Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
ตำนานอุรังคนิทาน หรือ ตำนานอุรังคธาตุ เป็นแม่บทของวรรณกรรมตำนานพระธาตุและพระบาทในล้านช้างและแถบลุ่มแม่น้ำโขงทั้งสองฟากฝั่ง
[แก้ไข] อุรังคนิทาน
พบว่ามีการอ้างอิงในเรื่องราวของตำนานเรื่องนี้อยู่ อาทิเช่น ตำนานพระธาตุพังพวน ตำนานพระธาตุภูเพ็ก ตำนานพระธาตุนารายณ์เจงเวง ตำนานพระธาตุเชิงชุม ตำนานพระธาตุตุมไก่ ตำนานพระธาตุเขี้ยวฝาง ตำนานพระธาตุเรณูนคร ตำนานพระธาตุเขาหลวง ตำนานพระธาตุขามแก่น ตำนานพระพุทธบาทบัวบก ตำนานพระพุทธบาทบัวบาน ตำนานพระพุทธบาทคูภูเวียง ตำนานพระพุทธบาทภูควายเงิน ตำนานพระพุทธบาทเวินปลา ในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอยู่ในเรื่องราวของตำนานพระธาตุหลวงเวียงจันทร์ ตำนานพระธาตุศรีโคตรบอง ตำนานพระธาตุอิงฮัง ในเขตฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง
ตำนานอุรังคนิทาน หรือตำนานอุรังคธาตุ ซึ่งถือเป็นวรรณกรรมที่ได้รับอิทธิพลสืบเนื่องมาจากทางฝ่ายล้านนาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 21 จากความสัมพันธ์ทั้งทางประวัติศาสตร์ ศาสนา เครือญาติ ชาติพันธุ์ การเมืองการปกครองและเศรษฐกิจ ประการสำคัญคือการศาสนาในช่วงรัชสมัยพระเมืองแก้ว พ.ศ.2038 -2068 ที่พุทธศาสนาถือว่าเป็นยุคเจริญรุ่งเรืองสูงสุด จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระเจ้าไชยเชษฐา พ.ศ. 2091-2115 ซึ่งเป็นผู้ที่สืบสายเชื้อวงศ์จากทั้งระหว่างเมืองเชียงใหม่และหลวงพระบางในเวลานั้น โดยได้เป็นบุคคลสำคัญที่นำพามาสู่ความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่มีปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ล้านนาและล้านช้าง
ตำนานอุรังคนิทาน หรือตำนานอุรังคธาตุ กล่าวถึงความร่วมมือของพระยาทั้ง 5 เมือง ได้แก่ พระยาสุวรรณภิงคาร เมืองหนองหานหลวง พระยาจุลนีพรหมทัต เมืองแกวสิบสองจุไท พระยาคำแดง เมืองหนองหานน้อย พระยาอินทปัต เมืองเขมร และพระยานันทเสน เมืองศรีโคตรบูรที่มาช่วยกันสร้างองค์พระธาตุพนมแห่งนี้ขึ้นมา แท้ที่จริงแล้วแสดงถึงการเป็นตำนานซึ่งเขียนขึ้นภายหลัง ซึ่งได้กำหนดเอาศาสนสถานในคติพราหมณ์ - ฮินดูโบราณของวัฒนธรรมจามหรือขอมมาแต่เดิม โดยปรับเปลี่ยนมาเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาเถรวาทด้วยลักษณะของพระธาตุเจดีย์ อันเป็นแบบหรือรูปทรงของพระธาตุพนมในราวพุทธศตวรรษที่ 21 ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมแถบลุ่มแม่น้ำโขง จะเห็นได้ว่า ตำนานให้ภาพความสัมพันธ์ของผู้นำจากดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำโขงทั้ง 5 เมือง ซึ่งสองเมืองฝั่งขวาของแม่น้ำโขงก็คือ เมืองหนองหานน้อยกับเมืองหนองหานหลวงเป็นพื้นที่บริเวณอุดรธานีและสกลนคร ส่วนอีกสามเมืองนั้นประกอบด้วยเมืองแกวสิบสองจุไทในดินแดนเวียดนาม เมืองศรีโคตรบูรหรือมรุกขนครในดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง และเมืองอินทปัตในดินแดนเขมร โดยล้วนแสดงถึงการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์เหนือดินแดนพุทธศาสนา อันมีการกำหนดให้พระธาตุพนมประดิษฐานอยู่ ณ ภูกำพร้า ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางระหว่างรอยต่อระหว่างวัฒนธรรมและดินแดนต่างๆ ลุ่มแม่น้ำโขงเหล่านั้น ซึ่งผู้เขียนตำนานสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในมิติต่างๆ ของท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าสนใจ ทำให้เกิดเป็นภาพความสัมพันธ์ของสังคมวัฒนธรรมขนาดใหญ่ครอบคลุมภูมิภาคกว้างไกลในบริเวณลุ่มแม่น้ำ จากเรื่องอุรังคธาตุ ประชาชนในอาณาจักรจะมีส่วนร่วมในการสร้างอุรังคธาตุ ซึ่งในช่วงนั้นจะประกอบไปด้วยนครรัฐต่างๆ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างบางนครรัฐ ซึ่งอยู่ในภาคอีสานเพื่อให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ในสมัยอดีตของเมืองต่างๆ ในภาคอีสาน นครหนองหารหลวง อยู่บริเวณหนองหารสกลนคร มีพระยาสุวรรณคิงคารเป็นผู้ครองนคร ได้สร้างพระธาตุเชิงชุมสวมรอยพระพุทธบาทและพระมเหสีนามว่าพระณารายณ์เจงเวงได้สร้างพระกุดนาเวงบรรจุพระอังคารนครหนองหารน้อย ตั้งอยู่ถัดจากหนองหารหลวงไป ได้แก่ หนองหารกุมภวาปีที่พระยาดำแดง เป็นลูกพี่ลูกน้องกับผู้ครองหนองหารหลวง ทั้งสองนครนี้ได้ต้อนรับขบวนนำพระบรมธาตุมาครั้งแรก และได้ร่วมก่อสร้างจนสำเร็จ ต่อมาเกิดน้ำท่วมใหญ่จนหนองหารทั้งสองลัดถึงกันประชาชนอพยพไปอยู่ที่เวียงจันทน์ นครศรีโคตรบูรณ์ เป็นแคว้นที่ประดิษฐ์พระอุรังคธาตุ เดิมตั้งอยู่ใต้ปากเซ บั้งไฟซึ่งไหลตกแม่น้ำโขงตรงข้ามพระธาตุพนม ครั้งพระเจ้าศรีโคตรบูรณ์ล่วงลับไปแล้ว พระยานับแสน พระอนุชาขึ้นครองนครแทน ต่อมาเป็นเวลา 13 ปี พระองค์ได้ร่วมสร้างพระอุรังคธาตุครั้งแรก เมื่อทิวงคต แล้วมีการย้ายนครไปตั้งอยู่ทางเหนือพระธาตุชื่อมรุกขนคร นครสาเกตุ หรือ 101 ประตู (สิบเอ็ดประตู) อยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด มีพระยาสุริวงศาครอง ครั้งทิวงคต บ้านเมืองแตกสลายประชากรอพยพไปอยู่ทางจังหวัดหนองคาย มีคำกลอนโบราณบทหนึ่งว่า “เมืองสิบเอ็ดผักตู สิบแปดป่องเอี้ยม ซาวเก้าแม่ขั้นได” ทั้งนี้ก็เพราะว่าได้มีการก่อสร้างวิหารหลังสูง 6 ชั้น ชั้นที่กลางเมือง คือ กลางบึงพลาญชัย ให้มีบันได ถึง 29 ขั้น มีหน้าต่าง 18 ช่อง มีประตู 11 ช่อง ตำนานผาแดงนางไอ่ ตอนหนึ่งว่า บึงพลาญชัยนี้ มีบั้งไฟขนาดใหญ่ของพระยา ขอมตกลงมากลายเป็นบึงขนาดใหญ่ ในสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมกราชนั้น มีเมืองขึ้นอยู่สิบเอ็ดเมือง มีทางเข้าสิบเอ็ดประตูด้วย โดยถือเป็นสัญลักษณ์พิเศษแห่งเมืองนี้
[แก้ไข] ตัวอย่างเรื่องอุรังคธาตุ บางกัณฑ์
กัณฑ์ที่ 1 กล่าวถึงกำเนิดของแม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง เริ่มตั้งแต่ทะเลสาบหนองแสในมณฑลยูนานประเทศจีน แล้วพรรณาถึงบ้านเมืองในสมัยโบราณ จนกระทั่งถึงสมัยพระธาตุและสมัยต่อมามีการบูรณะซ่อมแซมพระธาตุครั้งแรก แล้วจารึกในประวัติพระธาตุไว้
กัณฑ์ที่ 3 อุรังคนิทานบรรยายถึงการก่อสร้างพระธาตุโดยเจ้าผู้ครองนครต่างๆที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแบ่งหน้าที่กับก่อสร้างและทางบริจาคทรัพย์สินสิ่งของเป็นพุทธบูชา ได้ประโยชน์ในการศึกษาถึงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในยุคนี้เป็นอย่างดีว่ามีเครื่องมือ เครื่องใช้ มีค่านิยมศิลปวัตถุประเภทใดบ้าง
กัณฑ์ที่ 6 การปฏิสังขรณ์ พระอุรังคธาตุครั้งแรก การก่อสร้างพระธาตุพังพวน พระธาตุเมืองลานหนองคาย พระธาตุอิงชัง การบรรจุพระบรมธาตุใหม่ในอุรังคธาตุการทำพุทธบูชาสถานการณ์เมือง101ประตู (สิบเอ็ดประตู) นครรัฐต่างๆทางตะวันออกของแหลมทอง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก











