Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
[แก้ไข] ๙ ย่างตามรอยเท้าพ่อ “พระยศยิ่งยง”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระฉายาในหมู่ราษฎรอีกพระนามหนึ่งว่า ‘เจ้าฟ้าแว่น’ หรือ ‘ท่านแว่น’
“ข้าพเจ้าจำไม่ได้เลยว่า วันที่ 5 ธันวาคม 2570 นั้นเป็นเช่นไร เพราะข้าพเจ้าอายุเพียง 5 ขวบครึ่ง แต่ข้าพเจ้าได้ถามแม่ ได้ความว่าเมื่ออยู่ที่ รพ. เคมบริดจ์ หรือนอร์ธโอเว่น แม่อยู่ 2 สัปดาห์ รู้สึกเหนื่อยมาก เพราะต้องไปพักอยู่กับลูกอีก รพ. หนึ่ง ซึ่งในความทรงจำของข้าพเจ้า จำได้ว่า รพ. ที่พักอยู่บนเขา มีถนนคดเคี้ยวชันและมีหิมะเต็ม 2 ข้างทาง ข้าพเจ้าอยากเห็นและอยากแตะต้องน้องชาย แต่ รพ. เขาให้ดูอยู่ข้างหลังกระจก เมื่อกลับถึงบ้านได้ถามคุณแหนน (คุณเนื่อง จิตอดุลย์) คนเลี้ยงที่บ้านว่า น้องคนใหม่นี้พูดไทยได้หรือเปล่า”
ประโยคนี้เรียกรอยยิ้มจากบรรดาผู้เข้าฟังการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับในหลวงครั้งทรงพระเยาว์ ในงาน ‘วันนี้...เมื่อ 72 ปีก่อน’ ซึ่งจัดโดยคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กระหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นผู้ทรงบรรยาย
สมเด็ดพระพี่นางฯ รับสั่งเล่าต่อไปว่า “เมื่อครั่งที่ทรงประสูตินั้น เป็นองค์ที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือเกือบ 3 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักธรรมดาได้มาตรฐานของฝรั่ง ในขณะที่รัชกาลที่ 8 เป็นองค์ที่มีน้ำหนักน้อยที่สุด แม่บอกว่าทูลกระหม่อม (สมเด็จพระราชบิดา) ไม่ค่อยแข็งแรง ลูกออกมาเลยน้ำหนักน้อย ส่วนข้าพเจ้าเองนั้นเป็นคนแรกออกยาก มีน้ำหนัก 2.7 กก. ดังนั้นตึงถือได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวแข็งแรงที่สุดในบรรดา 3 คน และในช่วงเด็กนั้นเป็นองค์ที่มีชีวิตชีวาอย่างมาก”
หลังประสูติไม่ถึง 3 ชั่วโมง สมเด็จพระราชบิดา (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) จึงมีโทรเลขถวายไปยังสมเด็จพระพันวัสสาพระราชมารดาความว่า ‘ลูกชายเกิดวันนี้ สบายดีทั้งสองขอพระราชทานนามทางโทรเลข’ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 7 จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามให้ว่า ‘ภูมิพล’
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุได้เพียง 1 พรรษา 9 เดือน สมเด็จพระราชบิดาก็ประชวรและสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี้จึงรับพระราชภาระในการอภิบาลพระโอรสและพระธิดาทั้ง 3 พระองค์ตามลำพัง หลังประทับอยู่เมืองไทยได้ระยะหนึ่ง ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจึงตัดสินพระทัยพาพระราชโอรสและพระราชธิดาย้ายไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2476
เมื่อทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงประทับอยู่ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยเข้าศึกษาระดับชั้นประถมที่โรงเรียน Miremont จากนั้นจึงได้เข้าศึกษาต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้นไปที่ Ecole Nouvelle de la Suisse Romande และโรงเรียน Gymnase Classique Cantonal จนจบและทรงได้รับประกาศนียบัตรชั้นมัธยม และเตรียมองค์ที่จะทรงศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยโลซานน์ สาขาวิทยาศาตร์
เมื่อทรงพระชนมายุราว 7 พรรษา ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกพระองค์ในราชสกุล ‘มหิดล’ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศสละราชสมบัติ รัฐบาลไทยสมัยนั้นจึงได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล (พระยศในขณะนั้น) ขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 8 แห่งบรมราชจักรีวงศ์
เพื่อเตรียมตัวยุวกษัตริย์พระองค์น้อยสำหรับพระราชภาระเพื่อบ้านเมืองในอนาคต นอกจากทรงศึกษาในโรงเรียนตามปกติแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลจึงทรงมีพระอาจารย์มาถวายพระอักษรเพิ่มเติม ทรงศึกษาภาษาต่างๆ ถึง 6 ภาษา คือ ภาษาไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และสเปน เมื่อพระเชษฐาทรงศึกษาสิ่งใด สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช (พระยศในขณะนั้น) ก็ทรงเรียนรู้ด้วย
เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2481 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมด้วยพระราชชนนี พระเชษฐภคินี และพระอนุชา ได้เสด็จนิวัตประเทศไทยตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาล และประทับอยู่เมืองไทยราว 2 เดือน ก่อนเสด็จกลับสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อ
แม้จะเสด็จนิวัตเมืองไทยเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็สร้างความตื่นเต้นปีติ ความรัก และความชื่นชมในหมู่พสกติกรไทยถ้วนหน้า เพราะชาวไทยไม่เคยเห็น ‘ในหลวงพระองค์น้อย’ ของพวกเขาเลยนับแต่ทรงขึ้นครองราชย์ จะเห็นก็แต่เพียงพระบรมฉายาลักษณ์ในหนังสือพิมพ์ และได้ยินจากข่าวคราวของผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศและมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ เท่านั้น
การเสด็จนิวัตพระนครในครั้นนั้น ประชาชนและห้างร้านต่างๆ พร้อมใจกันทำซุ้มและประดับประดาอาคารบ้านเรือนเพื่อรับเสด็จฯ ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปที่ใดทั้งในพระนครและจังหวัดใกล้เคียง จะมีประชาชนมารอเฝ้าฯ เพื่อชมพระบารมีอย่างเนืองแน่น และด้วยความที่พวกเขาไม่เคยเห็นเด็กๆ ใส่แว่นสายตากันบ่อยนัก เมื่อได้เห็นสมเด็จพระอนุชา จึงทรงมีพระฉายาในหมู่ราษฎรอีกพระนามหนึ่งว่า ‘เจ้าฟ้าแว่น’ หรือ ‘ท่านแว่น’
เจ้านายเล็กๆ ทั้ง 3 พระองค์ พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีนครินทรา-บรมราชชนนี เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อ หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการรบพุ่งรุนแรงในหลายประเทศ ด้วยความไม่สะดวกและไม่ปลอดภัยหลายประการ จึงไม่ได้เสด็จนิวัตประเทศไทยอีกเลยจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 เมื่อควันไฟแห่งมหาสงครามมอดดับลงสถานการณ์บ้านเมืองและสถานการณ์โลกเขาสู่ภาวะปกติ รัฐบาลไทยจึงกราบบังคมทูลอันเชิญให้เสด็จนิวัตประเทศไทยอีกวาระหนึ่งเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนซึ่งเพิ่งผ่านพ้นความทุกข์โศกในช่วงสงครามสมเด็จพระราชชนนี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระอนุชา เสด็จฯ ออกจากเจนีวาโดยเครื่องบินพระที่นั่งซึ่งกองทัพอากาศอังกฤษจัดถวาย เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2488 และเสด็จฯ ถึงสนามบินดอนเมืองในวันที่ 5 ธันวาคม
วันนั้น สนามบินดอนเมืองแน่นขนัดด้วยฝูงชนที่มารับเสด็จฯ เพื่อชมพระบารมี ทหารยืนเรียงรายสองฟากถนน ที่ถนนราชดำเนินนอกและราชดำเนินในสวยสะพรั่งด้วยซุ้มรับเสด็จฯเมื่อแรกนั้นทรงมีหมายกำหนดการที่จะประทับอยู่เมืองไทยเพียง 1 เดือน ก็จะเสด็จฯ กลับโลซานน์เพื่อให้ทันการเปิดภาคเรียนใหม่ แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองขณะนั้นกำลังมีการเลือกตั้งและตระเตรียมเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประกอบกับทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายไม่เว้นวัน
จึงทรงตัดสินพระทัยประทับอยู่เมืองไทยต่ออีกระยะหนึ่งเพื่อระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แก่ปวงชนชาวไทย ระหว่างนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ในสถานที่ต่างๆ ท่ามกลางความปีติยินดีของประชาชนชาวไทย ซึ่งต่างกล่าวขวัญถึง ‘ในหลวง’ และ ‘พระอนุชา’ ผู้ทรงพระโฉมแสง่างามด้วยความปราบปลื้มชื่นชม
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาลเคมบริดจ์ (ภายหลังโรงพยาบาลนี้เปลี่ยนชื่อเป็น เมานท์ออเบิร์น) เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาซูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 3 ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชนก (พระราชโอรสองค์ที่ 69 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ผู้ทรงปกป้องสยามประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตในยุคล่าอาณานิคมของตะวันตก และพระองค์ที่ 7 ในสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พระชนก ชื่อ ‘ชู’ พระชนนี ชื่อ ‘คำ’ ในครอบครัวช่างทอง ซอยวัดอนงคาราม)
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)













