.:: โครงการฝนหลวง - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
โครงการฝนหลวง
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search


        จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่างๆ เป็นประจำได้ทรงพบเห็นท้องถิ่นหลายๆแห่งประสบปัญหาความแห้งแล้งหรือขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการทำเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูเพาะปลูกเกษตรกรจะประสบความเดือดร้อน ทุกข์ยากมาก เนื่องจากบางครั้งฝนได้ทิ้งช่วงนานหรือภาวะฝนทิ้งช่วงเกิดในระยะวิกฤติของพืชผล คือพืชอยู่ในระยะที่กำลังให้ผลผลิตต่ำ ดังนั้นภาวะฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วงในแต่ละครั้ง/แต่ละปีจึงสร้างความเดือดร้อนและความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรเป็นอย่างสูง

สารบัญ

[แก้ไข] โครงการฝนหลวงตามแนวพระราชดำริ

        ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลและทรงความอัจฉริยะในพระองค์ท่านดังนั้นในปี พุทธศักราช2498 จึงได้มีพระราชดำริค้นหาวิธีการ ที่จะทำให้เกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติโดยนำเทคโนโลยีนำสมัยและทรัพยากรที่มีอยู่ประยุกต์กับศักยภาพของการเกิดฝนในเขตร้อน เช่น ประเทศไทยมุ่งขจัดปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว และทรงมีพระราชหฤทัยเชื่อมั่นว่าวิธีการดังกล่าวนี้จะทำให้การพัฒนาระบบการจัดทรัพยากรน้ำของชาติเกิดความพร้อมและครบบริบูรณ์ตามวัฏจักรของน้ำ คือ

        1.การพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำใต้ดิน

        2.การพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำผิวดิน

        3.การพัฒนาการจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ


        และทรงเชื่อมั่นในพระราชหฤทัยว่าด้วยลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศของประเทศจะสามารถดำเนินการให้บังเกิดผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน ดังนั้นในปี พุทธศักราช 2499 จึงได้ทรงพระมหากรุณาพระราชทานโครงการพระราชดำริ "ฝนหลวง" ให้หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล รับไปดำเนินการศึกษาวิจัยและการพัฒนากรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงกำหนดขั้นตอนของกรรมวิธีการทำฝนหลวงขึ้นเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ ตามลำดับดังนี้

[แก้ไข] ขั้นตอนที่หนึ่ง : "ก่อกวน"

        เป็นขั้นตอนที่เมฆธรรมชาติเริ่มก่อตัวทางแนวตั้งการปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอนนี้จะมุ่งใช้สารเคมีไปกระตุ้นให้มวลอากาศเกิดการลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำหรือความชื้นเข้าสู่ระบบการเกิดเมฆระยะเวลาที่จะปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ไม่ควรเกิน 10.00 น. ของแต่ละวันโดยการใช้สารเคมีที่สามารถดูดซับไอน้ำจากมวลอากาศได้แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ (มี ค่า Critical relative humidity ต่ำ)เพื่อกระตุ้นกลไกของกระบวนการกลั่นตัวไอน้ำในมวลอากาศ (เป็นการสร้าง Surrounding ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเมฆด้วย) ทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมาย เมื่อเมฆเริ่มเกิดมีการก่อตัวและเจริญเติบโตทางตั้งแล้วจึงใช้สารเคมีที่ให้ปฏิกิริยาคายความร้อนโปรยเป็นวงกลมหรือเป็นแนวถัดมาทางใต้ลมเป็นระยะทางสั้นๆ เข้าสู่ก้อนเมฆเพื่อกระตุ้นให้เกิดกลุ่มแกนร่วม(main cloud core) ในบริเวณปฏิบัติการสำหรับใช้เป็นศูนย์กลางที่จะสร้างกลุ่มเมฆฝนในขั้นตอนต่อไป

[แก้ไข] ขั้นตอน ที่ สอง : "เลี้ยง ให้ อ้วน"

        เป็นขั้นตอนที่เมฆกำลังก่อตัวเจริญเติบโตซึ่งเป็นระยะสำคัญมากในการปฏิบัติการฝนหลวงเพราะจะต้องไปเพิ่มพลังงานให้แก่ updraft ให้ยาวนานออกไปต้องใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์หรือศิลปะแห่งการทำฝนควบคู่ไปพร้อมๆ กันเพื่อตัดสินใจโปรยสารเคมีฝนหลวงชนิดใด ณ ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ และในอัตราใดจึงเหมาะสมเพราะต้องให้กระบวนการเกิดละอองเมฆสมดุลกับความแรงของ updraft มิฉะนั้นจะทำให้เมฆสลาย

[แก้ไข] ขั้นตอน ที่ สาม : "โจมตี"

        เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกรรมวิธีปฏิบัติการฝนหลวงเมฆหรือกลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้ภายในกลุ่มเมฆจะมีเม็ดน้ำขนาดใหญ่มากมาย หากเครื่องบินบินเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนนี้จะมีเม็ดน้ำเกาะตามปีกและกระจังหน้าของเครื่องบินเป็นขั้นตอนที่สำคัญและอาศัยประสบการณ์มากเพราะจะต้องปฏิบัติการเพื่อลดความรุนแรงของ updraft หรือทำให้อายุของ updraft หมดไปสำหรับการปฏิบัติการในขั้นตอนนี้จะต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทำฝนหลวง ซึ่งมีอยู่ 2 ประเด็นคือเพื่อเพิ่มปริมาณฝนตก (Rain enhancement) และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน (Rain redistribution)

[แก้ไข] เครื่องมือและอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ประกอบในการทำฝนหลวง

        1. เครื่องมืออุตุนิยมวิทยาใช้ในการตรวจวัดและศึกษาสภาพอากาศ ประกอบการวางแผนปฏิบัติการนอกเหนือจากแผนที่อากาศภาพถ่ายดาวเทียมที่ได้รับสนับสนุนเป็นประจำวันจากกรมอุตุนิยมวิทยาที่มีใช้ได้แก่

                 1.1 เครื่องวัดลมชั้นบน (Pilot Balloon) ใช้ตรวจวัดทิศทางและความเร็ว ลมระดับสูงจากผิวดินขึ้นไป

                 1.2 เครื่องวิทยุหยั่งอากาศ (Radiosonde) เป็นเครื่องมืออิเล็คทรอนิคส์ประกอบด้วยเครื่องส่งวิทยุ ซึ่งจะติดไปกับบอลลูนและเครื่องรับสัญญาณวิทยุซึ่งจะบอกให้ทราบถึงข้อมูลอุณหภูมิความชื้นของบรรยากาศในระดับต่างๆ

                 1.3 เครื่องเรดาร์ ตรวจอากาศ (Weather Radar) ที่มีใช้อยู่เป็นแบบติดรถยนต์เคลื่อนที่ได้มีประสิทธิภาพสามารถบอกบริเวณที่มีฝนตกและความแรงหรือปริมาณน้ำฝนและการเคลื่อนที่ของกลุ่มฝนได้ในรัศมี 200-400 กม. ซึ่งนอกจากจะใช้ประกอบการวางแผนปฏิบัติการแล้วยังใช้เป็นหลักฐานในการประเมินผลปฏิบัติการฝนหลวงอีกด้วย

                 1.4 เครื่องมือตรวจอากาศผิวพื้นต่างๆ เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิเครื่องวัด ความเร็วและทิศทางลมเครื่องวัดปริมาณน้ำฝนเป็นต้น

        2. เครื่องมือเตรียมสารเคมี ได้แก่เครื่องบดสารเคมีเครื่องผสมสารเคมีทั้งแบบน้ำและแบบผงถังและกรวยโปรยสารเคมีเป็นต้น

        3. เครื่องมือสื่อสารใช้ในการติดต่อสื่อสารและสั่งการระหว่างนักวิชาการบนเครื่องบินกับฐานปฏิบัติการหรือระหว่างฐานปฏิบัติการ 2 แห่ง หรือใช้รายงานผลระหว่างฐานปฏิบัติงานสำนักงานฯ ในส่วนกลางโดยอาศัยข่ายร่วมของวิทยุตำรวจศูนย์สื่อสารสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยวิทยุเกษตรและกรมไปรษณีย์โทรเลขเครื่องมือสื่อสารที่ใช้ในปัจจุบันได้แก่วิทยุซิงเกิลไซด์แบนด์ วิทยุ FM.1, FM.5 เครื่องโทรพิมพ์ เป็นต้น

        4. เครื่องมือทางวิชาการอื่นๆ เช่นอุปกรณ์ทางการวางแผนปฏิบัติการเข็มทิศแผนที่กล้องส่องทางไกล เครื่องมือตรวจสอบสารเคมีกล้องถ่ายภาพและอื่นๆ

        5. สถานีเรดาร์ฝนหลวง ในบรรดาเครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ภายใต้โครงการวิจัยทรัพยากรบรรยากาศประยุกต์จำนวน 8 รายการนั้น Doppler radar จัดเป็นเครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่มีมูลค่าสูงสุด Doppler radar นี้ใช้เพื่อวางแผนการทดลองและติดตามประเมินผลปฏิบัติการฝนหลวงสาธิตเครื่องมือชนิดนี้ทำงานโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ (Microvax 3400) ควบคุมการสั่งการการเก็บบันทึกรวบรวมข้อมูลสามารถนำข้อมูลกลับมาแสดงใหม่จากเทปบันทึกในรูปแบบการทำงานของ IRIS (IRIS Software) ผ่าน Processor (RUP-6) กล่าวคือข้อมูลจะถูกบันทึกไว้ในเทปบันทึกข้อมูล ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถนำมาใช้ได้ตลอดซึ่งเชื่อมต่อกับระบบเรดาร์การแสดงผล/ข้อมูลโดยจอภาพ (TV.monitor) ขนาด 20 นิ้ว สถานที่ตั้ง Doppler radar หรือที่เรียกว่าสถานีเรดาร์ฝนหลวงนี้อยู่ที่ ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

        ด้วยความสำคัญและปริมาณความต้องการให้ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือทวีจำนวนมากขึ้นฉะนั้นเพื่อให้งานปฏิบัติการฝนหลวงสามารถปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกรได้กว้างขวางและได้ผลดียิ่งขึ้นรัฐบาลจึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2518 เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวงต่อไป

        จากกรรมวิธีการทำฝนหลวงที่ใช้เป็นหลักอยู่ในปัจจุบันคือการโปรยสารเคมีฝนหลวงจากเครื่องบินเพื่อเร่งหรือเสริมการก่อตัวและการเจริญเติบโตของเมฆและการโจมตีกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการที่เคยปฏิบัติกันมาตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบันนี้นั้นในบางครั้งก็ประสบปัญหาที่ไม่สามารถปฏิบัติการตามขั้นตอนกรรมวิธีให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น ในขั้นโจมตีให้ฝนตกลงสู่พื้นที่เป้าหมายไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากฝนตกปกคลุมสนามบินเกิดลมพายุปั่นป่วนและรุนแรงเครื่องบินไม่สามารถบินขึ้นปฏิบัติการได้ทำให้กลุ่มเมฆเคลื่อนพ้นพื้นที่เป้าหมายจากปัญหาต่างๆ เหล่านี้ จึงได้มีการวิจัยและทดลองกรรมวิธีการทำฝนเพื่อการพัฒนาและก้าวหน้าบรรลุเป้าหมายยิ่งขึ้นอีกระดับหนึ่งอาทิเช่นการทำวิจัยสร้างจรวดบรรจุสารเคมียิงจากพื้นดินเข้าสู่ก้อนเมฆหรือยิงจากเครื่องบินจึงได้มีการเริ่มวิจัยประดิษฐ์จรวดทำฝนร่วมกับกรมสรรพาวุธทหารบกเมื่อ พ.ศ. 2515-2516 จนก้าวหน้าถึงระดับทดลองยิงในเบื้องต้นแล้วแต่ต้องหยุดชะงักด้วยความจำเป็นบางประการของกรมสรรพาวุธทหารบกจนถึงพ.ศ.2524 คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติได้แต่งตั้งคณะทำงานพัฒนาและวิจัยจรวดฝนเทียมขึ้นประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านจรวดของกองทัพบกกองทัพเรือกองทัพอากาศ นักวิชาการของสภาวิจัยแห่งชาติและนักวิชาการฝนหลวงซึ่งได้ทำการวิจัยประดิษฐ์และพัฒนาจรวดต้นแบบขึ้นทำการทดลองยิงทดสอบก้าวหน้ามาตามลำดับและถึงขั้นบรรจุสารเคมีเพื่อทดลองยิงเข้าสู่ก้อนเมฆจริงแล้วในปี พ.ศ. 2530 ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นทำการผลิตจรวดเชิงอุตสาหกรรมเพื่อทำการยิงทดลองและตรวจสอบผลในเชิงปฏิบัติการต่อไปในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรง พระกรุณาพระราชทานแนวความคิดในการวิจัยชิ้นนี้

        อาจกล่าวได้ว่าการวางแผนและกำหนดกรรมวิธีในการทำฝนหลวงในขั้นตอนต่างๆนั้นได้มาจากพระราชอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลรวมทั้งการนำความสามารถของเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการดำเนินงานให้แต่ละขั้นตอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นวิทยุสื่อสาร, ดาวเทียมหรือแม้แต่คอมพิวเตอร์ก็ตามกล่าวคือพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

 
 
 
   Hosted by kapook.com