ หรือรัวลิ้นจนฟังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะ คำหลายพยางค์ เช่น
| มหาวิทยาลัย | ไม่ควรออกเสียงว่า | หมา – ลัย |
| วิทยาลัย | ไม่ควรออกเสียงว่า | วิด – ลัย |
| ประกาศนียบัตร | ไม่ควรออกเสียงว่า | ปะ – กาด – บัด |
| กิโลเมตร | ไม่ควรออกเสียงว่า | กิโล หรือ โล |
| กิโลกรัม | ไม่ควรออกเสียงว่า | กิโล หรือ โล |
| สวัสดี | ไม่ควรออกเสียงว่า | หวัด – ดี |
| ประธานาธิบดี | ไม่ควรออกเสียงว่า | ปะ – ธา – นา – ดี |
| เฉลิมพระชนมพรรษา | ไม่ควรออกเสียงว่า | ฉะ – เหลิม – ชน – สา |
1.6 ไม่ควรใช้ภาษาพูด ภาษาตลาด ภาษาสื่อมวลชนหรือภาษาโฆษณา ในการพูดกับคนทั่วไป ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังเข้าใจยากและไม่เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล เช่น
- สาวคนนั้นจัดอยู่ในวัยเอ๊าะๆ
- รัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในวัยดึก
- นายตำรวจถูกเตะโด่งออกจากพื้นที่
- เขาวิ่งเต้นเพื่อขอย้ายไปในที่เจริญ
- นายตำรวจเต้น ถูก นสพ. คุ้ยเบื้องหลัง
- เจ้าหน้าที่บุกคุกลำปางหาข้อมูลปรับปรุงเรือนจำ
1.7 การออกเสียงคำแผลง ควรออกเสียงให้ถูกต้องตามหลักภาษาและความนิยม เช่น
| บำราศ | ออกเสียงว่า | บำ – ราด |
| บำราบ | ออกเสียงว่า | บำ – หราบ |
| ตำรวจ | ออกเสียงว่า | ตำ – หรวด |
| ผนวช | ออกเสียงว่า | ผะ – หนวด |
| สำเร็จ | ออกเสียงว่า | สำ – เหร็ด |
| จำหน่าย | ออกเสียงว่า | จำ – หน่าย |
| แสดง | ออกเสียงว่า | สะ – แดง |
| ถลก | ออกเสียงว่า | ถะ – หลก |
| จรวด | ออกเสียงว่า | จะ – หรวด |
[แก้ไข] หลักการพูดที่ดีต้องคำนึงถึง
- การใช้ภาษา ต้องเลือกใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่ายเหมาะสมกับวัยของผู้ฟัง
- ผู้พูดและผู้ฟังมีจุดมุ่งหมายตรงกัน ผู้พูดมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการสื่อความหมายไปยังผู้ฟังเพื่อให้เข้าใจเรื่องราวต่างๆ ผู้ฟังก็มีความตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้พูดสื่อความหมายให้
- ออกเสียงพูดให้ชัดเจน ดังพอประมาณ อย่าตะโกนหรืออย่าพูดค่อยเกินไป
- สีหน้า ท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นกันเอง ไม่เคร่งเครียด
- ท่าทางในการยืน นั่ง ควรสง่าผ่าเผย การใช้ท่าทางประกอบการพูดก็มีความสำคัญ เช่น การใช้มือ นิ้ว จะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายยิ่งขึ้น
- ต้องรักษามารยาทการพูดให้เคร่งครัดในเรื่องเวลาในการพูด พูดตรงเวลาและจบทันเวลา
- พูดเรื่องใกล้ตัวให้ทุกคนรู้เรื่อง เป็นเรื่องสนุกสนานแต่มีสาระ และพูดด้วยท่าทางและกิริยานุ่มนวล เวลาพูดต้องสบตาผู้ฟังด้วย
- ไม่ควรพูดเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา การเมือง โดยไม่จำเป็น และไม่ควรพูดแต่เรื่องของตัวเอง
- ไม่พูดคำหยาบ นินทาผู้อื่น ไม่พูดแซงขณะผู้อื่นพูดอยู่ และไม่ชี้หน้าคู่สนทนา
[แก้ไข] มารยาทในการพูด
การพูดที่ดีไม่ว่าจะเป็นการพูดในโอกาสใด หรือประเภทใด ผู้พูดต้องคำนึงถึงมารยาทในการพูด ซึ่งจะมีส่วนส่งเสริมให้ผู้พูดได้รับการชื่นชมจากผู้ฟัง ซึ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในการพูด มารยาทที่สำคัญของการพูดสรุป ได้ดังนี้
- พูดด้วยวาจาสุภาพ แสดงหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
- ไม่พูดอวดตนข่มผู้อื่น และยอมรับฟังความคิดของผู้อื่นเป็นสำคัญ
- ไม่กล่าววาจาเสียดแทง ก้าวร้าวหรือพูดขัดคอบุคคลอื่น ควรใช้วิธีที่สุภาพเมื่อต้องการแสดงความคิดเห็น
- รักษาอารมณ์ในขณะพูดให้เป็นปกติ
- ไม่นำเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นมาพูด
- หากนำคำกล่าวของบุคคลอื่นมากล่าว ต้องระบุนามหรือแหล่งที่มา เป็นการให้เกียรติบุคคลที่กล่าวถึง
- หากพูดในขณะที่ผู้อื่นยังพูดไม่จบ ควรกล่าวคำขอโทษ
- ไม่พูดคุยกันข้ามศีรษะผู้อื่น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- ใบความรู้เรื่อง “การพูดเชิญชวนและพูดในโอกาสต่าง ๆ” ใช้ประกอบแผนการสอนวิชาภาษาไทย ท 3212 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 , อาจารย์ผู้สอน ส่งศรี อามาตย์
- ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน











