.:: หุ้มโพน - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หุ้มโพน
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

        เดือน 11 ก่อนออกพรรษา จังหวัดพัทลุงมีประเพณีอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คืองานแข่งโพน

ภาพ:หุ้มโพน.jpg

[แก้ไข]
หุ้มโพน

        "โพน" เป็นภาษาท้องถิ่นของจังหวัดพัทลุง ใช้เรียกเครื่องดนตรีไทยที่มีรูปร่างคล้ายกลองทัด โพนมีสามขา ตีด้วยไม้แข็ง 2 มือ ตัวโพนทำด้วยการขุดเจาะไม้จากต้นตาล ไม้ขนุน ฯลฯ มีขนาดรูปร่างต่าง ๆ กัน ส่วนมากมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 35-100 เซนติเมตร หน้าโพนนิยมหุ้มด้วยหนังควายหรือหนังวัวทั้ง 2 หน้า ไม้โพน กลึงด้วยไม้เนื้อแข็ง โพนที่ทำพิเศษเพื่อการแข่งขันเรียกว่า "โพนแข่ง" โพนที่มีชื่อเสียงในอดีต ได้แก่ โพนชื่อ ฟ้าลั่น ,ก้องนภา,ฟ้าสะท้าน ,ชัยนิมิตร,ก้องนภา ,อีโครงพุก ,ฟ้าจำลอง,น้องไพ,ไอ้สมบูรณ์ การหุ้มโพน หรือการทำโพน ส่วนใหญ่ทำกันในบริเวณวัด ระหว่างฤดูกาลเข้าพรรษา วัตถุประสงค์เพื่อใช้ในกิจกรรมของวัด ใช้ตีเป็นสัญญาณ เช่น ตีบอกเวลาเพลฯ ตลอดไปถึงเป็นดนตรีหลัก ใช้ตีจังหวะการลากพระในวันออกพรรษา แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งชาวบ้านใกล้วัด พระ และเณร จะร่วมมือกันทำโพน โดยใช้เทคนิคเฉพาะของแต่ละท้องถิ่นในจังหวัดพัทลุง ซึ่งการหุ้มโพนมีความสำคัญทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกไม้มาเจาะเป็นตัวโพน การฆ่าหนังเพื่อนำมาหุ้มโพน การขึงหนังให้ตึงอย่างเต็มที่ การเจาะรูเพื่อใส่ลูกสักที่สวยงาม ตลอดถึงการแต่งโพน คัดขอบ หรือคัดคิ้วให้มีเสียงดังตามต้องการซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดต่อกันมา


        ารแข่งโพน เป็นประเพณีหนึ่งของภาคใต้ เชื่อว่าเริ่มมีขึ้นพร้อมๆ กับประเพณีชักพระเนื่องจากนิยมปฏิบัติต่อเนื่องกันมา ก่อนที่จะมีการชักพระในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 การแข่งโพนสืบเนื่องมาจากการหุ้มโพน เมื่อแต่ละวัดซึ่งอยู่ห่างกันหุ้มโพนใบใหม่ ก็ต้องมีการตีเพื่อทดลองเสียง มีเสียงดังได้ยินออกไปไกล จึงมีการท้าประลองกันว่าโพนของใครเสียงดังกว่ากัน และขยายวงกว้างออกไปจนเป็นประเพณี นิยมแข่งโพนกันในเวลากลางคืน ชาวบ้านจะบรรทุกโพนรถเข็นมาจากทุกสารทิศ ลากด้วยรถจักรยานยนต์ ไปยังจุดนัดหมายบริเวณที่โล่งง่ายต่อการนำโพนไปถึง ง่ายต่อการฟังเสียง เช่น หัวคันนา สี่แยก หรือกลางทุ่งนา ส่วนการตัดสินเป็นที่ยอมรับกันเองในหมู่ผู้เข้าแข่งขัน เดิมมีการตัดสินเพียงจุดเดียว ให้กรรมการฟังเสียงโพนห่างจากจุดแข่งขัน ตีโพนส่งสัญญาณมาจากจุดตัดสิน เช่น ผลการตัดสินโพนเสียงทุ้มชนะ ตีสัญญาณ 1 ครั้ง หากโพนเสียงแหลมชนะ กรรรมการตีโพนสัญญาณ 2 ครั้ง ฝ่ายใดเสียงดังกว่าเป็นฝ่ายชนะ ฝ่ายที่เสียงดังน้อยกว่าเป็นฝ่ายแพ้ ต้องนำโพนไปแก้ไขปรับปรุงมาแข่งใหม่ในสนามอื่นในคืนต่อไป กระบวนการแข่งโพน โพนที่เข้าแข่งขันแบ่งออกตามขนาด ขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ตามกติกาที่กำหนด แต่ละขนาดมีเลขหมายประจำโพน ประกบคู่ด้วยวิธีจับฉลาก การแข่งโพนบนเวทีแข่งกันครั้งละ 2 ใบ แบบแพ้คัดออก จนเหลือคู่ชิงชนะเลิศ เมื่อนำโพนทั้ง 2 ใบขึ้นเวทีแล้วให้ทำการขานเสียง การซอเสียง หรือ เทียบเสียง โดยผลัดกันตี ช้า ๆ ดัง ๆ ตกลงกันว่าใบใดเป็นเสียงทุ้มหรือเสียงแหลม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ การแข่งขันรอบแรกจนถึงรอบรองชนะเลิศ ใช้เวลาแข่งคู่ละ 3 นาที คู่ชิงชนะเลิศใช้เวลาแข่ง 5 นาที ผู้ตีจะมีวิธีตีอย่างใดแล้วแต่ศิลปะ ไหวพริบและความชำนาญ รวมทั้งยังมีการประกวดโพนสวยงามและประกวดลีลาท่าทางการตีโพนอีกด้วย การแข่งขันโพนแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ การแข่งขันมือ (ตีทน) ใช้เวลาแข่งนานจนกว่าผู้ตีจะหมดแรง ส่วนการแข่งขันอีกประเภทหนึ่ง คือ การแข่งขันเสียง ในเวลาการแข่งขันสั้นและเป็นที่นิยมมากกว่าการแข่งขันตีทน


        การตีโพน โพนเสียงทุ้มต้องตีเป็นจังหวะยืน โพนเสียงแหลมจะต้องตีขัด ผู้ตีจะต้องตีออกลีลา ท่าทาง ลวดลาย หรือ ลูกเล่น ของแต่ละคน ซึ่งนับเป็นศิลปะที่แปลกตาน่าชมมาก โพนที่อยู่ในขนาดในรุ่นเดียวกัน ใช่ว่าโพนใบใหญ่จะมีเสียงดังกว่าโพนใบเล็กเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของหนังหุ้มโพน รูปร่าง หรือรูปทรงของโพนด้วย และที่สำคัญ คือ ผู้ตีต้องมีพละกำลังและความสามารถเฉพาะตัวด้วย

        การตัดสิน มีคณะกรรมการ ประกอบด้วย กรรมการจับเวลา กรรมการรวบรวมคะแนน โฆษกสนามบนเวที กรรมการให้คะแนน จากจุดตัดสิน แบ่งเป็น 3 จุด จุดละ 2 คน ตั้งจุดตัดสินห่างจากเวทีแข่งขันจุดละประมาณ 300-800 เมตร ขึ้นอยู่กับสภาพสนามและทิศทางลม ส่งผลคะแนนด้วยวิทยุสื่อสารต่างความถี่ ผลคะแนนที่ส่งมาว่า โพนเสียงทุ้มหรือโพนเสียงแหลมดังกว่าโดยถือเอาผลชนะของ 2 ใน 3 จุดเป็นผลการตัดสิน

        จังหวัดพัทลุงเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ที่ยังรักษาประเพณีแข่งโพนไว้ มีการแข่งโพนที่น่าดูและสนุกสนาน มีการจัดการแข่งขันติดต่อกันมาเป็นเวลามากกว่า 2 ทศวรรษ นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่มากด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่าจากบรรพบุรุษตกทอดมาถึงลูกหลานชาวพัทลุง เพื่ออนุรักษ์ส่งเสริมให้เป็นศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันล้ำค่าของท้องถิ่น และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด รวมทั้งเป็นประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา ก่อให้เกิดความรักในหมู่คณะและในท้องถิ่น โดยเริ่มจัดอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี 2531 ปีต่อมาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสนใจจึงสนับสนุนให้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 
 
 
   Hosted by kapook.com