.:: เทิดทูน"ในหลวง" พระมหากษัตริย์ที่ยึดมั่นรธน. - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
เทิดทูน"ในหลวง" พระมหากษัตริย์ที่ยึดมั่นรธน.
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search



ทรงถือความเป็นธรรมเป็นกลางอย่างแท้จริง
3อดีตนายกฯแซ่ซ้องในงานสัมมนาครั้งใหญ่
"สนธิ"ย้ำเหตุยึดอำนาจเพื่อให้ชาติพ้นวิกฤติ



          ที่ห้องประชุมองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม มีการสัมนาหัวข้อ"พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย "จัดโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.),สถาบันพระปกเกล้า, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          โดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธาน สนช.ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "พระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ" ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาประชาชนทุกหมู่เหล่าซาบซึ้งในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อารยประเทศต่างยกย่องพระองค์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา ทรงผ่านและเห็นการทำงานของรัฐบาลมาหลายยุค ผ่านภาวะวิกฤติการเมืองหลายครั้ง เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า ในการแก้วิกฤติของประเทศชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดหลักความเป็นธรรม และเป็นกลางอย่างแท้จริง

          ประธานสนช.กล่าวว่า ประเทศไทยภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การออกแบบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระราชสถานะนั้นมีเหตุผล ให้พระมหากษัตริย์เป็นที่พึ่งของประชาชนในยามวิกฤติอย่างแท้จริง

          การที่เราเคารพพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่เคารพด้วยพระราชจริยวัตร พระเมตตาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์มีต่อปวงชนชาวไทย ซึ่งที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะปฏิวัติไม่ได้ออกรัฐธรรมนูญเอง แต่ได้ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับแรกจึงถูกตราด้วยพระมหากษัตริย์ เป็นผู้ทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งถือว่าเป็นการพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชนชาวไทย

          "แต่เมื่อถามว่า พระองค์ทรงตัดภาระอันเนื่องมาจากการเมืองได้หรือไม่ คำตอบคือ ทุกครั้งที่มีวิกฤติทางการเมือง ทุกคนก็จ้องมองไปที่พระมหากษัตริย์ หวังว่าจะทรงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ ซึ่งปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงยึดมั่นอยู่ในรัฐธรรมนูญตลอด คงความเป็นกลางทางการเมือง และทรงยึดถืออย่างแน่นแฟ้น กิจกรรมใดที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง ในยามที่พระองค์จะทรงมีพระราชดำริ ได้ทรงระมัดระวังอย่างยิ่ง " นายมีชัย กล่าว

          ประธานสนช. ยังกล่าวว่า พระราชภารกิจที่หนักหน่วงไม่ใช่เป็นเรื่องที่คนธรรมดาจะรับได้ ในรัฐธรรมนูญถ้าไปดูจะเห็นว่ามีบทบัญญัติมากมายให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขณะเดียวกัน ประชาชนคาดหวังว่าจะทรงสามารถลงมาแก้ไขปัญหาได้ แต่ข้อเท็จจริง ข้อจำกัดในรัฐธรรมนูญและการปกครองถือว่ามีอยู่มาก จึงเป็นเรื่องที่พระมหากษัตริย์ทรงหนักพระทัย ซึ่งพระราชภาระตลอดเวลาที่ผ่านมากดทับพระองค์มาตลอด ในยามที่บ้านเมืองมีทีท่าจะเกิดความเดือดร้อนก็นึกถึงพระองค์ ทุกคนคงได้เห็นการถ่ายทอดกระแสพระราชดำรัสผ่านสถานีโทรทัศน์เมื่อ 24 พฤษภาคม ที่ทรงมีกระแสพระราชดำรัสกับคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด จะเห็นได้ถึงความอึดอัดของพระองค์ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์เหนือกว่าสิ่งอื่นใด คำที่ทรงมีพระราชดำรัส จะเห็นได้ว่า ไม่ว่ามีใครจะทำอะไรที่ไหนหรือเกิดอะไรขึ้น พระองค์จะทรงเดือดร้อนไปด้วย

          ต่อมาเป็นการสำหรับ การอภิปราย เรื่อง "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยและในภาวะวิกฤต"นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าว ว่ารัฐธรรมนูญได้กำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

          แต่ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพ.ศ. 2550 ได้บัญญัติเพื่อในคำว่า ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

          ส่วนการใช้อำนาจบริหาร นั้น พระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจผ่านทางคณะรัฐมนตรี ซึ่งใครก็ตามที่เข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าวก็ต้องมีการถวายสัตปฏิญาณ ซึ่งหากพิจารณาให้ลึกซึ้งจะเห็นว่าหากได้ทำตามคำปฏิญาน ก็จะที่ครอบคลุมถึงการปกครอง ด้วยหลักธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรม

          นายชวน กล่าวต่อว่า พระมหากษัตริย์ ได้ทรงมีส่วนช่วยในการแก้ไขวิกฤตของประเทศ จะเห็นได้จากพระบรมราโชวาทที่พระราชทานการแนะนำวิธีการแก้ปัญหา อาทิ ปัญหาน้ำท่วม , ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยใช้ความเข้าใจถึงปัญหาที่เป็นมาในอดีต และจับทางการแก้ปัญหาได้ การแก้ปัญหาก็ทุเลาและลดลง

          ด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นักรัฐศาสตร์ชาวอังกฤษได้บอกว่า อำนาจของพระมหากษัตริย์ คือ 1. ให้คำแนะนำ 2.สนับสนุน และ 3.ตักเตือน ซึ่งพระองค์ได้ทรงทำหน้าที่ทุกอย่างเป็นอย่างดี อย่างสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี พระองค์ทรงให้คำแนะนำ อย่างละเอียด ทั้งเรื่องน้ำ และเรื่องการจราจร

          นอกจากนี้ แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อย พระองค์ทรงให้คำแนะนำเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วมถนนจรัญสนิทวงศ์ และเจริญนคร หรือ ถนนตรอกจันท์ที่พระองค์ทรงขับรถด้วยตนเองเพื่อไปดูยังที่จริงช่วงเวลาเที่ยงคืน และให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาจนสำเร็จ

          นายบรรหาร กล่าวว่า ในเรื่องการจราจร พระองค์เคยทรงให้คำแนะนำกรณีที่มีแนวคิดจะสร้างสะพานลอดใต้ถนนจากกรมสรรพากร ไปยังโรงแรมรัตนโกสินทร์ ใช้งบประมาณ 320 ล้านบาท แต่พระองค์ทรงเป็นห่วงว่าหากน้ำท่วมจะทำให้เกิดอันตรายต่อประชาชน และกลับไปคิดให้คำแนะนำเป็นการปรับปรุงการใช้ถนนแทนทำให้ไม่ต้องเสียงบประมาณ รวมถึงการปรับวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อให้มีพื้นที่ผิวจราจรมากขึ้นและติดไฟให้สว่างขึ้น

          ขณะที่ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถือเป็นนักกฎหมาย และนักประชาธิปไตยที่เก่งและเชี่ยวชาญในรัฐธรรมนูญมามากที่สุด มีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างมากผ่านรัฐประหาร รัฐบาลทั้งที่ซื่อสัตย์สุจริตและทุจริต ซึ่งพระองค์รับทราบเป็นอย่างดีว่า แต่ละรัฐบาลเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่จะเห็นมาโดยตลอดคือ หลักการที่สำคัญที่พระองค์ทรงยึดถือยู่เสมอ คือ ท่านจะไม่ว่าหรือตัดสินว่า ใครทำอะไรผิดหรือถูก หรือเข้าข้างใคร หรือแม้แต่จะให้คำแนะนำเรื่องใดๆ นอกเสียจากนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตั้งเรื่องถวายขอคำแนะนำ พระองค์ท่านจึงจะให้คำแนะนำ แต่เป็นสิ่งที่ท่านให้คำแนะนำจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเลย

          "สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีคือ พระราชอำนาจสำรอง หรือ พระบารมี ที่ เกิดจากคุณงามความดีในทุกๆด้าน ที่พระองค์ทรงมี และเป็นสิ่งที่ประชาชนถวายมอบให้"

          นายอานันท์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องเกี่ยวกับบทบาทพระมหากษัตริย์ในภาวะวิกฤตนั้น หากย้อนไปในอดีตเมื่อเหตการณ์พฤษภาทมิฬปี 35 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรางแก้ไขด้วยความละมุ่นละม่อม โดยกล่าวแต่เพียงว่า "ถ้าต่อสู้กันต่อไปประชาชนคือ ผู้แพ้" กับพล.อ.สุจินดา คราวประยูร และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แต่ในวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่เกิดขึ้นนั้น ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะ ถ้าหากคนๆหนึ่งมีจิตสำนึกในการเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ควรลาออก ก็จะไม่เกิดการรัฐประหารในวันนี้

          ทางด้าน พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ประธาน คมช.ร่วมเสวนาด้วย ระบุโดยสรุปว่า วิกฤติที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง เพราะขาดความสามัคคีของคนในชาติ องค์กรต่าง ๆ ถูกแทรกแซง ยืนยันเหตุที่ต้องปฏิรูปการปกครอง 19 ก.ย.49 เพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติ เกิดความสงบ และทำให้การบริหารประเทศกลับไปสู่ประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ทหารทุกคนพร้อมทุ่มเทเลือดเนื้อ ชีวิตเพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

          ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าในการร่างรัฐธรรมนูญ นต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่าวันที่ 25 พฤษภาคมถือเป็นวันสุดท้ายที่12องค์กรต่าง ๆ จะต้องส่งความเห็นกลับมาจากนั้นจะมีการพิจารณากันในวันที่ 29 พฤษภาคม

          อย่างไรก็ตามในเรื่องการแปรญัติ ได้ข้อสรุปว่าคงทำได้แค่10ประเด็น เนื่องจาก เนื่องจากแต่ละญัตติจะต้องมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.)รับรอง 10 คน และจะไปรับรองซ้ำในญัตติอื่นไม่ได้ ส่วนเรื่องการเลื่อนวันเลือกตั้ง นต.ประสงค์ กล่าวว่าคงไม่สามารถทำได้ เพราะต้องเป็นไปตามกำหนดเดิม

          วันเดียวกันองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย เข้าพบ นต.ประสงค์ เพื่อให้ปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญให้คุ้มครองครูและสนับสนุนการศึกษามากกว่าเดิม ให้ศึกษาฟรีถึงปริญญาตรี ซึ่งนต.ประสงค์รับปากจะไปดูแลให้พร้อมกับฝากครูให้ ให้ช่วยกันจับตาดูแลขบวนการจ้องล้มรัฐธรรมนูญและการลงประชามติอย่าได้สร้างความวุ่นวายให้กับสังคม

          เครือข่ายความหลากหลายทาง เพศ อาทิ โครงการก่อตั้ง มูลนิธิอัญจารี กลุ่มสะพาน สมาคมฟ้าสีรุ้งแห้งประเทศไทย นำโดยน.ส. อัญชนา สุวรรณาทานนท์ ผู้ก่อตั้งโครงการอัญจารี ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สสร.ขอร้องให้แปรญัตติคุ้มครองบุคคลทุกประเภทให้เท่าเทียมกันรวมทั้งคุ้มครองสิทธิของเพศที่ 3ด้วย




ขอขอบคุณข้อมูลจาก


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 
 
 
   Hosted by kapook.com