.:: ในหลวงกับพสกนิกรชาวไทยมุสลิม - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
ในหลวงกับพสกนิกรชาวไทยมุสลิม
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

         "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกรุณาธิคุณต่อพระสกนิกรณ์ชาวมุสลิมมาล้นพรรณาทรงเป็นองค์ราชศาสนูปถัมภ์ ทรงสร้างทักษินราชนิเวศน์ เพื่อความใกล้ชิดต่อชาวไทยมุสลิม ทรงมีพระบรมราชโองการให้ อดีตจุฬาราชมนตรี นายต่วน สุวรรณศาสน์ แปลพระมหาคัมภรีภรีอัลกุรอ่านเป็นภาษาไทย โดยเน้นให้แปลจากฉบับเป็นภาษาอาหรับ ทรงมีความห่วงใยต่อประชาชนของพระองค์โดยทั่วถึง ทรงมีความเข้าใจต่อปัญหาต่างๆ ทั้งประเทศทรงเสียสละพระราชทรัพย์ทั้งแรงกาย โดยไม่เห็นถึงความเหนื่อยยากไปทั่วแผ่นดินไทย พระองค์จึงทรงสถิตดังในดวงใจของคนไทยทั้งล้า" อ.สวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ จุฬาราชมนตรี

[แก้ไข] หลวงกับพสกนิกรชาวไทยมุสลิม

        "อิสลามิกชนมีพระคัมภีร์กุรอาน อันประกอบพร้อมด้วยบทบัญญัติทางศีลธรรม จริยธรรม นิติธรรม เป็นแม่บทศักดิ์สิทธิ์สำหรับการประพฤติปฏิบัติตน และดำเนินชีวิต ส่วนใหญ่จึงมีชีวิตที่เจริญมั่นคง มีความฉลาดรู้ผิดชอบชั่วดีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และนับเป็นบุคคลที่มีคุณค่า ถ้าแต่ละคนจะพยายามศึกษาพระคัมภีร์ให้เข้าใจถ่องแท้ยิ่งขึ้น พร้อมเอาใจใส่ศึกษาวิทยาการด้าน อื่น ๆ ให้กว้างขวางและก้าวหน้าอยู่เสมอ ก็จะส่งเสริมให้เป็นผู้มีความดี ความรู้ ความสามารถครบถ้วน สมควรยิ่งที่จะเป็นหลักและเป็นกำลังในการพัฒนาสังคม"

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชมหาราช เสด็จฯเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 หลังจากตัดสินพระราชหฤทัย ที่จะทรงดำรงอยู่ในฐานะประมุขของประเทศไทยแล้ว ก็ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอุทิศพระชนมชีพเพื่อประเทศชาติและประชาชนของพระองค์ เพราะทรงได้รับการปลูกฝังให้คำนึงพระราชภาระกิจ ที่ทรงมีต่อชาติบ้านเมืองมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ หลังจากเสด็จฯเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบแทนพระเชษฐา ทรงประทับอยู่ในกรุงเทพมหานคร จนถึงประมาณเดือนสิงหาคม จึงเสด็จฯกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทรงศึกษาในวิชาสังคมศาสตร์ และนิติศาสตร์ แทนที่จะศึกษาต่อในวิชาวิทยาศาสตร์ที่กำลังศึกษาอยู่ เพื่อเตรียมพระองค์เป็นนักปกครองที่ดี

        ในปีพุทธศักราช 2491 ชาวไทยมุสลิมได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางศาสนาหรือจุฬาราชมนตรี ตามพระราชกฤษฏีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสสาม มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายต่วน สุวรรณศาสน์ ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์และในปีเดียวกันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ พระอาการสาหัสแต่เหตุการณ์ผ่านพ้นไปด้วยดี และตามมาด้วยเหตุการณ์ที่น่าชื่นชม คือ ทรงประกอบพิธีหมั้นกับหม่อมราชวงศ์ สิริกิต์ กิติยากร ในเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2492 ต่อมาในปีพุทธศักราช 2493 ก็เสด็จฯนิวัติกรุงเทพมหานคร และกำหนดพระราชพิธีสำคัญ 3 พิธี คือ ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ราชาภิเษกสมรส และบรมราชาภิเษก ในการเสด็จฯนิวัติสู่กรุงเทพมหานครก็ดี พิธีราชาภิเษกสมรสและพิธีบรมราชาภิเษกก็ดี นายต่วน สุวรรณศาสน์ จุฬาราชมนตรี ก็ได้ไปร่วมรับเสด็จฯและร่วมพิธีทั้งสองในฐานะผู้นำฝ่ายศาสนาอิสลาม

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานในการปกครองแผ่นดินว่า "เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

        เมื่อเสร็จพระราชพิธีแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จฯฯกลับสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทรงพักผ่อนอีกระยะหนึ่ง แล้วจึงได้เสด็จฯกลับประเทศไทย พร้อมด้วยพระนางเจ้าสิริกิต์ และพระธิดาองค์แรกเป็นการเสด็จฯนิวัติเพื่อประทับเป็นการถาวร ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2494

        ครั้นปีพุทธศักราช 2498 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระองค์เอง โดยเสด็จฯออกเยี่ยมราษฎรในถ้องถิ่นต่าง ๆ อย่างทั่วถึง แล้วจึงเสด็จฯต่างประเทศตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลประเทศนั้น ๆ การเสด็จฯเยี่ยมราษฎรจะใช้เวลาปีละประมาณ 7 เดือน โดยแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักต่าง ๆ หรือที่ประทับชั่วคราว ทรงเลือกเวลาไม่ให้ตรงกับงานพระราชพิธี รัฐพิธี หรืองานรับรองพระราชอาคันตุกะ

        เมื่อเสด็จฯเยี่ยมเยียนราษฎรในจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคใต้ นราธิวาสและสตูล ยังมีชาวไทยมุสลิมอยู่ถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ ทุกจังหวัดที่มีมุสลิมและมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด นายต่วน สุวรรณศาสน์ จุฬาราชมนตรี ก็ต้องเดินทางไปร่วมรับเสด็จฯพร้อมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและคณะกรรมการมัสยิด ตลอดจนชาวไทยมุสลิมโดยทั่วไปทุกคนมีความชื่นชมในพระบารมี ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ทุกคนก็เต็มใจรอรับเสด็จฯด้วยความจงรักภักดีแม้ว่าในสมัยนั้นชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีรับสั่งถามถึงทุกข์สุข ชาวไทยมุสลิมก็ไม่กล้าจะถวายคำตอบออกมา ได้แต่ยิ้มด้วยความดีใจเท่านั้น เนื่องจากเกรงว่าจะพูดไม่ถูกต้อง ใช้ภาษาไม่เหมาะไม่ควร ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงรับสั่งให้ใช้คำพูดสามัญธรรมดา โดยไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ เพื่อพระองค์จะได้ทรงทราบถึงความเป็นอยู่โดยแท้จริง หากไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ นายต่วน สุวรรณศาสน์ จุฬาราชมนตรี จะเป็นผู้ถวายการแปลจากภาษาท้องถิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความชื่นชมโสมนัสที่พสกนิกรของพระองค์ถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่น ขณะที่ผ่านแถวรับเสด็จฯของประชาชนก็จะทรงทราบว่า แม้ฝนจะตก ประชาชนก็ไม่แตกแถว แน่วแน่ที่จะยืนกร่ำตากฝนรอรับเสด็จฯ จนกว่าจะมีรับสั่งให้หลบฝนได้

[แก้ไข] พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมุสลิม

        พระราชกรณียกิจ ในการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรนั้น ในปีแรก ๆ ก็เป็นการเสด็จฯเยี่ยมรับทราบทุกข์สุขหาทางช่วยเหลือให้ราษฎรของพระองค์มีความสุขพ้นจากความทุกข์ ในเรื่องความแห้งแล้งการขาดน้ำในการประกอบอาชีพทำนาทำสวน จนทำให้มีโครงการต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ล้วนแต่เป็นการทำเพื่อราษฎรของพระองค์หลุดพ้นจากความทุกข์ยากและมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นพระองค์ยังทรงพระราชทานพันธุ์ไม้ พันธุ์สัตว์ให้ราษฎรได้เลี้ยงและเป็นอาหารประจำวัน จนกระทั่งสามารถเป็นอาชีพประจำได้ด้วย

        ในการเสด็จฯเยี่ยมเยียนราษฎรถ้าในบริเวรนั้นมีศาสนสถานหรือโรงเรียนสอนศาสนา พระองค์จะเสด็จฯเยี่ยมพระราชทานเวชภัณฑ์ หรือพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้แก่ศาสนสถานและโรงเรียนเป็นนิจ ยิ่งกว่านั้นจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แพทย์หลวงทำการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วย และหากมีคนไข้ที่ไม่สามารถรักษาในท้องถิ่นได้ ก็จะทรงรับไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์อีกด้วย

        สำหรับทางภาคใต้ กำหนดการแปรพระราชฐาน เพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรนั้นจะประมาณเดือนกันยายน ถึงตุลาคม แทบทุกปี บางปีจะอยู่ระหว่างการถือศีลอดของชาวไทยมุสลิม ซึ่งตรงกับเดือนที่ 9 ของศักราชอิสลาม และมีระยะเวลาเลื่อนขึ้นปีละ ประมาณ 10 วัน ดังเช่นเมื่อปี พุทธศักราช 2520 เดือนรอมฏอนตรงกับเดือนสิงหาคม วันตรุษอีติ้ลฟิตริ จึงตรงกับต้นเดือนกันยายน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯแปรพระราชฐาน ประทับที่ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ปัตตานี ยะลา จึงขอพระมหากรุณาธิคุณเข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมลคล เนื่องในวโรกาสสำคัญดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้า และมีพระราชดำรัสขอบใจ ทรงมีพระกระแสในเรื่องการถือศีลอดในเดือนรอมฏอน เป็นที่ประทับใจกับชาวไทยมุสลิมยิ่งนัก และถ้าการแปรพระราชฐานอยู่ในระหว่างวันตรุษอีดิ้ลอัฏฮา ซึ่งเป็นวันตรุษหลังจากผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ ประเทศซาอุดิอาราเบีย ชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ก็จะเข้าเฝ้าถวายพระพรเช่นเดียวกัน

        ในปีพุทธศักราช 2533 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปรพระราชฐานประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านชาวไทยมุสลิม ณ โครงการศูนย์การศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ที่นั้นมีมัสยิดเล็ก ๆ หลังหนึ่งชื่อมัสยิดนูรุ้ลเอียะห์ซาน หมู่บ้านนี้เป็นมุสลิมที่อพยพไปจากที่อื่น เพื่อประกอบอาชีพที่นั่น ส่วนมากเป็นคนยากจน อีหม่ามซบ นาคอนุเคราะห์ ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวประทับในมุสยิสและถวายรายงานความเป็นมาของมัสยิด ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดิน 1 ไร่ แต่ยังไม่สามารถจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลามได้ เนื่องจากที่ดินไม่ใช่ของมัสยิด จึงขอพระราชทานที่ดินตรงนั้น ให้เป็นของมัสยิด เพื่อจดทะเบียนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานตามคำกราบทูล และยังมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเพิ่มอีก 5 ไร่ พร้อมทั้งมีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการให้เป็นของมัสยิดอย่างถูกต้องเรียบร้อย

        ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2533 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯเยี่ยมมัสยิดนูรุ้ลเอียะห์ซาน และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้มัสยิดนี้ทุกครั้งที่เสด็จฯ เพื่อสมทบทุนในการสร้างโรงเรียนสอนศาสนา ซึ่งต่อมาก็ใช้เป็นโรงเรียนสามัญด้วย ครั้นต่อมาในปีพุทธศักราช 2539 มัสยิดนูรุ้นเอียะห์ซานเกิดการชำรุดทรุดโทรมและคับแคบอิหม่ามจึงขอพระบรมราชานุญาต สร้างมัสยิดหลังใหม่แทนหลังเก่าบนที่ดินพระราชทาน ในการนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งแสนบาท นับว่ามัสยิดหลังนี้เป็นมัสยิดแห่งแรกที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานทรัพย์ส่วนพระกรุณาธิคุณพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นปฐม และเป็นมัสยิดที่อิหม่ามน้อมเกล้าฯถวายให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย มัสยิดแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นใหม่ด้วยความประณีตวิจิตรงดงามยิ่ง จะแล้วเสร็จในปีพุทธศักราช 2542 ซึ่งเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทย

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้บรรดาทูตานุทูตเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในวโรกาสต่าง ๆ นอกเหนือจากการเข้าเฝ้าถวายสารตราตั้งและถวายบังคมลากลับประเทศของตนเมื่อหมดวาระ ทูตมุสลิมก็มีโอกาสเช่นเดียวกัน ก่อนปีพุทธศักราช 2505 จะเป็นปีใดไม่แน่ชัดท่านกงศุลแห่งประเทศซาอุดิอาระเบีย ได้เข้าเฝ้าและถวายพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ฉบับที่มีความหมายเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรและทรงศึกษาดู ก็ทรงมีพระราชดำริว่า ควรจะได้มีพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานฉบับความหมายภาษาไทย ให้ปรากฎเป็นสง่าราศรีแก่ประเทศชาติ และเทียมทัศนานาอารยประเทศ ต่อมาในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปีนั้นเอง นายต่วน สุวรรณศาสน์ เป็นผู้นำผู้แทนองค์การสมาคมและกรรมการอิสลาม เข้าเฝ้าถวายพระพรในนามของชาวไทยมุสลิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระกระแสรับสั่งให้จุฬาราชมนตรีแปลความหมายของอัลกุรอาน จากพระมหาคัมภีร์ฉบับภาษาอาหรับโดยตรง สิ่งนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อศาสนาอิสลาม และทรงเป็นองค์อัครศาสนูปภัมภกอย่างแท้จริง

        นายต่วน สุวรรณศาสน์ อดีตจุฬาราชมนตรี ถวายงานด้วยความวิริยะอุตสาหะเพื่อสนองพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านลงมือแปลและเรียบเรียงความหมายภาษาไทยของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม พุทธศักราช 2505 จนจบบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พุทธศักราช 2507 รวมเวลาทำงานถวายทั้งสิ้น 1 ปี 7 เดือน 8 วัน หลังจากนั้น ก็เป็นการขัดเกลาสำนวนภาษาให้กระชับและเหมาะสม ให้ถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในแต่ละวรรคแต่ละตอน ในระหว่างที่จุฬาราชมนตรีกำลังแปลพระคัมภีร์ถวาย ทุกครั้งที่เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็แสดงความในพระราชหฤทัย ตรัสถามถึงความคืบหน้าอุปสรรคปัญหาด้วยความเป็นห่วง และทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้พิมพ์ออกเผยแพร่อีกด้วย

        ในปีพุทธศักราช 2511 เป็นปีครบ 14 ศตวรรษแห่งอัลกุรอาน ประเทศมุสลิมทุกประเทศต่างก็จัดงานเฉลิมฉลองกันอย่างสมเกียรติ ประเทศไทยแม้จะไม่ใช่ประเทศมุสลิม ก็ได้จัดงานเฉลิมฉลอง 14 ศตวรรษแห่งอัลกุรอาน ฉบับความหมายภาษาไทยตอนแรก ได้พิมพ์ถวายตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้พระราชทานแก่มัสยิดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสในงานเฉลิมฉลอง 14 ศตวรรษแห่งอัลกุรอานว่า "คัมภีร์อัลกุรอาน มิใช่จะเป็นคัมภีร์ที่สำคัญในศาสนาอิสลามเท่านั้น แต่ยังเป็นวรรณกรรมสำคัญของโลกเล่มหนึ่ง ซึ่งมหาชนรู้จักยกย่องและได้แปลเป็นภาษาต่าง ๆ อย่างแพร่หลายแล้วด้วยการที่ท่านทั้งหลายได้ดำเนินการแปลออกเผยแพร่เป็นภาษาไทยครั้งนี้เป็นการสมควรชอบด้วยเหตุผลอย่างแท้จริง เพราะจะเป็นการช่วยเหลือในอิสลามิกบริษัทในประเทศไทยที่ไม่รู้ภาษาอาหรับ ได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะในศาสนาได้สะดวก และแพร่หลาย ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้สนใจทั่วไปได้ศึกษา ทำความเข้าใจหลักคำสอนของศาสนาอิสลามอย่างถูกต้องและกว่างขวางยิ่งขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่า คัมภีร์อัลกุรอาน มีอรรถรสลึกซึ้ง การที่จะแปลออกเป็นภาษาไทย โดยพยายามรักษาใจความแห่งคัมภีร์เดิมไว้ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ และพิมพ์ขึ้นให้แพร่หลายเช่นนี้ จึงเป็นที่ควรอนุโมทนาสรรเสริญและร่วมมือสนับสนุนอย่างยิ่ง…"

        การจัดทำความหมายภาษาไทยของพระคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนั้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้ ด้วยทำให้บรรดามุสลิมได้รู้ความหมายของพระคัมภีร์และได้นำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง มิได้เพียงแต่พระองค์จะพระราชทานพระราชดำรัสอันประทับใจเท่านั้น ในวันนั้นพระองค์พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อเป็นปัจจัยในการดำเนินงานอีกด้วย

        การจัดพิมพ์พระมหาคัมภีร์ อัลกุรอานฉบับความหมายภาษาไทย ได้จัดพิมพ์จนเสร็จสมบูรณ์และพระราชทานไปยังมัสยิดทุกแห่ง ทั่วราชอาณาจักร ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้กระทรวงศึกษาธิการจัดหาเงินงบประมาณ ซึ่งในการนี้กรมการศาสนาเป็นผู้จัดพิมพ์จนสำเร็จครบถ้วนบริบูรณ์

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกพระองค์พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ ทะนุบำรุงศาสนาทั่วราชอาณาจักรโดยทั่วถึงกัน ได้เสด็จฯพระราชดำเนินไปร่วมงานของศาสนาต่าง ๆ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญ นอกจากนั้นยังได้พระราชทานทรัพย์อุปถัมภ์บำรุงศาสนาพระราชทานพระบรมราโชวาทเพื่อเป็นแนวทางในการอบรมสั่งสอนให้ประชาชนเป็นคนดีตามหลักแห่งศาสนาอันจักเป็นประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวมสืบไป พระบารมีและพระบรมราชปถัมภ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ศาสนาต่าง ๆ ทำให้ประชาชนทุกชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนา ได้อาศัยอยู่ร่วมกันในประเทศไทยอย่างสงบสุขราบรื่น ไม่เคยปรากฎความขัดแย้งกัน ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งระหว่างศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความรักและสามัคคีด้วยดีเสมอมา

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณทรงรับคำกราบทูลเชิญของนายต่วน สุวรรณศาสน์ เสด็จฯพระราชดำเนินในงานเมาลิดกลางหรืองานเฉลิมฉลองคล้ายวันประสูติของท่านศาสดามูฮำหมัด เมื่อปีพุทธศักราช 2507 ณ ลุมพินีสถาน ครั้งนี้ทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่ง "ท่านนบีมูฮำหมัด ผู้เป็นศาสดาแห่งศาสนาอิสลาม เป็นมหาบุรุษคนหนึ่ง ได้ทำคุณประโยชน์แก่โลก พระศาสดาสรรเสริญยกย่องความฉลาด ความไตร่ตรองรอบคอบและความบริสุทธิ์ ทั้งกายและใจว่าเป็นหลักสำคัญของชีวิต ฉะนั้นขอให้พสกนิกรทุกคน จงพยายามปฏิบัติตามคำสั่งสอน เพื่อจะได้ประสบความสุข ความเจริญ"

        จากการเสด็จฯพระราชดำเนินในงานเมาลิดกลาง และการพระราชทานพระราชดำรัส ทำให้พสกนิกรชาวไทยมุสลิม และศาสนิกอื่น ตระหนักถึงความสำคัญของศาสนาอิสลาม ทั้งยังเป็นจุดเสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างศาสนา ไม่มีการดูถูกเหยียดหยาม ต่างให้เกียรติซึ่งกันและกันมากขึ้นภาพที่ประทับใจยิ่ง และไม่อาจลืมเลือนได้ ก็คือสายตานับพันนับหมื่นคู่ที่เฝ้ามองไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะที่ประทับเป็นองค์ประทานในพิธีเมาลิดกลาง ในระหว่างที่อ่านประวัติพระศาสดา และสดุดีพระศาสดามูฮำหมัดนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทับยืนเพื่อเป็นเกียรติแต่พระศาสดา ซึ่งกล่าวได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นตัวอย่างแก่ชนต่างศาสนาและเป็นสิ่งที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมา

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเป็นประธานในพิธีเป็นเวลาสามปีติดต่อกัน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และหลังจากนั้นก็ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้ผู้แทนพระองค์เสด็จฯในงานเมาลิดกลางจนถึงทุกวันนี้

        พระราชกรณียกิจอีกประการหนึ่ง คือ การส่งเสริมการศึกษาของชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแต่เดิมมีเยาวชนไทยมุสลิมจะมีการศึกษาภาคสามัญอย่างสูงเพียงชั้นประถมปีที่ 4 ซึ่งเป็นภาคบังคับ แล้วเข้าเรียนภาคศาสนา เนื่องด้วยผู้ปกครองเกรงว่าบุตรหลานของตนจะไม่รู้ศาสนา ไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจ โรงเรียนสอนศาสนาในสมัยนั้นก็ยังเรียนแบบปอเนาะ คือ นักเรียนต้องไปอยู่กับโต๊ะครู ช่วยทำอาชีพ และเรียนหนังสืออย่างไม่มีหลักสูตรว่านักเรียนจะต้องใช้เวลาเรียนกี่ปี ด้วยเหตุชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่จะถนัดใช้ภาษาท้องถิ่น ไม่สามารถเขียนอ่านภาษาไทย และใช้ภาษาไทยในการติดต่อราชการได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในเรื่องนี้มาก จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้กระทรวงศึกษาธิการหาลู่ทาง ในการส่งเสริมและปรับปรุงการเรียนการสอนให้เป็นระบบขึ้น ส่งครูเข้าไปสอนภาคสามัญมีการประชุมปรึกษาหารือกับบรรดาโต๊ะครูปอเนาะอยู่เสมอ จัดให้มีการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทั้งยังจัดดูงานการศึกษาในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ปอเนาะต่าง ๆ ก็เริ่มมีการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จนเป็นที่น่าพอใจ ปอเนาะใดที่มีการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นก็จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนที่มีการบริหารการเรียนการสอนดีเด่น และจะเข้ารับพระราชทานรางวัลเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2512 เป็นต้นมา ซึ่งนับว่าเป็นพระราชกรณียกิจประจำประการหนึ่งของพระองค์

        ปัจจุบันนักเรียนปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นนักเรียนที่มีคุณภาพ มีการศึกษาทั้งภาคสามัญและภาคศาสนาควบคู่กันไป จนสามารถเข้าศึกษาต่อระดับวิทยาลัย มหาวิทยาลัยได้เป็นการยกระดับการศึกษาให้สูงขึ้นยังผลให้ตำแหน่งหน้าที่การงาน ทั้งในราชการและเอกชนสูงและมากว่าเดิมเกิดความเท่าเทียมทางการศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชวาทไว้ตอนหนึ่งเมื่อปีพุทธศักราช 2516 ว่า "ผู้ใดที่มีทั้งหลักวิชาทั้งหลักศานาย่อมดำเนินถึงความสำเร็จในชิวิตได้ไม่พลาดพลั้ง เพราะสามารถพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ได้โดยละเอียดรอบคอบทุกแง่มุมด้วยเหตุผล"

        การส่งเสริมอาชีพ ก็เป็นอีกประการหนึ่งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรของพระองค์ และทรงส่งเสริมอย่างเท่าเทียมกันทั่วถึงทั้งประเทศ โครงการพระราชดำริก็ดี โครงการส่งเสริมอาชีพก็ดี จะไม่เลือกปฏิบัติภาคใดภาคหนึ่งโดยเฉพาะ จะทรงส่งเสริมตามอาชีพที่มีในจังหวัดนั้น ๆ และให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ ซึ่งส่วนมากจะเป็นเกษตรกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นปัญหาและความเดือดร้อนของราษฏรทรงทุกข์ร้อนร่วมกับเกษตรกร ทรงหาวิธีช่วยแก้ปัญหา ทรงแนะนำและสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ ทรงสนับสนุนให้มีโครงการศูนย์การศึกษาและพัฒนาการเกษตรอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกภาค ศูนย์ฯที่มุสลิมส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์ก็มีศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง จังหวัดนราธิวาสทำให้หลักแหล่ง ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นตามลำดับจนสามารถที่จะยกระดับฐานะในครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น

        ประเทศไทยได้รับเชิญจากประเทศมาเลเซีย ให้ส่งผู้แทนชาวไทยมุสลิมร่วมทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นการทดสอบระหว่างประเทศ

        ในระยะแรกประเทศไทย เป็นประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิมประเทศเดียว ที่เข้าร่วมทำการทดสอบและอ่านได้ดี ทำให้ทุกคนมีความสนใจมุสลิมในประเทศไทยมาก รัฐบาลจึงต้องมีการคัดเลือกผู้แทนของประเทศโดยทดสอบจากผู้แทนของจังหวัดที่มีกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ที่มีกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ผู้แทนของประเทศบางปีก็เป็นผู้แทนจากภาคกลางบางปีก็เป็นผู้แทนจากภาคใต้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชนีนาถ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานถ้วยเงินเกียรติยศแก่ ผู้ชนะเลิศจากการทดสอบการอ่านพระคัมภีร์อัล-กุรอาร เพื่อเป็นผู้แทนประเทศไทยทุกปี ทำให้ผู้อ่านมีกำลังในการฝึกฝนและทำหน้าที่ผู้แทนของประเทศอย่างดีที่สุด เมื่อผู้แทนประเทศไทยได้รับตำแหน่งชนะเลิศทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง นายด่วน สุวรรณศาสน์ จุฬาราชมนตรี ได้นำผู้ชนะเลิศฝ่ายชายคนแรก คือ นายอับดุลมานาฟ ซาแซเลาะ จากนราธิวาส และฝ่ายหญิงคนแรก คือ นางสาวไมมูนะห์ มอแอสอาตาจากฉะเชิงเทราเข้าเฝ้า นำของรางวัลที่ได้จากประเทศมาเลเซียถวายทอดพระเนตรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งถามถึงวิธีการอ่าน การพิจารณาตัดสินและทรงโปรดเกล้าฯ ให้อ่านถวายด้วยความสามารถดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติ เบญจมาภรณ์มงกุฏไทย เป็นเกียรติแก่ผู้ทำชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติและวงศ์ตระกูลด้วย

        การทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน ที่ประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นเจ้าภาพทุกปีเป็นเวลานานกว่า 35 ปี มีผู้แทนหลายประเทศเข้าร่วมทำการทดสอบ สุดท้ายมีถึง 30 ประเทศ ประเทศเหล่านั้นรู้จักประเทศไทยทราบว่าประเทศไทยแม้ไม่ใช่ประเทศมุสลิม ก็ได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภ์ของศาสนาอิสลามด้วยพระเกียรติคุณนี้แพร่ไปทั่วทุกมุมโลก

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชภาระกิจเกี่ยวกับผู้นำทางศาสนา ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยในงานด้านศาสนาอิสลามให้เป็นไปด้วยดี ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย ดะโต๊ะ ยุติธรรม เพื่อบริหารงานด้านศาสนาการพิจารณาปัญหาศาสนาโดยเฉพาะคดีครอบครัวและมรดก ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้งานดำเนินไปอย่างมีระบบทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเข็มพระปรมาภิไธย ให้ประดับตามตำแหน่งที่แต่ละบุคคลมีหน้าที่ สำหรับดะโต๊ะยุติธรรมก็ทรงโปรดฯพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เช่นเดียวกับข้าราชการตุลาการ

        ส่วนตำแหน่งของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและกรรมการมัสยิด ซึ่งต้องทำหน้าที่ใกล้ชิดกับประชากรของไทย มุสลิมด้วยความเสียสละนั้น ในปีหนึ่งๆ ทางกระทรวงมหาดไทยจะพิจารณาผลงานและผู้นำดีเด่น ทั้งกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามเข้าเฝ้ารับพระราชทานดีเด่นจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประจำตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2525 ณ ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อันเป็นโอกาสเดียวกับการพระราชทานรางวัลแก่โต๊ะครู และผู้บริหารโรงเรียนสอนศาสนาภาคใต้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระดำรัส ทรงมีพระราชปฏิสันฐานกับผู้ที่ได้รับรางวัลจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการอิสลาม และผู้แทนกระทรวง ที่เข้าเฝ้ารับเสด็จฯอย่างใกล้ชิด ด้วยพระพักตร์อันยิ้มแย้มทั้งยังทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำอีกด้วย ยังความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิอาจจะลืมเลือนได้

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม และทรงให้ความเสมอภาคแก่บุคคลโดยไม่มีการแบ่งแยกระหว่างศาสนา เกียรติยศอันบุคคลทำงานเพื่อประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะนับถือพุทธ หรือศาสนา อื่นใด เป็นต้นว่า การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติ จุลจอมเกล้าซึ่งบรรดาสตรีที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจะเปลี่ยนคำนำหน้าจาก "นาง" เป็น "คุณหญิง" หรือจาก "นางสาว" เป็น "คุณ" นั้น สตรีมุสลิมก็มีโอกาสได้รับพระมหากรุณาธิคุณ อาทิคุณหญิง สมร ภูมิณรงค์ คุณหญิงแสงดาว สยามวาสนา คุณหญิงสุวัฒนา เพชรทองคำ คุณหญิงรุจจิรา เด่นอุดม ทั้งยังไม่จำกัดชั้นของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หากทรงเห็นสมควรพระราชทานในชั้นสูงสุด ก็จะทรงโปรดเกล้าฯ ซึ่งในปัจจุบันก็มีท่านผู้หญิงลดาวัลย์ สมันตรัฐ

        สำหรับผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือ กรรมการอิสลามที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อย เมื่อถึงแก่กรรม ก็จะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเดินฝังศพตามพิธีการทางศาสนาอิสลาม

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานกฤษฎีกาว่าด้วย การศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พระราชบัญญัติมัสยิด อิสลาม พระราชบัญญัติว่าด้วยครอบครัว มรดกในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พระราชบัญญัติว่าด้วยกิจการฝ่ายศาสนาอิสลาม ในปัจจุบัน ทรงโปรดเกล้าฯ เสด็จฯพระราชดำเนินเปิดมัสยิดสำคัญ เช่น มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล จะเสด็จฯมัสยิดทุกแห่งเมื่อมีโอกาส เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยมุสลิมได้ปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด ทั้งยังทรงให้โอกาสในการปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมอิสลามซึ่งจะมาจากพระคัมภีร์ อัล-กุรอาน และพระวจนะของท่านศาสดา อาทิ การแต่งกายตามศาสนนิยม การคลุมศีรษะของสตรีมุสลิม ทรงโปรดเกล้าฯ เสด็จฯในงานสังคมมุสลิม เช่น การเสด็จฯเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานการกุศลของสมาคมสตรีไทยมุสลิมแห่งประเทศไทย และทรงรับมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าสตรี ไทยมุสลิมไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ พระองค์จะทรงให้ทุกคนปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องและมีความสบายใจสำหรับผู้ปฏิบัติอาทิ การแสดงความเคารพในการเข้าเฝ้าเบื้องพระพักตร์ ก็มีรับสั่งให้ปฏิบัติตามที่ศาสนาอิสลามอนุญาตดังเช่น ประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน นายวันมูฮำหมัด นอร์มะทา เมื่อครั้งที่เข้าเฝ้ารับพระราชทานพระบรมราชโองการในโอกาสต่างๆ ก็มีรับสั่งให้ถวายความเคารพตามที่ศาสนาอนุญาต

        ความยุติธรรมและความเสมอภาคที่พระองค์ ทรงมีต่อพสกนิกรมุสลิม ตลอดเวลา จวบจนทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งหาที่สุดมิได้ พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมของชาวไทยทั้งชาติพระองค์ทรงเป็นตัวอย่างแก่นักปกครอง ทรงมีความละเอียดอ่อนในการบริหาร ทรงนำเรื่องศาสนามาเป็นข้อแบ่งแบบแตกต่าง แต่กลับนำเอาหลักการที่ดีของแต่ละศาสนามาเป็นหลักในการบริหารประเทศ บ้านเมืองไทยของเราจึงร่มเย็นเป็นสุข ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯประเทศไทย ไม่เคยเกิดการขัดแย้งในเรื่องศาสนา

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่งอยู่เสมอว่า "การพัฒนาประเทศนั้น จะต้องดำเนินไปพร้อมๆ กันทั้งหมด ทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ จึงจะบรรลุผลสำเร็จที่ดีได้" พระราชกรณียกิจที่นำเสนอมาแต่ต้นจะจบที่ได้ทรงบำเพ็ญ แม้แค่เพียงในด้านศาสนาอิสลามเท่านั้น ก็นำมาซึ่งประโยชน์สุขของพสกนิกรของพระองค์ทั้งสิ้น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

 
 
 
   Hosted by kapook.com